Get Adobe Flash player

ที่นี่ ที่ไหนก็ได้ (สารคดีชุด อาร์ตอินอเมริกา) โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

“เวนิช เมืองศิลปะแห่งแคลิฟอร์เนีย”

               ผมมาอยู่ที่เมือง Venice นานกว่าสามสิบปีมาแล้ว โดยผมเปิดอาร์ตสติวดิโอ และโรงเรียนสอนศิลปะ (Vibul School of Painting) ควบคู่กับอาร์ตสติวดิโอส่วนตัวอยู่ที่นั่น ส่วนบ้านพักอยู่ที่เมืองมาริน่า เดลเร ใกล้ ๆ กัน นับว่าผมเป็นศิลปินที่สะดวกสบายคนหนึ่งในละแวกนั้น การสอนศิลปะของผมได้รับรางวัลจากสมาคมหอการค้าอเมริกันแห่งนิวยอร์คประจำปี ค.ศ. 2010 ในฐานะสอนได้ดีมีคุณภาพนานกว่ายี่สิบปี การที่ผมไปเปิดกิจการทางศิลปะอยู่ที่นั่นก็เพราะว่าเมืองเวนิชเป็นเมืองศิลปะของผู้รักศิลปะ และศิลปินแขนงต่าง ๆ ของอเมริกามาอาศัยอยู่หนาแน่นหลายหมื่นคน ทุกคนต่างอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

               เมืองเวนิช เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ชายทะเล มีหาดเวนิชยาวเหยียดไปต่อกับหาดแห่งเมืองซานต้า มอนิก้า เป็นดินแดนน่าอยู่ของชาวอเมริกันผู้ร่ำรวยที่ชอบอยู่ชายทะเล ใครที่รู้จักเมืองเวนิชอย่างผิวเผินคิดว่ามีแต่พวก Bum หรือพวกคนจนอาศัยทั้งนั้น แถมยังแลดูสกปรกไม่น่าอยู่เลย ผมเคยมีเพื่อน ๆ มาเยี่ยมจากยุโรป ผมพาไปเดินเล่นที่นั่นผมต้องว่า อธิบายว่า พวกเร่ร่อนเหล่านั้นฉวยโอกาสการมีอิสระเสรีของชาวอเมริกันเลยพากันไปสุมกันอยู่ในดินแดนเศรษฐี สร้างความอึดอัดแก่ชุมชนพอสมควร ทำยังไงได้เล่าครับ เมืองอเมริกาเป็นเมืองเสรีใครใคร่ทำอะไรก็ทำได้ ถ้าไม่ผิดกฏหมาย เพราะฉะนั้นใครที่อยากดูความโอ่อ่าแสดงความร่ำรวยต่าง ๆ อย่าไปที่นั่นจะผิดหวัง ต้องไปที่มาลิบูโน้นพอจะอวดได้บ้างล่ะมั้ง

               สำหรับผมเองอยู่ที่นั่นจนชินรู้ว่าอะไรเป็นอะไรไม่รังเกียจคนยากไร้ เขาก็เป็นคนเหมือนกัน แต่ไม่มีโอกาสเท่าเทียม “Sadness” ฝรั่งชอบพูดถึงเวนิชมักเอ่ยคำนี้อยู่บ่อย ๆ ผมมีเพื่อนอเมริกันอยู่คนหนึ่ง เธอเป็นคนมีเงินมากมาย เวลาเธอไปเดินเล่นที่นั่นเธอจะพกเงินไปแจกคนจนที่นั่นคราว ๆ หนึ่งหลายร้อยเหรียญ ผมนึกในใจ ในความใจบุญของเธอมาก ถ้าเราไม่มีคนแบบนี้อยู่บนโลกเราคงขาดความสมดุลย์ระหว่างคนจนกับคนรวยแน่ ๆ เลย

               เมืองเวนิชเป็นเมืองศิลปะไม่ใช่จะมีศิลปินอยู่ที่นั่นอย่างเดียว มีอาร์ตแกลเลอรี่ตั้งอยู่หลายแห่ง รวมทั้งอาร์ตสติวดิโอของศิลปินชาวอเมริกันละแวกนั้นจึงเป็นพวกสนับสนุนบรรดาศิลปินต่างไปแสวงหาซื้อผลงานศิลปะ เป็นความสมดุลย์ระหว่างศิลปินกับคนร่ำรวยเกิดขึ้นแห่งหนึ่งในอเมริกา ทุก ๆ ปีเมืองเวนิชจะจัดงาน Venice Art Walks เพื่อหาทุนช่วยเหลือคนจนใน Free Clinic ปี ๆ หนึ่งได้เงินจากการขายงานศิลปะได้หลายล้านเหรียญ ในบางปีผมเคยนำภาพเขียนไปร่วมเปิดการประมูลได้เงินช่วยโครงการหลายพันเหรียญเหมือนกัน ผมคิดอยู่ในใจนี่คือความสมดุลย์ระหว่างศิลปินกับการบริจาค ไม่ใช่จะคิดแต่จะเอาแต่เงินจากการขายงานศลิปะจนมีฐานะร่ำรวยอย่างเดียว ศิลปินต้องรู้จักการบริจาคผลงานศิลปะอย่างเช่น ศิลปินแห่งเมืองเวนิช เขาทำกันเป็นประจำทุกปีไม่เคยขาดด้วย

               เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่อาร์ตสติวดิโอของผมกับเพื่อศิลปินอเมริกันใช้ร่วมกันเปิดอาร์ตสติวดิโอให้คนเขาชมผลงานศิลปะ “ฟรี” ชุมชนอเมริกันมาเยี่ยมชมกันเนืองแน่นเป็นประวัติการณ์อย่างไม่น่าเชื่อสายตาว่าจะมีคนสนใจศิลปะถึงขนาดนั้น ในระหว่างพิธีเปิดงานมีนักสะสมศิลปะต่างพากันซื้องานศิลปะที่ตนชอบ ในสายตาของผมคิดว่านี่คือความสมดุลย์ระหว่างศิลปะกับชุมชนเกิดขึ้น ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ เช่นเดียวกับชาวยุโรปจะมีความรู้สึกดีใจที่ชุมชนของเขามีศิลปินมาอาศัยอยู่ พวกเขาจะภูมิใจที่ชุมชนของเรามีนักศิลปะ Artist อาศัยอยู่ด้วย เวลาเข้าสังคมจะพูดคุยถึงอย่างภาคภูมิใจ เมืองเวนิชมีเสน่ห์แก่นักศิลปะอย่างไร ? ทำไมจึงมีนักศิลปะแขนงต่าง ๆ ตั้งแต่จิตรกรยันนักแสดงหนัง ฯลฯ ถ้าจะพูดถึงหลักภูมิศาสตร์เป็นดินแดนที่มีอากาศดีที่สุด (ไม่หนาว ไม่ร้อน) เหมาะสำหรับสร้างงานศิลปะ และการถ่ายหนังนอกโรงถ่ายเป็นอย่างยิ่ง ถ้าใครอาศัยอยู่ที่นั่นจะมองเห็นกองถ่ายหนัง ถ่ายทำหนักกันกลางแจ้งอยู่เป็นประจำ ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบว่าเมืองเวนิช แคลิฟอร์เนีย ใกล้เคียงกับเมืองอะไรในโลกนี้ ผมคิดว่าน่าจะมีฉายาเป็นเมืองศิลปะที่ปารีส คือ เมือง Montmartre (มองมาท) จะใกล้เคียงพอสมควรจะได้ฉายานั้น เมืองมองมาทเป็นเมืองมีเนินเขาเตี้ย ๆ เมืองเวนิชมีชายหาด แล้วแต่ใครจะเลือกไปอยู่สุดแล้วแต่รสนิยมของผู้นั้น

               การเขียนเรื่องศิลปะของผมเป็นการเขียนสด ๆ ไม่ลอกเลียนแบบใครเหมือนการเขียนภาพของผมเอง ผมมีประสบการณ์จริงมาอย่างไรก็เขียนออกไปอย่างนั้น อย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมให้มากเรื่อง เป็นการมองดูข้อเท็จจริงทางศิลปะที่มันเป็นอย่างนั้น ถ้ามองดูลึก ๆ จะเห็นเจตนาดีของผมอย่างบริสุทธิ์ใจ เมื่อรู้มาแล้ว่ามันดีหรือเลยแล้วไม่แชร์ออกไปก็จะไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง Should Be ครับ