Get Adobe Flash player

ตอไม่เบา !! โดย..เชิงภู

Font Size:

ใกล้เที่ยงฟ้าเริ่มสว่างหลังผ่านห่าฝนใหญ่เมื่อช่วงเช้า ทางเดินดินลูกรังแคบๆที่สองข้างต้นหญ้าเล็กๆชูชี้เริงร่าหลังน้ำจากฟ้าประพรม หลายเท้าเดินไปข้างหน้าไม่รีบร้อนนัก ต้นหญ้าข้างทางปัดป่ายข้อเท้าเหมือนทักทาย

          อีกครั้งที่สวนตีนเขา สี่คนเดินเลี้ยวผลุบหายเข้าไปอย่างกับเข้าป่าดงสีเขียวเพราะเขียวครึ้มไปด้วยต้นไม้มากมาย โดยเฉพาะต้นกล้วยที่เม็ดฝนยังคงค้างเติ่งบนใบกว้างค่อยๆกลิ้งทิ้งตัวย้อยหยดลงดิน

            ลูกปลากับแก้มวางกระสอบปุ๋ยเปล่าที่เตรียมมาใส่พืชผักไว้บนตะแคร่เปียก ส่วนพ่อกับแม่แยกตัวไปอีกด้านของสวนเพื่อดูพืชผักต่างๆ

            เสียงลื่นล้มดังพลั่กดังมาจากทางเข้าสวน เพราะตรงนั้นเป็นดินเหนียวยามโดนฝนลื่นดีนักหนา เดินไม่ระวังเป็นหงายหลังล้มตึง ลูกปลากับแก้มเดินมาดูต้นเสียงด้านหน้าสวนเห็นขามนั่งหน้าบูดเนื้อตัวเลอะโคลน

            “ เอ๋า!! แล้วลงไปนั่งเล่นไซรล่ะหลานบ่าว (ลงไปนั่งเล่นทำไมล่ะหลานชาย)?” ลูกปลาทักปนแหย่เล่นหัวเราะคิกคักกับเพื่อนซี้

            “ หยุดเลยๆ ไม่ต้องแหลง (พูด) มาก บอกให้คล่าวกันกะไม่คล่าว (บอกให้รอด้วยก็ไม่รอ)” ขามตะคอกใส่ค่อยๆลุกขึ้นปัดขี้โคลนที่ก้นแต่ยิ่งปัดยิ่งติดแน่น “ แล้วเติ้นล่ะมาไซร มาโหย๊ะ ไม่เบื่อมั่งเหอ (แล้วคุณมาทำไม มาตลอดๆ ไม่เบื่อมั่งรึไง)” ขามพาลว่าเพื่อนของน้า

            “ เอ๋า!! ไอ้นี่ ปากเสีย เดี๋ยวตบปากเลย ” ลูกปลาว่า แต่แก้มหัวเราะไม่ได้ใส่ใจเพราะรู้จักนิสัยหนุ่มน้อยคนนี้ดี

            “ อัยยา!! โหดแรงน้าสาวเรา ขอโทษค๊าบบบ ผมพูดเล่นคร๊าบบบ” ขามพูดหน้าระรื่นและยกมือไหว้สองสาวข้างหน้า

            สามคนยืนล้อมอยู่ข้างจอมปลวก ข้างหน้าเป็นพืชสีเขียวครึ้มเลื้อยลดหลั่น เม็ดยาวรียื่นยาวออกจากย่านที่ปกคลุมด้วยใบเขียว บางเม็ดสีเขียวเข้ม บางเม็ดสีแดงเข้ม แก้มดูสนใจพืชข้างหน้าเป็นพิเศษเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน

            “ ลูกปลา คืออะไรเนี่ย จะว่าพริกก็ไม่น่าใช่”  แก้มถามพลางยื่นมือไปเด็ดเม็ดสีแดง

            “ คือดีปลีเชือก ปักษ์ใต้เรียกดีปลีเชียก รึดีปลีเชือก ก็คือพริกนั่นแหล่ะ ที่สุกแดงก็เก็บไปตากแห้ง เอาไว้ทำแกงเป็นเครื่องเทศน่ะ ใช้แทนพริกไทยสดอะไรพวกนี้แหล่ะ  คนโบราณบอกว่าเข้ายาหมายถึงว่าเอาไว้ทำยาสมุนไพรได้ รักษาได้หลายอย่าง ช่วยระบบย่อยได้ดี รักษาหวัดได้ ” ลูกปลาอธิบาย

            “ น้าปลา ป้าแย้มใช้ให้ไปตัดบอน (พืชลำต้นอวบใช้เป็นผักสำหรับทำแกงได้ตระกูลเดียวกับพวกเผือก) หวันเย็นป้าแย้มแกงเท่บอน (ต้นเย็นป้าแย้มจะแกงกะทิใส่บอน)” ขามตะโกนบอก

            เก็บดีปลีสุกใส่ใบกล้วยได้พอสมควรลูกปลารวบใบกล้วยเข้าหากันแล้วหักเศษไม้แถวนั้นกลัดไว้ยื่นส่งให้ขามเอาไปใส่ในกระสอบปุ๋ยก่อนจะหยิบมีดเล็กเดินตรงไปข้างบ่อน้ำ

            ข้างบ่อน้ำเต็มไปด้วยต้นบอนสีเขียวชูชี้ใบบดเบียดกัน ใบบอนแผ่กว้างคล้ายใบบัวเม็ดฝนค้างอยู่ตรงกลางใบยามลมพัดใบบอนไหวแกว่งน้ำในใบบอนก็กลิ้งไปมา แก้มยืนดูอย่างสนใจ ส่วนลูกปลานั้นก้มลงตัดต้นบอนตรงโคนต้น และใช้มีดปาดยอดใบทิ้ง

          “ นึกออกแล้ว เห็นเม็ดฝนกลิ้งไปกลิ้งมาบนใบบอน เคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง เค้าเขียนว่าน้ำใจหญิงดั่งน้ำกลิ้งบนใบบอน อิอิ เข้าใจแหล่ะ!!” แก้มหัวเราะคิกคักส่งยิ้มให้เพื่อน ลูกปลาอมยิ้ม

            “ ว่าแต่เอาไปแกงมันอร่อยมั้ย เจ้าบอนเนี่ย?” แก้มถาม

            “ อร่อยซิ!! แกงได้หลายอย่าง แกงกะทิก็ได้ แกงส้มก็ได้ จิ้มน้ำพริกก็ได้ แต่กินสดไม่ได้นะ มันคันปาก ต้องต้มให้สุกก่อน ” ลูกปลาบอก  “ ลอกเปลือกเขียวๆนี้ออก หั่นเป็นชิ้นๆ แล้วก็เอาไปต้ม เสร็จแล้วก็เอาไปทำเมนูอะไรก็ได้ ตามที่บอกน่ะ” ลูกปลาเล่าไป มือก็ตัดต้นบอนไปด้วย

            “ ปักษ์ใต้เนี่ย อุดมสมบูรณ์นะ ถ้าเราไม่ได้มาเรียนที่นี่เราคงไม่รู้หรอก สุดยอดจริงๆ” แก้มบอกสีหน้ามีความสุข

            “ แน่นอนอยู่แล้ว” ลูกปลาส่งยิ้มให้  “ ได้เยอะแล้ว กลับกันเหอะ จะเอาบอนไปใส่ในกระสอบก่อน เดี๋ยวจะไปเก็บผักอื่นต่ออีก” ลูกปลาชวนเพื่อนกลับ

            เดินผ่านดงกล้วยน้ำจากใบกล้วยร่วงหล่นดังซ่า ทำสองสาวเปียกไม่น้อย ทั้งสองยืนงงเงยหน้าขึ้นมองใบกล้วยก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะดังข้างจากด้านหลัง ขามนั่นเองเขย่าต้นกล้วยจนสองสาวเปียกปอน

            “ เล่นไม่เข้าเรื่องนะมึง” ลูกปลาว่าหลานก่อน “ ไปเลยไปจัดการตอเบา”ขามวิ่งหายไป

            “ ตอเบาอยู่ข้างรั้วนี้ มาตะ (ซิ)  น้าปลาน้าแก้ม ลุยเสียแหม็ด (เยอะมาก)” ขามตะโกนบอก

            สองสาวเดินตรงไปก่อนแก้มจะหันซ้ายหันขวาเห็นตอไม้ปักเรียงรายก็ใช้มือเขย่าผลักไปผลักมาก่อนจะบ่น “ ตอไม่เห็นเบาเลย” จนสองคนน้าหลานหัวเราะก๊าก

            “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ใช่ตอนั้น ” ขามพูดพลางหัวเราะพลาง

            “ ตอเบาข้างรั้ว กระถินไง !!”