Get Adobe Flash player

กาลเวลา และศิลปะ (สารคดีชุดอาร์ตอินอเมริกัน และยุโรป) โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

ศิลปินหญิง

               กาลเวลาในอดีตเปรียบเสมือนเครื่องบันทึกความจริงของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และกาลเวลามันยังเป็นเครื่องบันทึกอัตโนมัติ บางคนทำอะไรไว้ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ๆ ในโลกนี้มันบันทึกเอาไว้หมด ใครทำดีเอาไว้ก็สบายไป เพราะว่าจะมีสิ่งที่ดีงามสะสมเอาไว้ ส่วนใครทำชั่วมันก็บันทึกสิ่งที่ชั่วร้ายเอาไว้ ถ้าใครเป็นศิลปินมีผลงานทางศิลปะดีเด่นมาช้านาน ใครที่ชอบศิลปะจะรู้ ส่วนใครทำงานศิลปะไม่ดีก็มีคนรู้อีกว่าไม่ได้เรื่อง พอเขียนมาถึงตรงนี้ผมจะไม่เขียนต่อไปอีก เพราะว่าเรื่องศิลปะมันตัดสินยากว่าใครมีฝีมือดี หรือไม่ดี แต่ว่าความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตายก็เท่านั้นเองครับ

               เมื่อผมไปอยู่ที่กรุงปารีสเช้าขึ้นมาไม่รู้จะทำอะไร ออกไปเดินเล่น และเสก็ตซ์ภาพชีวิตผู้คนชาวปารีส (Francais) เอาไว้ วันนี้เอาภาพเสก็ตซ์ออกมานั่งดูนึกถึงสถานที่ที่เคยไปนั่งเล่น และเดินเล่นที่แดนศิลปะบันลือโลก วงการศิลปะเขาตั้งชื่อไว้อย่างนั้นนะครับ ไม่ใช้ผมตั้งเอง ผมมีข้อสังเกตอย่างเด่นชัดในวัฒนธรรมของคนปารีสอยู่อย่างหนึ่ง คือ การให้เกียรติศิลปิน และขอเอาใจช่วยทุกวิถีทาง พอมีใครรู้ว่าคนนี้เป็นอาร์ทิส Artiste ล่ะก้อ เวลาเจอหน้ากันจะต้องถามอย่างเอาใจใส่ว่ามีปัญหาอะไรไหม? โดยเสนอให้ความช่วยเหลือ ถ้าต้องการเขายินดีจะช่วยเหลือ นี่แหละครับ จึงทำให้ศิลปินในยุโรปมุ่งสู่กรุงปารีสกันเป็นแถว ตั้งแต่สมัยศิลปินคานดินสกี้มาถึงยุคปัจจุบัน

ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เกิดความรู้สึกอยากจะไปอยู่ที่นั้นมาตั้งแต่อายุน้อย แต่ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ มันไม่เอื้ออำนวยไม่ได้ไปสมใจ จนมาอยู่ที่นี่จึงได้ไปด้วยฝีมือศิลปะของตนเอง ต่อมาจนในปัจจุบันผมจึงกลายเป็นศิลปินแห่งฝรั่งเศส และอเมริกันไปโดยปริยาย เวลาพบผู้รักศิลปะผมมักตอบไปว่า ผมเป็นศิลปินเกิดที่เมืองไทย แต่มาทำงานศิลปะที่นี่และที่ยุโรปหลายคนชอบไต่ถามผมต่าง ๆ นานาๆ ผมมีคำตอบอยู่ข้อเดียวคือ ศิลปะของผมมันพาผมไปที่ถิ่นศิลปะแห่งนั้นได้ ลำพังอย่างอื่น ๆ คงไปไม่ได้แน่ ๆ

               มีเรื่องจริงอยู่อีกเรื่องหนึ่ง จวนจะค่ำแล้วที่เมืองทัวร์ส์ Tours แห่งแคว้นลอย Loire ผมกับแพ็ทไปยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ที่หน้าอาร์ตมิวเซี่ยมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีชาวฝรั่งเศสเข้ามาทักทายผมเหมือนรู้จักกันมานานนับสิบปี และถามผมว่าคุณต้องเป็นอาร์ทิสแหง ๆ เลย เขาพูดหน้าตาเฉย และยิ้มอย่างมั่นใจ ผมสังเกตุจากใบหน้าของเขา คุยกันไปนานอย่างถูกคอเลยชวนกันไปกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารฝรั่งเศสพื้นเมือง (แท้) รสชาติอาหารอร่อยมากตามราคาของมันด้วย พอกินอาหารเสร็จเขาชวนเราทั้งสองให้ไปเยี่ยมอาร์ตสติวดิโอของเขา พร้อมชวนให้ที่พักอย่างดีหรูอย่างเต็มใจ นี่แหละครับศิลปินฝรั่งเศสมีใจกว้างมากอย่างนี้เอง เขาถึงได้ไปถึงระดับบันลือโลกได้ ด้วยเหตุฉะนี้เอง ซึ่งความจริงที่เป็นจริงในโลกศิลปะคือ ศิลปินทุกชาติทุกภาษา และทุกแขนงจะดีคนละอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าศิลปินทุกแขนงหรือแขนงเดียวกันมาร่วมด้วยกันให้ได้อย่างเช่นศิลปินฝรั่งเศสที่ผมเคยรู้จัก พวกเขาถึงได้ไปได้ไกลลิบ ๆ ได้สำเร็จ โปรดลองคิดทบทวนกันดูให้ดี ๆ จะมองเห็น ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ พลังทางศิลปะนั่นเอง

               เมื่อปีที่แล้วมีองค์การศิลปะที่ฝรั่งเศสมอบตำแหน่งศิลปินแห่งยุโรปให้ผม ซึ่งผมคิดว่านี่และมั้งที่เขาว่า พลังความสามัคคีทางศิลปะ คือถ้ามีศิลปินกลุ่มใหญ่ ๆ มารวมกันมันจะมีพลังเหลือคณานับได้ ไม่รู้นะครับ ผมเชื่ออย่างนี้ ส่วนใครจะคิดอย่างอื่น ๆ ก็แล้วแต่ใครจะมองเห็นกันเอง และขอให้ความคิดเห็นของทุกคนจงเจริญก็แล้วกัน

               ด้วยกาลเวลาอีกเหมือนกันที่อาร์ตมิวเซี่ยม Rijks Museum แห่งกรุงอัมสเตอร์ดัม ผมเคยไปดูภาพเขียน โดย Judith Leyster ศิลปินหญิงในศตวรรษที่ 16 ได้วาดภาพชื่อ Serenade ไว้เป็นคนนั่งดีด Lute เครื่องดนตรีโบราณ มีเสียคล้ายกีตาร์ ถ้าไม่มีกาลเวลาบันทึกเอาไว้เราจะไม่รู้ว่าเมื่อร้อยปีมาแล้ว มีศิลปินหญิง ชาวดัชต์ ผู้มีฝีมือเลิศอยู่ดังในภาพประกอบในสัปดาห์นี้