Get Adobe Flash player

ชีวิตกับธรรมชาติของ ซาไก ! (เสรีชัย 19 เมษายน 2013) โดย เชิงภู

Font Size:

ชีวิตในเมืองมีแต่ความวุ่นวาย! ฉันยืนมองถนนเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยรถวิ่งกวักไขว่  สวนกันไปมา ปึ้ดหาย! ปึ้ดหาย! จะไปไหนกันนักหนา..ไม่มีสักเวลาเดียวที่ถนนจะโล่งไม่มีรถวิ่ง..ผู้คนสมัยนี้เดินกันไม่เป็นแล้ว..รถ! เป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิตในประจำวัน..แต่นั่นแหล่ะ! ยุคสมัยนี้ถ้ามัวมาเดินกันอยู่..คงไม่ทันกิน!...

 

            เมื่อคิดถึงการเดิน! ทำให้ฉันนึกถึงถนนสายเล็กๆในชนบทแห่งหนึ่ง ที่มีกลุ่มชนพื้นเมือง “เงาะป่าซาไก” เกาะกลุ่มเดินเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง ประมาณ 14-15 คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นำหน้าด้วยผู้นำที่เขาเรียกกันว่า กำนันเงาะ เป็นภาพที่น่าดูมาก ทุกคนใส่เสื้อผ้าที่ชาวบ้านแบ่งปันให้ ซึ่งแน่นอน! สีสัน แสบทรวง...

 

          ...สมัยนั้นฉันกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย และอยู่ในช่วงของการฝึกงานหรือดูงาน อาจารย์บอกให้จับกลุ่มกันเพื่อเลือกสถานที่ฝึกงาน กลุ่มของฉันเลือกไปฝึกงานในชุมชนที่ติดกับเทือกเขาบรรทัด เพราะอาจารย์บอกว่ามีกลุ่มเงาะป่าซาไกเดินลงจากภูเขาเข้ามาในหมู่บ้านบ่อยๆ

            กลุ่มซาไก ตัวเป็นๆ เราตื่นเต้นกันยกใหญ่....

            เมื่อถึงที่พัก ณ สถานีอนามัยของหมู่บ้าน เราลำเลียงของฉัน อยากรู้ และอยากเห็น เงาะป่าจัดเก็บข้าวของเรียบร้อยก็มุ่งหน้าไปหา พรานล่อง (พรานป่าของแถบนั้น) เพื่อให้นำทางเราขึ้นภูเขา ตามหา...ซาไก!...

            ลุงพรานล่องเป็นพรานคนเดียวที่เหลืออยู่ของหมู่บ้านแถบนั้น...พูดภาษาเงาะป่าได้ และติดต่อกับกลุ่มซาไก เนื่องจากซาไกจะไม่อยู่กับที่จะย้ายที่พักไปเรื่อยๆ คนที่แกะรอยตามหาได้และซาไกยอมพบปะด้วย คือ พรานล่อง ผู้เดียว เท่านั้น!

 

            ..ลุงพรานล่อง...พรานป่าแห่งเทือกเขาบรรทัด..รูปร่างทะมัดทะแมงไม่สูงมากนัก ผิวดำแดงกร้านแดด ดวงตาคมกริบ..แต่มีแววอ่อนโยน ผมสีดำปนดอกเลาประบ่าและย้อยปรกหน้าเล็กน้อย..ไม่ใส่เสื้อ.. นุ่งโสร่งสีเทาหม่น มุมปากคาบใบจากที่มวนด้วยยาเส้น การเดินเหินคล่องแคล่ว ทั้งที่ลุงพรานอายุล่วงเลยกว่าหกสิบแล้ว...

            “ ลุงพราน..ต่อเช้าพาพวกเราขึ้นเขาได้ม่าย ” (ลุงพราน..พรุ่งนี้พาพวกเราขึ้นไปบนภูเขาได้มั้ย ) เพื่อนของฉันถามด้วยภาษาท้องถิ่น

            “ได้..โลกเหอ ต่อเช้าลุงไม่ยุ่งไหร ออกกันแต่หัวรุ่งๆนะโลกนะ” ( ได้ ลูก พรุ่งนี้ลุงไม่ยุ่ง ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้านะลูกนะ) ลุงตอบพวกเรา

            รุ่งขึ้นเราพร้อมใจกันตื่นแต่เช้า..หมวกหนึ่งใบ เป้สะพายหลัง และชุดเดินป่า ไม่กี่อึดใจเราก็ถึงหน้าบ้านลุงพราน..ลุงพรานวันนี้ใส่เสื้อเชิ้ตเก่าๆดูสีไม่ออกแล้วบ่งบอกถึงอายุการใช้งานกับกางเกงสี่ส่วนเลยเข่าพร้อมย่ามสะพายไหล่ยืนสูบใบจากอย่างสบายใจ..ควันม้วนออกจากปากโรยตัวกลืนหายไปกับหมอกยามเช้า “พร้อมม่าย” (พร้อมมั้ย) ลุงพรานถาม..ถ้าพร้อมแล้ว ไปกัน ...

            ลุงพรานไม่รอให้เราตอบเลย เดินนำลิ่วแล้ว...เราเดินตามลุงพรานมุ่งหน้าขึ้นภูเขาด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่น..สักพักใหญ่ก็แลเห็นเส้นทางเล็กๆ คดเคี้ยวขึ้นภูเขา เราคุยกันเสียงดังตลอดทาง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้มากมายร่มรื่นดูเป็นป่าโปร่งโล่งเย็น การเดินนั้นไม่ยากเย็นเพราะคงมีชาวบ้านใช้เส้นทางนี่...

            ด้วยความตื่นเต้นเราเดินกันอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย..เส้นทางชันขึ้นเรื่อยๆ ทางเดินเริ่มแคบลง พร้อมกับเสียงพูดคุยของเราที่ค่อยๆเงียบหายไป..และได้ยินเสียงหอบเบาๆ ของใครบางคน....แตกต่างจากลุงพรานที่ยังคงย่างเท้าสม่ำเสมอไม่มีอาการเหนื่อยหอบให้เห็นแม้แต่น้อย..ป่าเริ่มร้อน แสงแดดเริ่มแทรกผ่านกิ่งไม้ เหงื่อเริ่มซึมแถวขมับ แต่เราทุกคนก็ยังย่ำเท้าเดิน...ตามลุงพรานไปเรื่อยๆ...

            ลุงพรานคงได้ยินเสียงหอบจากด้านหลัง และเสียงพูดคุยที่ขาดหายไป  “นั่งพักเท่นี่สักเดียวใจกะได้ อีกหิดเดียวกะถึงเพิงพักของพวกซาไกแล้ว” (นั่งพักที่นี่สักแป๊บหนึ่งก็ได้อีกนิดเดียวก็จะถึงเพิงพักของซาไกแล้ว) ..ลุงพรานบอกไม่ทันจบหันมาอีกทีเราทุกคนพร้อมใจลงไปนั่งกับพื้นแล้ว.....

นั่งพักพอเรี่ยวแรงเริ่มมา ความสดชื่นเริ่มฟื้น เราก็เดินกันต่อ ..ข้างหน้ามีโขดหินขวางไว้ก้อนใหญ่ พอเราเลี้ยวผ่าน ก็เห็นเพิงพักของซาไก..แต่แปลกใจทำไมเงียบจัง! ลุงพรานส่งสัญญาณให้เราหยุด แล้วตะโกนถามเป็นภาษาซาไก..เงียบไม่มีเสียงตอบ..ลุงพรานพยักหน้าให้เราเดินตาม และให้หยุดข้างกองไฟหน้าเพิงพักที่ยังคงมีควันไฟบางๆ ลอยอ้อยอิ่ง..ลุงพรานเดินไปดูที่เพิงพักห้าหกเพิงนั้นแต่ไม่มีซาไกอยู่เลย..

            สักพักลุงพรานเดินกลับมา “ พวกซาไกหมันคงย้ายเท่ไปเสียแล้ว ดายของอุตสาพาพวกเอ็งมาถึงเท่แต่ไม่พบ” (พวกซาไกมันคงย้ายที่กันไปเสียแล้ว เสียดายอุตส่าห์พาพวกเอ็งมาถึงที่แต่ไม่พบ) ลุงพรานบอกให้เรานั่งพัก..เราทุกคนในกลุ่มมีสีหน้าเสียดาย ลุงพรานคงจับความรู้สึกเราได้  

            “ไม่พรือ! โลกเหอพวกหมันไปแล้วเดี๋ยวหมันกะหลบมา” (ไม่เป็นไร! ลูก พวกมันไปแล้วเดี๋ยวมันก็กลับมา)

            “ มา..มาควังเรื่องของพวกหมัน ลุงอีเล่าให้ควัง สักหิด” (มา..มาฟังเรื่องของพวกมันลุงจะเล่าให้ฟังสักหน่อยหนึ่ง) ลุงพรานนั่งลงอย่างทะมัดทะแมง พร้อมมวนใบจากยาเส้นคาบมุมปากตามความเคยชิน...

            "...ลุงชอบพวกซาไก พวกหมันไม่เป็นอันตรายกับใคร เห็นเพิงเท่นอนของหมันม่าย..ไอ้พวกนี้หมันแปลก เวลาหมันนอน หมันเอาตีนแยงไว้ข้างใน เอาหัวออกนอกเพิง..หมันบอกว่าตีนสำคัญหวาหัว เวลาเกิดอะไหรขึ้น หมันบอกว่าตีนพาหมันวิ่ง...ฮ่าฮ่าฮ่า.." ( ลุงชอบพวกซาไก พวกมันไม่เป็นอันตรายกับใคร เห็นเพิงที่นอนของพวกมันมั้ย ไอ้พวกนี้มันแปลกมันนอนเอาเท้าแหย่ไว้ข้างในเอาหัวออกนอกเพิง มันบอกว่าเท้าสำคัญกว่าหัว เวลาเกิดอะไรขึ้นมันบอกว่าเท้าพามันวิ่ง)

            ลุงพรานหัวเราะสองนิ้วคีบมวนใบจากออกจากปาก..พ่นควัน..อมยิ้มน้อยๆแล้วเล่าต่อ..

            "...พวกหมันทำเพิงไว้นอน พอเพิงหมันเก่าหลังคาลุหมันกะย้ายเท่ไปอื่น พวกหมันกะเป็นคนนะ เป็นคนดี เรื่องยาสมุนไพรยกให้พวกหมันเป็นเท่หนึ่งเลยแหล่ะ..หมันแก่ง..แล้วไอ้พวกนี้หมันมีความยุดติธรรม ถ้าหมันได้ของกินมาหมันจะแบ่งเท่าๆ กัน ถ้าเหลือไม่โร้อีแบ่งพรือแล้วหมันซัดทุ่ม..แต่ไอ้พวกนี้หมันไม่ชอบอาบน้ำ หลายวันก่อนพวกหมันเดินลงเขาไปในหมู่บ้านชาวบ้านให้สาบบู่สีสวยๆให้หมันไว้อาบน้ำ หมันเอามาแบ่งกันกินขี้แตกเฉียดตาย..".(พวกมันทำเพิงไว้นอนพอเพิงมันเก่าหลังคาทะลุมันก็ย้ายที่ไปอื่น พวกมันเป็นคนนะเป็นคนดีเรื่องยาสมุนไพรยกให้พวกมันเป็นที่หนึ่งเลยแหล่ะ มันเก่ง แล้วไอ้พวกนี้มันมีความยุติธรรม ถ้ามันได้ของกินมามันจะแบ่งเท่าๆกัน ถ้าเหลือไม่รู้จะแบ่งยังงัยแล้วมันจะทิ้ง แต่ไอ้พวกนี้มันไม่ชอบอาบน้ำ หลายวันก่อนพวกมันเดินลงเขาไปในหมู่บ้านชาวบ้านให้สบู่สีสวยๆให้มันไว้อาบน้ำ มันเอามาแบ่งกันกินจนท้องเสียเกือบแย่..)

            ลุงพรานไอแค่ก แค่ก แล้วบอกพวกเราให้กินอะไรรองท้องจะได้มีแรงเดินลงจากภูเขา...หลังจากนั้นเราก็เดินแถวตอนเรียงหนึ่งตามลุงพราน..ลงจากภูเขา เราถึงหมู่บ้านเร็วกว่าที่คิด.....ก่อนแยกกันลุงพรานบอกว่าจะขึ้นไปแกะรอยตามหาพวกซาไกอีกครั้งพบกันแล้วจะบอกให้ลงมาที่หมู่บ้าน..เรายกมือไหว้ขอบคุณลุงพราน...

            ..สามวันต่อมา ลุงพรานส่งข่าวบอกว่าพรุ่งนี้กลุ่มซาไกจะลงมาที่หมู่บ้านและมาที่สถานีอนามัยที่กลุ่มของฉันพักอยู่ด้วย..เราตื่นเต้นกันยกใหญ่..เราต้องทำอะไรบ้าง..ลุงพรานบอกว่าหุงข้าวให้มันกินสักหน่อยก็ดีนะ..คืนนั้นเราแบ่งหน้าที่กัน..เพื่อต้อนรับ..ซาไก แขกผู้มาเยือนของเรา...

 

            รุ่งขึ้น..ทุกอย่างเตรียมพร้อม..ข้าวหุงเสร็จสองหม้อโตๆ ผัดผักบุ้งเต็มกระทะ..และ...ไข่เจียว...มากันแล้วแขกของเรา..แถวตอนเรียงหนึ่งสีสันสดใสส่วนใหญ่เป็นเสื้อลายดอก..สีแดง..นำหน้าด้วยลุงพรานล่อง...กลุ่มซาไกหยุดยืนหน้าสถานีอนามัยเป็นระเบียบเรียบร้อย..เราออกไปต้อนรับ..
            ลุงพรานแนะนำให้เรารู้จักกำนันเงาะที่พอจะพูดภาษาไทยท้องถิ่นได้ และบอกว่าฝากสักพักหนึ่งให้กินข้าวกินปลาแล้วจะมารับกลับ..ลุงพรานเดินจากไป..กลุ่มซาไกจากแถวตอนเรียงหนึ่งเริ่มสลาย..รวมเป็นกลุ่มเดียวกันมองพวกเราด้วยสายตาหวาดๆ รูปพรรณสัณฐานช่างเหมือนกันหมดเลย..สูงประมาณ 130-140 เซนติเมตร ตัวดำ ฟันเหลือง ผมหยิกขอดติดหนังหัว ตาโปน ริมฝีปากดำหนาใหญ่ ผิวหยาบตกสะเก็ดมีรอยเกาเป็นทางยาว...มือใหญ่เท้าใหญ่ ไม่ใส่รองเท้า..ผู้ชายสวมกางเกงและเสื้อยืดสีสด..หญิงนั้นนุ่งผ้าถุงหยาบๆ เสื้อลายดอกแดงติดกระดุมไม่หมด..บางคนมีลูกน้อยเหนี่ยวที่บั้นเอวกำลังเอนตัวซุกหาเต้านมห้อยย้อยของแม่..ดูดซุกไซร้ไม่อายใคร...

 

            เรายิ้มให้..กลุ่มซาไกเริ่มเหยียดยิ้มบางๆ แล้วตามเข้ามาในสถานีอนามัย ฉันบอกให้กำนันเงาะพาลูกบ้านไปนั่งกันในครัวเพื่อกินข้าว เพื่อนของฉันตื่นเต้นมากเริ่มถ่ายรูปซาไก แสงเเฟลช วูบวาบ..ทุกคนนั่งล้อมวงพร้อมกินข้าว..แต่น่าแปลกใจไม่มีใครเริ่มต้นแตะต้องกับข้าวหรือตักข้าวเข้าปากแม้แต่น้อย..เราในกลุ่มรู้ด้วยสัญชาตญาณเริ่มถอยออกมารวมกลุ่มกันข้างนอก

            ..สักพักเสียงเหมือนนกแตกรังด้วยภาษาเงาะป่าดังมาจากในครัว..เสียงช้อนดังกระทบจาน..เสียงภาชนะตกลงพื้น..เสียงตะโกน..พูดคุยด้วยภาษาที่กลุ่มเราไม่คุ้นชิน...เสียงดังขึ้น ดังขึ้น แล้วค่อยๆแผ่วลง..กระทั่งผ่านไปพักใหญ่..เริ่มทยอยออกจากครัวทีละคนสองคน..ออกมายืนแคะขี้ฟันบ้าง..นั่งลงกับพื้นบ้าง..เมื่อออกมาครบทุกคน..เราทั้งกลุ่มเดินไปดูผลงานในครัว..

 

            โอ้โห ! อะไรกันนี่! เกิดอะไรขึ้นกับครัวของเรา..กระทะผัดผักบุ้งนอนคว่ำอย่างเรียบร้อยอยู่กลางห้องผักบุ้งหายไปหมด..หม้อหุงข้าวสองใบเอียงกะเท่เร่อยู่ที่มุมห้องไม่มีเศษข้าวเหลือให้เห็นสักเม็ดเดียว..ไข่เจียวเกลี้ยงเกลา ..จานใส่ข้าวบ้างหงาย...บ้างคว่ำ..และช้อนกินข้าวพร้อมใจกันเกเร..วางเต็มห้องครัว...ฉันและเพื่อนๆมองตากัน..

            ..ฉันและเพื่อนๆ มีโอกาสได้เห็นแถวตอนเรียงหนึ่งสีสันสดใสของชาวซาไกที่ลงจากภูเขาเข้ามาในหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง...หลังจากนั้นไม่เห็นพวกเขาอีกเลย..ลุงพรานล่องบอกว่ากลุ่มซาไกย้ายที่อยู่ไปอีกด้านหนึ่งของเทือกเขาบรรทัด..

 

            ฉันรู้สึกอิจฉาใน อิสระเสรี ของพวกเขาจริงๆ อยากเข้าป่าไปอยู่กับพวกเขาให้รู้แล้วรู้รอดไป ไม่อยากกลับออกมาอยู่ในโลกแห่งการหลอกลวง โกหก เช่นทุกวันนี้ !