Get Adobe Flash player

รำพันวันน้ำลด โดย..เชิงภู

Font Size:

เศษไม้ไผ่ตกกระจายเกลื่อนอยู่รอบตัว ใต้ชานบ้านที่มีน้ำท่วมขังอยู่ประมาณข้อเท้าเศษไม้ไผ่ก็ตกลงไปสุมอยู่เต็ม คนที่นั่งเหลาไม้ไผ่อยู่บนชานบ้านก็เหลาไปอย่างอารมณ์ดีไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวสักเท่าไหร่

ตอกหลายอันที่หัวท้ายเท่ากันและเหลาจนมดเสี้ยน ถูกมัดเข้าเรียบร้อยก่อนจะโยนลงไปในน้ำที่ขังอยู่ด้านล่าง  เมื่อไม้ไผ่บนชานบ้านหมดพร้อมกับเศษไม้ไผ่เต็มรอบตัว ลุงวันที่นุ่งผ้าขาวม้าผืนเก่าไม่ใส่เสื้อค่อยๆลุกขึ้น เพราะนั่งนานจนขาเป็นเหน็บกว่าจะลุกขึ้นยืนได้ก็ใช้เวลา

เมื่อทำความสะอาดชานบ้านเรียบร้อยแล้วลุงวันยกมีดพร้าพาดบ่ามือจับเลื่อยที่มีลักษณะโค้งคล้ายคันธนูเดินลงบันได เท้าเปล่าจุ่มลงในน้ำก่อนจะเดินตรงไปยังกอไผ่ ต้นไผ่ที่ล้มอยู่หนึ่งต้นลุงวันใช้มีดพร้าถางตัดเศษกิ่งไม้ไผ่เล็กๆรอบต้นไผ่ออกและจับเลื่อยอย่างชำนาญ

“เพื่อนวันๆ กูมาแล้ว โทดทีมาแช (โทษทีมาช้า) ไปซ่อมโทรทัศน์ที่บ้านครูนวมมาน่ะ โทรทัศน์ถอดปลั๊กตอนน้ำท่วมพอน้ำลดแลไม่ได้ (ดูไม่ได้) แต่ซ่อมเสร็จแล้วได้มาร้อยห้าสิบบาท” ทิดหมายที่โผล่เข้าบ้านมารีบเดินจนน้ำกระจาย

“ใช้ได้นะเพื่อนได้แล้วร้อยห้าสิบ วันนี้กูม่ายสักบาททีเด้ (วันนี้กูยังไม่ได้สักบาทเลย) มาช่วยกูตัดไม้ไผ่เลย เร็วๆ” ลุงวันเร่งเพื่อน

สองหนุ่มเมื่อรวมอายุกันแล้วก็ร้อยกว่าปี ช่วยกันลากต้นไผ่ออกมาที่ลานกว้างที่มีน้ำท่วมขังเลยข้อเท้าขึ้นมานิดหน่อย ตัดๆถางๆเลื่อยไม้ไผ่ได้ขนาดที่ต้องการแล้วก็เก็บเศษเล็กเศษน้อยโยนทิ้งไปใกล้กอไม้ไผ่

“สมัยนี้ทำมาหากินลำบาก ทำไอ้ไหรได้ (ทำอะไรได้) ก็ทำกันไป คนระดับรากหญ้าอย่างเราต้องอดทน ช่วงนี้กูพอยังเบี้ยเก็บ (มีเงินเก็บ) อยู่บ้าง ได้พอไว้ซื้อปลาซื้อเกลือ ถึงจะเป็นคนบ้านๆ แต่เราก็ต้องวางแผนให้เป็น ก่อนหน้าน้ำกูแขบ (รีบ) ทำงาน งานทุกอย่างกูทำเพ (ทำทั้งนั้น) พอได้เบี้ยไว้ใช้จ่ายช่วงหน้าน้ำ เบี้ยที่อยู่ในธนาคารไม่ต้องไปแตะต้องมันเอาไว้พันนั้นแหล่ะ (ไว้อย่างนั้นแหล่ะ) ไว้เวลาเจ็บไข้ไม่บาย (เจ็บไข้ไม่สบาย) อยู่คนเดียวแบบพวกเราต้องยังเบี้ยสำรองไว้มั่งเวลาเป็นไหรมา (เวลาเป็นอะไรขึ้นมา) ถ้าไม่มีเลยมันจะลำบาก” ลุงวันพูดพลางรวบไม้ไผ่ที่ต้องการเดินตรงขึ้นบ้านส่วนทิดหมายหยิบมีดพร้ากับเลื่อยเดินตามไป

“มึงแหลงโถกต้องแล้วเพื่อนเหอ (มึงพูดถูกแล้วเพื่อน) สมัยนี้แล้วชาดลำบากจริง(สมัยนี้ลำบากจริง) ดีหน่อยเราสองคนไม่มีลูกเมีย คนยัง (มี) ลูกเมียต้องดิ้นรนเพิ่มเป็นสองสามเท่า แต่!! คนไม่มีลูกเมียอย่างเราก็ลำบากเหมือนกันใครว่าไม่ลำบากล่ะ เวลาเจ็บไข้ไม่สบายไม่มีคนดูแล ฉะนั้นเวลากูเป็นไหร (เป็นอะไร) มึงอย่าทุ่มกูนะ (มึงอย่าทิ้งกูนะ)” ทิดหมายพูดยาวก่อนตบท้ายด้วยการกำชับเพื่อนจนลุงวันขำก๊าก

“ลองไม่บายแลตะ (ลองไม่สบายดูซิ) แล้วมึงจะรู้ว่ากูเป็นเพื่อนที่ดี” ลุงวันพูดยิ้มๆ

“มึงจะดูแลกูใช่มั้ย?” ทิดหมายถามพร้อมกับวางมีดพร้าและเลื่อยไว้ข้างฝาบ้าน

“ม่าย กูทุ่มมึงแน่นอน ฮ่าฮ่าฮ่า” ลุงวันพูดและหัวเราะเสียงดังส่วนทิดหมายก็หัวเราะตามเพราะรู้ว่าเพื่อนซี้พูดเล่น

“สมัยนี้ยัง (มี) นาไร่ก็ใช่ว่าจะสบาย เห็นมั้ยข้าวก็ถูก ทำกันแค่ตาย(ทำกันเกือบตาย) หมดหยามนา (หมดหน้านา) ขายข้าวไม่พอค่ารถตัด ค่าปุ๋ย ค่ายา แต่คนก็ทำกันจังกูไม่เข้าใจ น่าจะหยุดทำแล้วลองทำอย่างอื่นบ้าง  กูช่วงนี้หยุดทำก่อนสักปีสองปีค่อยว่ากันหล่าว(ค่อยว่ากันอีก) ก็อย่างว่าแหล่ะ ชาวนาจะให้ไปทำไหรถ้าไม่ทำนา” ลุงวันพูดเสร็จก็สูดปากเบาๆ เพราะที่นิ้วเท้าเริ่มเป็นแผลเพราะน้ำกัดเท้า หลังจากฟอกสบู่ล้างเท้าก็จะแสบทุกครั้ง

“น้ำนี้ก็ขังอยู่เนี่ยแหล่ะ ไม่มีแห้งให้หมดสักที ขบจังขบ (กัด) ตีนกู เปื่อยแหม็ดแล้วตีนกู(เปื่อยหมดแล้วตีนกู)” ลุงวันบ่นเสร็จก็หยิบแท่งสีดำๆที่เสียบไว้ใต้ขื่อหลังคา เปิดหลอดได้ก็หมุนปื้ดๆ ก่อนจะเอาไปละเลงทาที่เป็นแผลจนเท้ากลายเป็นสีชมพู

“เอารู๊ด (ลิปสติก) ทาตีนรับรองหาย กูใช้มานานแล้ว” ลุงวันบอกเพื่อน

“แหลงเรื่องทำนา กูว่าหลานครูนวมฉลาด มันไม่ได้ทำนาทั้งหมด มันแบ่งนาปลูกผัก ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกกล้วย ปลูกหน่อไม้ มันทำเพ (มันทำทั้งนั้น) ที่เหลือมันปลูกข้าว ไอ้นี่กูว่าเก่ง ได้เบี้ยทุกวัน” ทิดหมายพูด

“นั่นเค้าเรียกไร่นาสวนผสม อยู่รอดถ้าทำพันนั้น ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงร.9 กูเห็นหลายคนทำก็ได้ผล” ลุงวันบอก

“ทำแบบนี้คงอยู่รอด ไร่นาสวนผสม” ทิดหมายเสริม

“แน่นอนอยู่รอดสำหรับชาวนา หันไปแลพี่น้องชาวสวนยาง สวนปาล์ม อัยยา..น่าเอ็นดู(สงสาร) ยางปาล์มราคาไม่ได้ความ  แต่ก่อน (สมัยก่อน) เค้าบอกว่าคนใต้เป็นเศรษฐีสวนยาง ภาคอื่นๆเลียนแบบปลูกยาง ถึงตอนนี้นั่งหน้ามุ่ยกันถ้วนหน้า ยางสี่โล

(สี่กิโลร้อย) กูไม่เคยเห็น !!” ลุงวันร่ายยาว

“มึงโร้ม่าย (มึงรู้มั้ย) อะไรราคาคงที่ไม่มีตก?” ลุงวันถามเพื่อนที่ช่วยเหลาตอก

“หมู วัว สัตว์ ผัก ปลา ไอ้ไหรวะ (อะไรวะ) ?” ทิดหมายไม่แน่ใจ

“ปุ๋ย !!”