Get Adobe Flash player

ภูมิใจ..ฉันเป็นไทย ! โดย ป.ปัญญาชน

Font Size:

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนโกหก ตั้งแต่แอนเรียนสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยด้านศิลปะแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนียในสาขาสถาปนิกฯ จากนั้นก็ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างเลย ชีวิตมีแต่งานและงาน เธอเป็นคนไทยที่ตามพ่อแม่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุเพียงสองขวบเท่านั้น เติบโตมาท่ามกลางวัฒนธรรมอเมริกันที่ทำให้เธอ กล้า แกร่ง เดินตามรอยอเมริกันดรีมเหมือนคนอื่นๆ

         

            ชีวิตประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม ชื่อเสียงเรียงนามก็นับว่าอยู่ในอันดับต้นๆของประเทศทีเดียว บางปีก็ต้องยุ่งอยู่กับการออกแบบรถยนต์กับทีมงาน เพื่อนำออกแสดงในงานโชว์แบบรถ โดยมีผู้ผลิตรถยนต์จากบริษัทต่างๆทั่วโลกให้ความสนใจบินมาชมเลือกซื้อแบบใหม่ๆ สำหรับรถยนต์ในปีถัดไป หรือบางครั้งก็เป็นเครื่องใช้ไม้สอยภายในของรถ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ใหม่ สำหรับผู้ที่มีรสนิยมในงานศิลปะ

 

            นอกจากนั้นยังมีรายการเปิดนิทรรศการ การแสดงผลงานด้านศิลปะของเธออีกหลายๆงานในแต่ละปี ดังนั้นก็ต้องยอมรับว่า เธอเป็นดาวเด่นในวงการออกแบบรถยนต์และภาพถ่ายตลอดจนจิตรกรรมเทคนิคสีน้ำมันบนผืนผ้าใบและอื่นๆ อีกมากมาย...

            “แอน ... เธอซื้อของขวัญให้พ่อแม่หรือยัง?” นิสาเพื่อนซี้เอ่ยถามขึ้น

            “ทำไมเหรอ”

            “อ้าว เธอไม่รู้หรือว่า ใกล้วันปีใหม่ของไทย"

            แอนนิ่งเงียบไปสักครู่แล้วตอบเสียงเรียบๆ

            “อืมม ... ฉันไม่มีแม่ พ่อก็จากไปเช่นกันหลังแม่เพียงปีเดียวเอง”

            “ขอโทษ ... ฉันเสียใจด้วยนะ”

 

            เธอถอนหายใจ..พร้อมกับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หลับตาด้วยความอ่อนเพลีย...แอนรู้สึกมีน้ำอุ่นๆ เอ่อคลอเบ้าตา เธอพยายามกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลล้นออกมาอาบแก้ม

            ในที่สุดไม่ทราบจะทำอย่างไร เธอถึงกับต้องร้องไห้ปล่อยโฮออกมาเหมือนเด็กๆ คุณป้าที่นั่งติดๆกันได้ยื่นกระดาษทิชชู่มาให้ซับน้ำตา พร้อมกับเอามือโอบไหล่ของเธอไว้ ... ตบเบาๆโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ ...

            เธอหันไปขอบคุณป้าคนนั้น.. เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดกับการสัมผัสของป้าบนไหล่ของเธอ ชนิดเธอไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต ในที่สุดเธอกลั้นไม่ไหวแล้วอีกต่อไป ...

            เธอหันไปร้องไห้ซบหน้าลงบนไหล่ของป้าพร้อมกับกอดป้าไว้แน่น ป้าคนนั้นโอบเธอไว้อย่างเมตตาพร้อมกับเอามือบีบไหล่อีกข้างของเธอเบาๆ เธอรู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วทุกอณูของร่างกายและจิตใจ อบอุ่นเหลือเกิน ...

            ป้าก็ใจดีกับเธอราวกับลูกสาวทีเดียว ลูบผมของเธอไปมาพร้อมกับโอบกอดไว้และปลอบเบาๆ ถึงแม้จะไม่เข้าใจภาษาไทยดีนัก แต่ก็รู้ว่าป้ารักเธอราวกับเด็กๆ ...

 

            "คิดถึงพ่อและแม่ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าฉันเป็นใคร รากเหง้าของฉันเป็นมาอย่างไร อยู่ที่ไหนบ้าง ตลอดเวลาที่เติบโตมาฉันไม่เคยมีความรู้สึกดีๆกับพ่อแม่เลย ..."

            ... ตั้งแต่จำความได้ พ่อแม่ทำงานหนักมาก แม่เป็นพนักงานเก็บของเรียงสินค้าเข้าชั้นวางในตลาดแห่งหนึ่งใกล้ๆบ้าน ส่วนพ่อนั้นก็ต้องเดินทางบ่อยๆ บางครั้งก็อยู่บ้านไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ครอบครัวเรามีด้วยกันหกคน ฉันมีพี่ชายอีกสามคนอายุอานามก็ไล่ๆกัน

            แม่หรือพ่อ มักจะขับรถกระบะเก่าๆมาส่งที่โรงเรียนตั้งแต่เด็กเล็กๆ จนถึงฉันเข้าเรียนคอลเลจและมหาวิทยาลัย ฉันรู้สึกไม่ชอบและเกลียดที่พ่อไม่ยอมให้ไปไหน ถึงแม้ฉันบอกพ่อว่าฉันโตแล้วอยากไปกลับโรงเรียนเอง หรือบางครั้งจะไปบ้านเพื่อนพ่อก็ต้องขับรถไปส่งไปรับที่บ้านเพื่อนจนได้ ...

 

            อีกอย่างพ่อเป็นคนหัวโบราณ ยึดมั่นในประเพณีไทยอย่างมากและไม่ค่อยชอบพูด เท่าที่จำได้พ่อไม่เคยบอก...ไม่เคยพูดว่า “พ่อรักลูก” หรือ “I love you” เหมือนพ่อแม่คนอื่นๆที่ฉันรู้จัก แม้แต่จะกอดฉันสักครั้ง (Hug) ก็ไม่เคย...ฉันไม่เข้าใจข้อนี้อย่างมาก

 

          แต่...พ่อก็หวงห่วงฉันเหลือเกิน ขนาดฉันเข้าเรียนวิทยาลัยแล้ว พ่อยังไม่ยอมซื้อรถให้ จำได้เสมอว่า พ่อจะขับรถมาส่งทุกวัน เวลากลับพ่อก็จะขับรถมารอรับหน้าโรงเรียนก่อนเวลาเสมอ บางครั้งฉันมีงานค้างต้องอยู่จนดึก พอกลับออกมา...เห็นพ่อยังนั่งรออยู่ท่ามกลางความหนาวในรถโดยไม่ได้บ่นแม้แต่คำเดียว ...

            ส่วนแม่นั้น ... แม่เป็นคนขยันขันแข็งมาก ทำโน่นทำนี่โดยไม่หยุดหย่อน กลับจากงานประจำก็ทำขนมไทยไปขายที่ร้านตลาดไทยอีก ...

            วันหนึ่ง ฉันเห็นแม่อยู่คนเดียวท่ามกลางกองใบทวงหนี้บนโต๊ะ เห็นแม่ ... หยิบใบโน้นใบนี้พลิกมาพลิกไป แล้วก็หยุดเหม่อมองออกไปทางหน้าต่าง ... ฉันเข้าใจว่าแม่คงไม่มีตังค์พอที่จ่ายบิลล์ได้หมด ฉันได้แต่สงสารแม่จริงๆในขณะนั้น ...

 

            อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ฉันอดคิดถึงไม่ได้ ตอนเด็กๆในวันที่ฉันต้องไปรับรางวัลชนะเลิศในการวาดภาพในถิ่นดาราที่โรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งในเมืองเบเวอร์ลีฮิลส์

            แม่ขับรถกระบะเก่าๆคู่ชีพไปส่งฉัน ปรากฏว่าคนที่รับรถไม่ยอมให้เข้าบริเวณโรงแรมแถมไม่ให้จอดอีกต่างหาก เราต้องขับรถออกไปจอดไกลหน่อยแล้วแม่ปล่อยให้ฉันเดินไปรับรางวัลเพียงคนเดียว ...

            คิดไปแล้วน่าเศร้าเหลือเกิน ทำไมคนเราถึงได้มองคนแต่เพียงภายนอก ตอนนั้นฉันยังเด็กมากเลยรู้สึกไม่ดีกับแม่เหมือนกัน ทำไมไม่รู้จักเปลี่ยนรถสักที เบื่อจริงๆ รถคันนี้

            เมื่อฉันเรียนจบได้งานทำแล้วก็ย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่พักของตัวเอง วันนั้นแม่ไม่ได้พูดอะไรมาก แต่แม่ทำตาแดงๆ มีน้ำตาคลอไหลรินลงมาตามร่องแก้ม

            ฉันก็บอกแม่ไปว่า

            "..อายุครบ 18 ปีถือว่าโตแล้ว ต้องไปหาที่พักหรือสร้างรังเอง เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวมีความรับผิดชอบตัวเองได้"

            ส่วนพี่ชายอีกสามคนก็ย้ายออกไปอยู่เองตั้งนานแล้วก่อนหน้าฉัน ตกลงแม่ต้องอยู่สองคนกับพ่อเหมือนครอบครัวอเมริกันทั่วไป

 

          ฉันตกใจตื่น ... หลังจากงีบไปนิดหน่อยหลังจากต้องคิดทบทวนเรื่องเก่าๆ ฉันบอกตัวเอง ฉันต้องการรู้ว่าฉันเป็นใครมาจากไหน อยากรู้รากเหง้าที่แท้จริงของฉัน ....

            เสียดายเวลาที่ตอนพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ฉันไม่เคยสนใจหรือถามท่านใดเลยสักครั้งเดียว ... เฮ้อ ...เรานี่แย่จริงๆ

            ก่อนที่ฉันจะออกไปทำงาน ฉันตัดสินใจในนาทีนั้นว่าฉันจะต้องไปหาที่มาของฉัน หารากเหง้าที่แท้จริงที่เมืองไทย ฉันอยากพบอยากรู้ว่าบ้านเกิดเมืองนอนของพ่อแม่และฉันนั้นเป็นอย่างไร เพราะเกิดมาเกือบสามสิบปีแล้วยังไม่เคยกลับไปเห็นเมืองไทยเลยสักครั้งเดียว

 

            สามเดือนเต็มๆ ที่ฉันตะลุยไปทั่วเมืองไทยโดยมีเป้ใบเดียวพร้อมกล้องอีกหนึ่ง ไม่ว่าเหนือใต้ออกตกเกือบทุกเมือง ฉันมีญาติเยอะๆจริงๆเป็นร้อยทีเดียว เรามีความสุขมาก ฉันค้นหาภาพและของเก่าๆ ของปู่ย่าตายายและถิ่นอาศัยของพ่อแม่เคยอยู่เคยเป็น

 

            ฉันพบว่าฉันเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มาจากประเทศที่มี ประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม ศิลปะ อันเก่าแก่งดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก ฉันภูมิใจที่เกิดเป็นลูกหลานไทย !

 

          แต่..ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ทุนนิยมกำลังถาโถมเข้าใส่คนรุ่นใหม่ เหมือนไฟลามทุ่ง และวัฒนธรรมวิถีชีวิตอันงดงามใสเยือกเย็นของเราจะสามารถสยบความร้อนแรงของไฟป่านี้ได้หรือ..?

 

            ...เข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การที่พ่อไม่เคยกอดฉันเลยนั้น เป็นประเพณีไทยที่ดีตั้งแต่โบราณหากลูกสาวโตแล้ว.. ส่วนเด็กและผู้น้อยจะใช้การยกมือไหว้แทนและไม่จำเป็นต้องพูดว่าฉันรักเธอพร่ำเพรื่อเหมือนฝรั่ง เป็นการกระทำที่ทุ่มเททั้งชีวิต เป็นความรักจริงให้แทนคำพูด...แม้แต่ทุนการศึกษาทั้งหมดของฉันก็ไม่ต้องไปกู้ใครมาเรียน พ่อแม่ทุ่มให้หมด คิดไปท่านทั้งสองคงต้องลำบากยากเย็น และอดทนมากทีเดียว ...

 

            พอกลับมาที่สหรัฐฯ ฉันเริ่มเรียนภาษาไทยอย่างจริงจัง ทำอะไรเป็นไทยๆ ไปหมด เจอใครก็บอกเขาอย่างภาคภูมิใจว่าฉันเป็นคนไทย...ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในการค้นหารากเหง้าของฉัน หวังว่าคงมีโอกาสได้เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป...

 

            วันนี้ฉันรู้แล้วว่าพ่อแม่รักฉันมากที่สุดในโลกและเดี๋ยวนี้ฉันคิดถึงและรักท่านมากเหลือเกิน ถึงท่านไม่เคยบอก I love you กับฉันสักครั้งเดียว แต่ฉันเข้าใจนะ.. เข้าใจแล้ว !

 

            การกระทำของท่านที่มอบให้กับชีวิตฉัน มันยิ่งใหญ่กว่าการพูดเป็นร้อยเป็นพันเท่า ตามที่เขามักพูดกันเสมอว่า

 

            การกระทำดังกว่าการพูด !!