Get Adobe Flash player

มีดิน..มีกิน.. ! โดย เชิงภู

Font Size:

เดือนห้าหน้าแล้ง...ลมแรงพัดยอดตาล ท้องทุ่งลมร้อนโบยโบก ระยิบระยับด้วยแดดแผดกล้า...ตอซังยืนโด่เด่ท้าแดดและลม เถียงนาน้อย..โดดเดี่ยว รู้สึกสดชื่นขึ้นมาหน่อยเพราะหลังทุ่งเป็นทิวเขา ถึงแม้จะเป็นหน้าแล้งและต้นไม้บนภูเขาใบเปลี่ยนสี แต่ยังหลงเหลือสีเขียวให้เห็นอยู่บ้าง

 

                บ้านไม้..เสาบ้านสูงใหญ่อุ้มตัวบ้าน บันไดสูงชันนั้นมีราวไม้ไผ่จับขึ้นบนบ้าน โอบล้อมด้วยดงไผ่ หลังคาเต็มไปด้วยใบไผ่ที่ปลิวว่อนและค่อยทิ้งตัวลงนอนอย่างอ้อยอิ่ง ใต้ถุนบ้านเป็นที่วางเครื่องมือทำนาและหาปลา ถัดไปเป็นครัวสร้างแบบหยาบๆพร้อมตะแคร่ตัวใหญ่สารพัดประโยชน์ ห่างจากตัวบ้านเล็กน้อยคือยุ้งข้าวหลังเล็ก..คลังอาหารของครอบครัว..

 

                สมหมาย..หนุ่มใหญ่วัยแรงงาน อยู่กับท้องทุ่งตั้งแต่เกิดมาจนอายุล่วงเลยเบญจเพส หนุ่มไม่หล่อ..ล่ำสัน กร้านแดด ตามแบบฉบับลูกทุ่ง เขาอาศัยอยู่กับแม่ “ป้าเทียน” และหลานๆอีกสองคน   

                ป้าเทียนเป็นม่ายมีลูกเก้าคนตายไปแล้วสามคน สมหมายเป็นคนสุดท้อง พี่ๆออกเรือนกันไปหมดแล้ว ลูกสาวคนที่สองของป้าเทียนเป็นม่ายเช่นกันมีลูกสองคน เอามาฝากป้าเทียนผู้เป็นแม่ช่วยเลี้ยงดู ดังนั้นครอบครัวสมหมายจึงมีสมาชิกสี่คน

                สมหมายนั่งมองท้องทุ่งผ่านดงไผ่..เบื้องหน้า เขาขอบคุณหน้าแล้ง เพราะหน้าแล้งทำให้ได้หยุดพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวต้อนรับเดือนหก...ฝนจะตกพรำๆ พร้อมเริ่มต้นฤดูทำนา..

                มีแต่คนบอกว่า สมหมาย เป็นคนดี ไม่เกเร ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ แบ่งปันและช่วย เหลือเพื่อนบ้าน แต่เมียสุดที่รักของสมหมายกลับทิ้งเขาไปทำงานในเมืองใหญ่..

                หลายคนคิดว่าสมหมายจะเสียใจเพราะเขารักเมียมากแต่ทุกคนกลับเห็นใบหน้าที่เงียบเฉยของเขา..เมื่อมีคนถาม..เขาจะบอกว่า

               

                 "บ้านนาคือสวรรค์..ใครไม่รัก แต่ข้ารัก .."

.

                “ หมาย..หมายเอ้ย...อยู่มั้ย!!.. ” ตาอยู่ส่งเสียงเรียก ปลุกให้สมหมายตื่นจากภวังค์

                “ไป..ไปจับปลา หนองน้ำตาพ่วง ตอนนี้น้ำเริ่มแห้งขอดแล้ว ค่าจับปลายี่สิบบาท จับเท่าไหร่      ก็ได้..ไป อย่าช้าเดี๋ยวปลาหมด ”

                ไม่กี่นาทีถัดมา...สองหนุ่มต่างวัยเดินตามหลังกันไปตามคันนา..สะพายข้องและแบกสุ่ม             แม้บ่ายมาเยือนแล้วแต่แดดก็จ้า..ที่หนองน้ำตาพ่วงเต็มไปด้วยผู้คนที่มาจับปลา

                “ โหวย โหวย ไอ้ช่อนตัวใหญ่”

                “ ข้าได้ปลาดุกโว้ย ....ปลาไหลก็มี”

                “ พิโธ่ พิถัง! ปลาฉลาดอะไร มันตัวใหญ่ขนาดนี้  เอ้ย!! ปลาหมอใหญ่ ช่วยกันดัก..เร็ว”

                “ เอ้ย! ตามิ่งเบาๆ นั่นมันแขนไอ้แดง หลานข้า”

                ทั้งเด็กและ ผู้ใหญ่ ตัวเปื้อนโคลน..ตะโกนโหวกเหวกเสียงขรม ...สมหมายยืนมองด้วยรอยยิ้มก่อนจะลงไปลุย..สักพักใหญ่ปลาหลายชนิดเต้นขลุกๆอยู่ในข้องของสมหมายที่ปิดฝาแทบไม่มิด

                “ กลับก่อนนะลุง ” สมหมายตะโกนบอกตาอยู่

                “ เออ เอ็งไปก่อนเถอะ ข้าขอจับอีกสักหน่อย”

 

                ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ แดดอ่อน..ลมเย็นๆโชยมาแตะผิว สมหมายเดินเท้าเปล่า เนื้อตัวเปื้อนโคลน วางสุ่มไว้ใต้ถุนบ้าน แล้วเดินไปที่คูน้ำหลังบ้านเขย่าข้องในน้ำเพื่อล้างขี้โคลน และผูกข้องใส่ปลาไว้กับไม้ไผ่ที่ปักไว้ริมคู ได้ยินเสียงปลาเต้นขลุกๆ เมื่อเจอน้ำ

                เย็นนั้น! อาหารเย็นต้มยำป่าปลาช่อนตัวเขื่อง ..สมหมายก่อไฟตั้งหม้อแกงใส่น้ำครึ่งหม้อ ขุดข่าตะไคร้ข้างคูน้ำล้างแล้วทุบใส่หม้อ เปิดฝาข้องจับปลาช่อนตัวเขื่องออกมาขอดเกล็ดล้างสะอาดใส่หม้อแกงที่น้ำเดือดปุดๆ เดินไปรูดใบมะขามอ่อนข้างก่อไผ่หนึ่งกำมือใส่ลงในหม้อแต่งเติมด้วยเครื่องปรุง..กลิ่นหอมชวนกินส่งกลิ่นถึงหน้าบ้าน .....

                “ เอ็งทำอะไรกินวะไอ้หมาย ..กลิ่นหอมเชียว” ป้าเทียนจูงหลานสองคน...ตะโกนถาม

                “ ต้มยำปลาช่อน จับมาจากหนองตาพ่วง ”

                “ ข้าวใกล้สุกแล้วรอสักหน่อย ”  สมหมายตอบ

                เย็นวันนั้น..สมาชิกทั้งสี่คนล้อมวงกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมเสียงหยอกล้อกัน..บนตะแคร่ใหญ่..หลังจากสองหลานหลับแล้ว ป้าเทียนยังคงนั่งสนทนากับลูกชาย..

                “ พรุ่งนี้เอ็งเปิดยุ้งเตรียมข้าวเปลือกไว้สักสามสี่กระสอบ ไว้ทำพันธ์ข้าว..หน้าฝนใกล้ มาแล้ว”

                “ ได้แม่” สมหมายตอบ

                สองอาทิตย์ผ่านไป...เสียงเม็ดฝนตกกระทบหลังคา ป้าเทียนนั่งตำหมากที่ตะแคร่ใหญ่เงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มอย่างมีความสุข...

                รุ่งขึ้น... ทุ่งนากว้างหน้าทิวเขาสีเขียวสด คึกคักด้วยผู้คน..ไถ่บ้าง หว่านบ้าง ความชุ่มชื่นและความสดชื่น...มาเยือน

                ทุกค่ำคืน สมหมายนอนฟังเสียงกบเขียดร้อง.. คืนนี้ก็เช่นกัน....

.

                สมหมายนอนฟังเสียงธรรมชาติรอบตัว ..ความคิดก็ล่องลอยไปเรื่อยๆ...เขารู้สึกว่าชีวิตไม่เคยอดอยาก อิ่มด้วยผืนแผ่นดินที่ทำมาหากินเท่าไหร่ก็ไม่เคยสึกหรอ..พาลให้นึกถึงชบาเมียรักที่ทิ้งไปทำงานเมืองใหญ่และอยู่กินกับผู้ชายที่ชอบความศิวิไลซ์เหมือนกัน.. คนเรานี่ก็แปลกความสุขใกล้ตัวกลับมองไม่เห็น! ความคิดล่องลอยเรื่อยเปื่อย..จนผล็อยหลับไป

                สมหมายตื่นเช้า พร้อมกิจกรรมประจำวันแบบเดิมๆ ในทุ่งนา แต่เขาไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย กลับมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ...วันนี้ตอนเที่ยง สมหมายกลับเข้าบ้านได้ยินป้าเทียนส่งเสียงดังด้วยความดีใจ

                “ ไปยังงัย มายังงัยล่ะ จะมาทำไมไม่บอกให้รู้ตัวกันบ้าง จะได้เตรียมตัว ” ป้าเทียนพูด

                “ โอ๊ย จะต้องเตรียมตงเตรียมตัวอะไร ข้าอยากมาข้าก็มา” ป้าเอี้ยง เพื่อนป้าเทียนบอก

                “ อ้อ วันนี้ข้าพาหลานสาวมาเที่ยวด้วย มะปราง ไหว้ป้าเทียนซะลูก”

                มะปรางไหว้ป้าเทียนเสร็จ..สมหมายก็เดินมาถึงพอดี  ป้าเอี้ยงหันไปเห็น..ส่งเสียงทักทาย

                “ หมาย ไอ้หมายหรือเปล่าวะ”

                “ เออ ไอ้หมายนั่นแหล่ะ ” ป้าเทียนบอก

                สมหมายจำป้าเอี้ยงได้ก็ยกมือไหว้ทักทาย....แต่พอสายตาไปปะใบหน้าของสาวเจ้านามมะปราง..รู้สึกใจเต้น รับไหว้โดยไม่รู้ตัว

                ค่ำนั้น...หลังจากป้าเอี้ยงกับมะปรางเดินทางกลับแล้ว สมหมายได้แต่นั่งอมยิ้ม ...คิดถึงแต่หน้ามะปราง สาวผิวคล้ำ ตาคม ผมยาว......

 

                หนึ่งปีผ่านไป...

                สมหมายได้แต่งงานกับมะปราง สาวที่เขาถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็น การแต่งงานครั้งนี้...สมหมายมั่นใจมากเพราะมะปรางเป็นผู้หญิงที่ชอบความสงบเงียบของท้องทุ่งและรักในอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษ

                สมหมายรู้สึกว่าชีวิตครบสมบูรณ์...มีหลาน มีแม่....และมีเมีย...และจะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเพราะตอนนี้มะปรางตั้งท้องได้สี่เดือนแล้วอีกไม่นานครอบครัวจะมีสมาชิกน้อยๆเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน

 

                สมหมายรู้สึกขอบคุณผืนแผ่นดินที่เลี้ยงดูเขา..ท้องทุ่งเบื้องหน้าช่างมีค่ามากมายสำหรับชีวิต.. !

 

                อีกค่ำคืนหนึ่ง..ที่สองแม่ลูกนั่งคุยกันหลังจากที่มะปรางและหลานหลับไปแล้ว

                ‘’ แม่ดีใจที่เอ็งมีครอบครัว มีเมียที่มันรักเอ็ง ถึงแม่จะตายแม่ก็ตายตาหลับแล้ว” ป้าเทียน            พูด

                “ แม่พูดอะไรแบบนั้น แม่ต้องอยู่ไปนานๆ อยู่ดูหลาน ไม่ใช่แค่สามคนนะ จะตามมาอีกนะ ..     อ่ะ..อ่ะ    ..” สมหมายพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข ทำให้ป้าเทียนนั้นสุขใจไปด้วย

 

                เช้าวันใหม่....ดวงอาทิตย์โผล่พ้นทิวเขาพร้อมแสงส่องทักทาย ...มะปรางง่วนอยู่ในครัวข้างล่าง หลานสองคนเพิ่งตื่นลงมาเดินเล่นอยู่หน้าบันได ป้าเทียนเด็ดผักบุ้งอยู่ริมคูน้ำข้างบ้าน ส่วนสมหมายแบกจอบไปขุดร่องคันนา ระบายน้ำออกจากท้องนา

                “ ว่างัย เจ้าหมาย ข้าวในนาเอ็งเป็นงัยบ้าง แมลงกัดบ้างมั้ย” ตาอยู่..อีกแปลงนาหนึ่ง      ตะโกนถาม

                สมหมายเงยหน้าขึ้น ตะโกนตอบ“ มีบ้าง..ตา เอาน้ำสะเดาหมักฉีดไล่ มันหนีไปเกือบ  หมดแล้ว”

                “ เออ ดีๆ ข้าก็ใช้เหมือนกัน ” ตาอยู่พูด  

                สมหมายยิ้มและขุดร่องคันนาต่อ....

 

                หมดไปอีกหนึ่งวันสำหรับครอบครัวของสมหมาย ...ใกล้ค่ำ หลานๆอยู่บนเรือน  ป้าเทียน สมหมาย มะปราง เดินเล่นรับลมหน้าบ้าน สมหมายลูบท้องเมียรักแล้วหันไปมองท้องนา..ต้นข้าวใกล้เวลาเก็บเกี่ยว..

                “ อีกไม่นานเราจะได้เกี่ยวข้าวแล้วนะแม่”  สมหมายบอก

                “ อือ..” ป้าเทียนบอกเบาๆ  และพูดต่อ

                “ ขอให้ผืนดินนี้เป็นมรดกตกทอดชั่วลูกชั่วหลานนะไอ้หมาย อย่าเอาไปแบ่งใคร หรือขายให้   ใคร "

                “ ที่ดินผืนนี้ไม่มากมาย แต่เป็นมรดกตกทอดของพ่อเอ็ง แม่รักมันมาก มีกินมีใช้ อยู่อย่าง          พอเพียง สบายไม่อายใคร ไม่เคยอด เพราะผืนดินผืนนี้”

               

                                จำไว้ พ่อเคยบอก...มีดิน..มีกิน ไม่ต้องรวยล้นฟ้าก็สุขได้ทั้งครอบครัว !!