Get Adobe Flash player

ครั้งหนึ่ง...ใต้สะพานลอย โดย ป. ปัญญาชน

Font Size:

แมว ! ใครๆชอบเรียกฉันว่า แมว.. ไอ้แมว.. อีแมว หรืออะไรต่อมิอะไรอีกมากมายแม้แต่ อีทอม ! ความจริงฉันก็ไม่ชอบชื่อนี้เหมือนกัน ทำไมต้องเป็นชื่อนี้ ฟังๆดู เหมือนลูกแมวเชื่องๆที่ต้องสยบอยู่ฝ่าเท้าเลียแข้งเลียขาเจ้านายของมันเพื่อเรียกร้องความรักความสงสาร…

                

 ชีวิตจริงของฉันแข็งแกร่งกว่านั้นมากมาย พ่อแม่แยกทางกันเดินตั้งแต่ฉันอายุเพียงสี่ขวบ

แม่ได้ทอดทิ้งฉันไปโดยฝากฉันไว้กับป้า ฉันเติบโตขึ้นท่ามกลางความโดดเดี่ยว และแห้งแล้ง…

                ฉันยังมีพี่สาวอีกสองคน แต่ก็ไม่ได้พบเห็นกันเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่สาวอีกสองคนของฉันไปอยู่ที่ไหนและสภาพอย่างไร…คิดๆไปมันน่าเจ็บใจเหลือเกิน

 

                ทำไมพ่อแม่ให้ฉันมาเกิดด้วยความใคร่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ…? ท่านไม่มีความรักความตั้งใจสักนิดเดียวที่จะให้ฉันมาเกิดเผชิญโลกอันสับสนใบนี้….

 

                โธ่…ทำไมท่านถึงทำกับฉันได้ขนาดนั้น !!! ฉันเกลียดมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ชีวิตทั้งชีวิตฉันมีแต่ความแค้น โกรธ เกลียดคนทั้งโลก เพราะฉันคิดว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรมกับฉัน

                ฉันยังจำได้ว่าฉันเคยเปรียบมนุษย์เหมือนสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายที่สุดในโลกยิ่งกว่าสัตว์โลกทั้งหลาย…ฉันไม่เคยไว้ใจมนุษย์หน้าไหนทั้งนั้น…ฉันประชดชีวิตด้วยความเย็นชา

                ฉันเติบโตมาเหมือนเด็กผู้ชาย เพราะฉันชอบการต่อสู้ เหี้ยม เด็ดขาด ไม่ต้องพูดมากเพราะฉะนั้นเพื่อนๆของฉันจึงเป็นผู้ชายเกือบทั้งหมด ใครๆจะเรียกยังไงฉันไม่สน…

                เป็นทอม เป็นอะไรก็ช่างมันฉันไม่แคร์ ใครจะมองใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง ฉันทำในสิ่งที่อยากจะทำให้มันสุดๆไป จิตใจแข็งกร้าว เป็นหัวโจกของพรรคพวก

                 จนบางครั้งฉันก็ลืมไปว่าธาตุแท้ลึกๆแล้วฉันยังเป็นผู้หญิง… !

 

                ฉันต้องแอบร้องไห้ให้กับความบัดซบของชีวิตเมื่อฉันอยู่คนเดียวยามเหงาและเศร้า…ยามที่ฉันหิว อดๆอยากๆ…ฉันสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ขอเพียงเพื่อแลกกับการมีชีวิตไปวันหนึ่งๆเท่านั้น

                คืนนี้ก็เหมือนทุกวัน ที่หลับนอนของฉันและเพื่อนๆอยู่ใต้สะพาน บางคืนก็หนาวแทบสั่น บางวันก็ร้อนแทบตับแตก แต่ที่แน่ๆ วันนี้เราจะเอาอะไรกิน

                ฉันมองดูเพื่อนๆหลายๆคนที่ต่างกลับกันมา จากการออกไปหาอาหารตามถังขยะ ร้านอา หารและอื่นๆเท่าที่จะหาได้ แล้วมารวมกันเพื่อแบ่งกันแย่งกันกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจว่ามันจะสะอาดหรือสกปรกอย่างไร ขอเพียงให้เราพออิ่มท้องไปวันหนึ่งๆ

                "เฮ้ย..พี่แมว เป็นอะไรไป มากินด้วยกัน.."

                เสียงเจ้าเปี๊ยกเพื่อนยากเรียก เมื่อเห็นฉันนั่งเหม่อมองคิดอะไรๆไปเรื่อยเปื่อย

                "เดี๋ยว..พวกเอ็งกินไปก่อน ข้ายังไม่หิว"

                เจ้าคนเล็กหัวโต เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

                "พี่แมวมาเหอะ ช้าเดี๋ยวพวกเราก็กินหมดนะ ตอนนี้ยิ่งหาของกินได้ยากเหลือเกิน คนใจดีไม่ค่อยจะเจอเลย ขนาดข้าไปยืนจ้องมันขณะกำลังกินในร้านก๋วยเตี๋ยว ท่าทางมันจะอร่อย แต่.. มันยังไล่ข้าออกมาเหมือนหมาเหมือนแมว"

                "แล้วเอ็งไปยืนจ้องมันทำไม"

                "เผื่อมันกินไม่หมด อาจมีเหลือเผื่อข้าบ้างดิ..."

                ฉันนึกแล้วสงสารเจ้าตัวเล็ก มันคงหิวของมันจริงๆ

 

                เจ้าเปียกเดินอ้อมพวกเด็กๆที่กำลังแย่งอาหารกันกินอย่างสนุกสนานมาข้างหูของฉันแล้วกระซิบเบาๆ  " พี่ๆ อย่ายืดมากนัก เดี๋ยวหน้ากระดาษหมด !" )

                มือเร็วกว่าความคิด เคาะกระโหลกเจ้าเปียกไปหนึ่งโป๊ก มันเดินหัวเราะชอบใจกลับไปที่เดิม

                " อย่าทำเป็นรู้มาก รู้ทัน เดี๋ยวแม่ด่าแหลก ชนิดเป็นชุด หนึ่งชั่วโมงไม่ซ้ำ จะบอกให้ " )

 

                ที่ซุกหัวนอนของพวกเรา อยู่ใต้สะพานลอย ซึ่งสามารถเดินผ่านทะลุออกไปสู่ถนนได้สองข้างทาง ทางขวาก็จะเจอห้องแถวมีร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำอร่อยมากอยู่ร้านหนึ่งซึ่งเราไปใช้บริการด้วยการไปขอน้ำดื่มเป็นประจำ หากเจอเมียเจ้าของร้านก็อด แกโหดมากด่าเก่งอีกต่างหาก แต่ถ้าเจอเจ้าโกก็ยิ้มได้ แกใจดีมาก ส่วนด้านซ้ายมือมีสะพานไม้เก่าๆพาดเป็นทางเดินขนานไปกับสะพานลอย ตรงกลางเป็นคลองน้ำเสีย ส่งกลิ่นเหม็นน่าดู

                ตรงกลางใต้สะพานที่เราอยู่นั้นถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ตรงกลางจะเป็นล่องน้ำเสียมันผ่านลอดไปได้ไปสู่คลองอีกด้านหนึ่ง พวกเราอาศัยเป็นที่พักนอนอยู่ตามสองข้างทางซึ่งรกรุงรังเหมือนที่เก็บขยะ

 

                ฉันเป็นพี่ใหญ่ของพวกเราที่นี่ บางคืนก็ต้องวางมวยกับพวกอื่นที่แอบย่องมาทำมิดีมิร้ายกับคนของเรา หรือไม่ก็มาขโมยของ ทำร้าย แย่งที่พักของเรา เป็นต้น ฉันไม่ยอมใครง่ายๆขืนเข้ามาแย่งที่ของเรามีหวังโดนแน่ มีคืนหนึ่งมันแอบย่องมาขโมยกล่องกระดาษที่เราไปเก็บมาเพื่อเอาไปขายในวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นพอดีเลยได้ฉลองมวยหมู่กันจนพวกมันต้องวิ่งหนีไป...

                มีอย่างเดียวที่พวกเรากลัวนักหนา ไม่ใช่ใครที่ไหน คือตำรวจนั่นเอง บางทีก็มาไล่จับพวกเราไปสู่สถานดัดสันดานคนจรจัด (พวกเราเรียกแบบนั้น แต่ชื่อจริงเขาเรียกอะไรฉันไม่รู้)

 

                แต่...มีคนใจดีเหมือนกัน ชื่ออะไรไม่รู้ เขาเรียกตัวเองว่าครูมาสอนหนังสือให้พวกเราทุกอาทิตย์บางทีก็เสาร์อาทิตย์มาสอนให้พวกเราไม่ต้องเสียสตางค์ ครูใจดีมาก...พวกเราตอนแรกก็ไม่มีใครอยากเรียนนัก เมื่อครูอดทนมาบ่อยๆเลยพากันเรียนจนเราบางคนสามารถอ่านออกเขียนได้ก็มี และบางครั้งครูเอาของกินอร่อยๆมาฝากด้วย ดีจัง !

                ครูถามฉันบ่อยๆว่าทำไมไม่กลับบ้าน มาอยู่ที่นี่ทำไม ฉันก็บอกครูไปตามความจริงว่า แม่ฉันทิ้งฉันให้ป้าเลี้ยงแต่ด้วยความบ้าระห่ำของฉัน ฉันเกือบจะเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายติดคุกติดตะรางไปแล้ว เมื่อป้าแต่งงานมีครอบครัวแล้วยังคงสับโขกฉันเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ฉันทนความกดดันและหวาดผวาไม่ไหวเลยเกิดการทะเลาะวิวาทกันอย่างหนัก…ฉันหนีออกจากบ้าน…ไม่รู้จะไปไหน ฉันไม่มีแม้แต่ที่จะซุกหัวนอน....

                ครูฟังแล้วได้แต่ถอนหายใจ

                "เออ...พวกเธอจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ครูจะลองติดต่อมูลนิธิฯเอาพวกเธอไปเลี้ยง"

                จากนั้นครูก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย ฉันก็ไม่รู้ว่าครูได้ติดต่อกับใครที่ไหนหรือเปล่า พวกเราก็อยากมีที่พักที่อบอุ่น มีพ่อแม่ ครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ..คิดไปก็เศร้านักหนา

 

                มีอยู่คืนหนึ่งเจ้าจุกหนึ่งในพวกเรา หลังจากกินข้าวอย่างหิวโหยเสร็จก็บ่นว่าปวดท้อง เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะปวดท้องเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพวกเรา อาหารที่เรากินเป็นของเหลือที่เก็บมาจากไหนก็ไม่รู้ บางทีกินของบูดของเสียด้วย...จุกร้องไห้ทั้งคืน !

                รุ่งเช้า...ฉันกับเจ้าเปี๊ยกรีบออกเดินทางแต่เช้า ทั้งวิ่งทั้งเดิน กว่าจะถึงก็เกือบเที่ยงแล้ว ยืนมองจากประตูทางเข้าโรงเรียนก็ไม่เห็นครูสักที จะเข้าไปข้างในก็ไม่กล้า เพราะมีคนเฝ้าประตูทางเข้าขวางอยู่

                ด้วยความเป็นห่วงเจ้าจุก เลยใจกล้าฮึดขึ้นมาเข้าไปถามคนเฝ้าประตูว่า รู้จักครูไหม เขาหัวเราะบอกว่า "ครูมีเกือบสิบคน ครูชื่ออะไรล่ะ" ฉันกับเจ้าเปี๊ยกไม่รู้เหมือนกัน ในที่สุดฉันก็ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูนั่นแหละ คอยมองด้วยใจร้อนรน

                ในที่สุดฉันรอถึงเกือบเย็นครูเดินออกมาเลยรีบเข้าไปบอกครูว่า

                "เร็วๆครู เจ้าจุกมันปวดท้องทั้งคืน"

                ครูทำหน้าตกใจ

                "งั้นรีบๆไป ให้รถโรงเรียนไปส่งดีกว่าจะได้เร็วขึ้น"

                ครูพาเจ้าจุกไปหาหมอที่คลินิกแต่เห็นบอกว่าอาการหนักเลยพาเข้าโรงพยาบาลไป พวกเราก็ได้แต่นั่งคอยนอนคอยด้วยความเป็นห่วง ในที่สุดก็ได้รับข่าวจากครูว่า

 

                "เจ้าจุกตายแล้ว ! เพราะอาหารเป็นพิษ เจอยาฆ่าแมลงในกระเพาะ" !

 

                หลังจากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันไป เพราะพวกเรากลัวผีไอ้จุกจะมาหลอกพวกเรา ฉันกลับบ้านและได้พบพี่ๆที่งานศพแม่ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันเลยเป็นเวลาหลายปี

                เราดีใจมากกอดกันกลมเลย ฉันต้องหลั่งน้ำตาต่อหน้าผู้คนเป็นครั้งแรกในชีวิต เราต่างคนต่างพูดไม่ออก..ได้แต่จ้องมองหน้ากันอย่างซาบซึ้ง ถึงอย่างไรเราก็สายเลือดเดียวกัน

 

                จากวันนั้นฉันจึงได้รู้ว่า โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเสมอไป ชีวิตมนุษย์นั้นสั้นและสับสนขัดแย้ง ยากที่จะเข้าใจ เมื่อวานยังเร่ร่อนหาอาหารกินตามขยะ วันนี้ได้อยู่กับพี่ๆที่อบอุ่นอีกครั้ง...เจ้าจุกตาย ! !

 

                ท่านที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐีระดับร้อยล้าน พันล้าน ล้านล้าน โปรดทราบด้วยว่า ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องเร่ร่อนไร้ที่พักพิง อาศัยอยู่ตามใต้สะพาน มุมตึก ไม่มีข้าวกิน..หากมีโอกาสก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป ขอท่านได้โปรดติดดินสักวัน แล้วหันมามองพวกเขาบ้าง

 

                มีคนจนอยู่รอบตัวเราจริงๆ !!