Get Adobe Flash player

เพราะชีวิตมันสมลม โดย..เชิงภู

Font Size:

เสียงมีดผ่าอะไรบางอย่างดังอยู่หน้าเตาฟืน ตาฉายนั้นเองที่นั่งผ่าไม้ชิ้นเล็กๆ เป็นเศษไม้สำหรับก่อไฟ มือผอมหงิกแห้งกร้านหยิบขี้ยางได้จุดกับไม้ขีดไฟ ไฟแดงลุกติดทันที เมื่อวางลงในเตาแล้วก็สุมเศษไม้ที่ผ่าไว้เมื่อกี้ ตามด้วยไม้ฟืนพอดีมือ ควันไฟคลุ้งในห้องครัว

“แล้วเตาแก๊สกะยัง (เตาแก๊สก็มี) ไซรไม่แกงกับเตาแก๊สล่ะ (ทำไมไม่ทำแกงกับเตาแก๊สล่ะ)?” มอมที่เดินเข้ามาพร้อมกะละมังที่ขูดมะพร้าวไว้เต็มถาม

“ขี้คร้านใช้ (ขี้เกียจใช้) ทำกับเตาฟืนหรอยหวา (อร่อยกว่า)” ตาฉายตอบ

ไฟในเตาฟืนเริ่มลุกโชน ตาฉายล้างมือจนสะอาด ตักน้ำในตุ่มผสมลงในมะพร้าวขูดขยำๆจนน้ำกะทิมันๆเล็ดออกระหว่างนิ้ว มอมที่ยืนมองกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ตาฉายไม่สนใจยังคงตั้งหน้าคั้นกะทิต่อไป

“น่าว่าหรอยแกงสมลมตาฉาย โดแลตะ (โน่นดูซิ) น้ำเท่ (น้ำกะทิ) เล็ดออกหว่าง(ระหว่าง)นิ้วเลย” มอมแซวยิ้มๆ

“ไซรมึงสาไม่สู้กินเหอ (ทำไมมึงรังเกียจไม่กล้ากินเหรอ)?” ตาฉายถามพร้อมกับเทน้ำกะทิข้นคลักใส่ในหม้อแกง

“ผมไม่สาหรอก แม่ผมก็ทำพันนี้ (แบบนี้) กินได้เพ (กินได้ทั้งนั้น)” มอมพูดน้ำเสียงจริงใจจนตาฉายยิ้มกริ่ม

มอมเอาพริกแกงที่ก้อนหลานตาฉายตำใส่ถ้วยไว้ให้ ใส่ลงในครกบดๆบี้จนเข้ากันใส่กะปิลงไปและตำเข้ากันอีกครั้ง  ส่วนตาฉายนั้นยกหม้อแกงที่ก้นหม้อดำปี๋ขึ้นวางบนเตาถ่านปิดฝาหม้อเสร็จก็จัดเตรียมผักใกล้ตัวทั้งหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว ผักบุ้ง ใบชะพลู ลูกขนุนแก่ ผักทุกอย่างล้างหั่นเตรียมเรียบร้อยพร้อมกับน้ำกะทิในหม้อที่เดือดพอดี

มอมนั่งมองตาฉายตักน้ำกะทิเดือดๆใส่ลงในครกจวักคนไปมาให้เครื่องแกงละลายกับน้ำกะทิร้อนๆแล้วตักลงใส่หม้อ น้ำแกงส่งกลิ่นหอม ตาฉายสั่งให้มอมเอาปลาย่างในถุงข้างฝามาแกะเอาแต่เนื้อ และเนื้อหมูสามชั้นที่ย่างไว้เมื่อวานหั่นพอดีคำ เนื้อขนุนแก่ถูกส่งลงหม้อแกงก่อนใครเพื่อน พอขนุนเปื่อยก็ตามด้วยหน่อไม้  ตาฉายคอยเอาจวักคนน้ำแกงอยู่เรื่อยเพื่อให้ผักเปื่อยเข้ากันกับน้ำแกง

หมูสามชั้นย่างลงอยู่ในหม้อคนได้ที่ปลาย่างก็ตามลงไป ตาฉายตักน้ำแกงชิมดูก็หันไปหยิบกระปุกเกลือเทเกลือใส่จวักนิดหน่อยใส่ลงในหม้อแกงตามด้วยผักที่เหลือ ทั้งชะพลูเขียวๆ ผักบุ้งยอดงามตอนนี้นอนอยู่ในหม้อรวมกัน น้ำแกงสีเหลืองส่งกลิ่นหอมฟุ้ง

“ผมรู้แล้ว ไซร(ทำไม)เรียกแกงสมลม ยังไอ้ไหรก็ใส่ลงไปได้เพ(มีอะไรก็ใส่ลงไปได้ทั้งนั้น)” มอมพูดอยู่ข้างๆ “ แล้วแกงสมลมมันต้องแกงเท่ (แกงกะทิ) พันนี้เหอ (แบบนี้ เหรอ)?” มอมถาม

“แกงส้มก็ได้ แต่วันนี้อยากแกงพร้าว (อยากกินแกงกะทิ)” ตาฉายตอบก่อนจะยกหม้อลงจากเตาฟืน เก็บเศษไฟใส่กระปุกดินเผาเสร็จแล้วยกหม้อข้าวที่หุงไว้เมื่อเช้าออกมากลางวง ตักแกงที่ไอร้อนลอยกรุ่นใส่ลงในถ้วยตักข้าวใส่จานส่งให้มอมแล้วตักให้ตัวเองก่อนจ้วงตักน้ำแกงราดลงในข้าวสวย เพราะข้าวสวยไม่ร้อนเจอแกงร้อนๆ ตักเข้าปากได้สบายๆ

“ได้แรงอก (สะใจ!!) ไอ้มอมเอ๋ย อย่าแชตะ (อย่าช้าซิ) กินๆ” ตาฉายชวนมอมที่อีกฝ่ายก็ไม่รอช้าจ้วงตักน้ำแกงร้อนๆ เป่าๆ ซดโฮก

“อัยยะ!! แกงสมลมตา หรอยแรง (อร่อยมาก)” มอมเอ่ยชม “ผมไม่หอนกินทีนิไม่ได้แหลงหก (ผมไม่เคยกินเลยนะเนี่ยไม่ได้พูดโกหก)” มอมพูดทั้งข้าวเต็มปาก

“หรอยก็กินให้มากๆ ข้าวลุย (ข้าวเยอะ) เต็มหม้อเลย” ตาฉายพูด

“ตอเช้า (พรุ่งนี้) ค่อยแกงสมลมแบบแกงส้มนะตานะ อยากลองกินมันหรอยเหมือนแกงเท่(แกงกะทิ)มั้ย?” มอมพูด “ไม่หอนเห็น (ไม่เคยเห็น) ใครแกงกินพันนี้ (แบบนี้) หากินยาก” มอมยังคงพูดต่อ

สนทนากลางวงข้าวยังคงมีไม่หยุด สองหนุ่มต่างวัยพูดไปกินไปเหงื่อแตกพลั่กเพราะเครื่องแกงหนักพริกไทยไปสักหน่อย

“จริงๆแล้วแกงสมลมมันมีที่มาจากการจัดงานต่างๆ อย่างเช่นงานศพ งานบวชที่คนบ้านเราเค้าจัดน่ะ พอยกที่ให้แขกที่มางานกินเสร็จแล้ว ก็เอาแกงที่เหลือๆมาเทรวมกันตั้งไฟอุ่นใหม่ต้มใหม่ ปรุงใหม่ เลยเรียกว่าแกงสมลม” ตาฉายเล่าจบยกน้ำในขันดื่ม

ในครัวจัดเก็บเรียบร้อยสองหนุ่มนั่งอยู่ที่ชานบ้านตาฉายนั่งเคี้ยวหมาก ส่วนมอมนั่งนิ่งมอง

“แค่ปีใหม่แหล่ะหล่าว (ใกล้ปีใหม่อีกแล้ว) นะตานะ แต่ละปีผ่านไปไวจริง” มอมชวนคุย

“ธรรมดานาฬิกาหมุนไปเรื่อย เวลาผ่านไปทุกวัน ก็หมดวันหมดเดือนหมดปี” ตาฉายพูด

“เวลาของมึงยังมีอีกมากเพราะมึงยังเด็ก ตั้งใจเรียน โตขึ้นตั้งใจทำมาหากิน  พบไอ้ไหร(อะไร) ในชีวิตอย่าคิดมาก สู้ไปให้ได้ เพราะชีวิตมันสมลม” ตาฉายเคี้ยวหมากไปพูดไป

“ไอ้ไหร (อะไร) ชีวิตสมลม?” มอมถามทำสีหน้าสงสัย

“ชีวิตมีสุขมีเศร้า มีพบมีพราก มีจากมีเจอ ผสมปนเปกันไป มึงเข้าใจใช่มั้ย?”