Get Adobe Flash player

ที่นี่อเมริกา (สารคดีชุดอาร์ตอินอเมริกา) โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

ในอดีตสมัยเมื่อผมยังหนุ่มแน่น เพื่อน ๆ มักตั้งฉายาเรียกผมว่า “จิตรกรหนุ่ม” เวลามีหนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์เลยพลอยตั้งฉายาให้ผมเหมือนเพื่อนเรียกผม แต่ต่อท้ายด้วย “ไฟแรง” รวมเป็น “จิตรกรหนุ่มไฟแรง” พอมาอยู่อเมริกา ชาวอเมริกันกลับจัดให้ผมเป็น “เอเซียนอเมริกัสอาร์ติส” หรือไม่ก็เรียกผมว่า “ไทย-อเมริกันอาร์ติส” ผมไม่เคยคิดอะไร ใครจะเรียกผมอย่างไรผมไม่เคยแคร์ ผมขออย่างเดียวอย่าเปลี่ยนตำแหน่ง อาร์ทิส Artist เป็นอื่น ๆ ก็แล้วกัน ผมคิดของผมคนเดียวถ้าใครมีอาชีพทางศิลปะสมควรมีไตเติล อาร์ทิส แค่นั้นก็พอเพียงแล้ว และแลดูน่าจะภาคภูมิใจกว่าอย่างอื่น ๆ นะครับ

 

                เมื่อผมกลายเป็นอินเตอร์เนชั่นนัลอาร์ติส เวลาอยู่ที่กรุงปารีส ชาวปารีเซียนจะเรียกผมว่า อาทิสเท่ Artiste ฟัง ๆ ดูมันรู้สึกได้เหมือนกันเพราะชาวยุโรปนับถือศิลปินทุกสาขาไฟอาร์ต ในสังคมชาวยุโรปไม่มีใครกล้าดูถูกเหยียดหยามอาชีพทางศิลปะ เพราะชาวยุโรปมีความคิดว่าคนที่เป็นศิลปินนั้นมีพรสวรรค์ Gifted มาจากสิ่งลึกลับไม่มีใครจะเป็นได้ทุกคนนั่นเอง (ยิ้ม) ใครที่เป็นศิลปินอยู่แล้วอย่าคิดมาก ไม่ว่าอาชีพอะไรในโลกนี้ไม่ลำบาก ที่นี่แอลเอ ชาวอเมริกันชอบกระเสือกกระสนให้เป็นศิลปินโดยไม่คิดว่าจะมีพรสวรรค์ หรือไม่ ชาวอเมริกันไม่สนใจ ผลลัพธ์ก็คือ ศิลปะในอเมริกันจึงมีแต่ศิลปะนามธรรม Abstract Work of Art เต็มไปหมด เพราะว่าชาวอเมริกันใจร้อนไม่สามารถจะเรียนวิชาศิลปะพื้นฐานแบบชาวยุโรป ชาวอเมริกันที่อยากจะเป็นศิลปินด้านวิช่วลอาร์ต (ทัศนศิลป์) เร็ว ๆ จึงต้องพึ่งศิลปะนามธรรมที่เราเรียกว่า Abstract Art กันเป็นแถว

ผมสังเกตและอยู่ในวงการศิลปะอเมริกัน (เต็มตัว) มาช้านาน พบว่าบางคนประสบความสำเร็จบางคนก็ล้มเหลวเยอะแยะไปหมด แต่ว่า...! ชาวอเมริกันเขาดี เขาช่วยพวกเดียวกันอย่างเหนียวแน่น ผลักดันพวกเดียวกันขึ้นไปสู่ความสำเร็จได้ รวมทั้งอาร์ตมิวเซียม และเอกชนต่าง ๆ ก็สนับสนุนเช่นเดียวกัน น่าภูมิใจแทนชาวอเมริกันจริง ๆ ใครที่ไม่เชื่อเรื่องที่ผมเขียนว่าอเมริกันชอบช่วยพวกเดียวกันอย่ามาว่าผมขอให้เป็นเรื่องทัศนคติส่วนตัวแล้วกันนะครับ ผมเขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวที่มองเห็นชัดเจนด้วยตาตนเอง เพราะฉะนั้นศิลปินที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันโดยกำเนิด และมีสีผิวแตกต่างต้องโชว์ความสามารถทางศิลปะอย่างสูงสุด และสามารถเอาชนะทางศิลปะให้ได้จะได้รับการยอมรับจากชาวอเมริกันอย่างสูงเหมือนกัน  ที่นี่แอลเอจะมีความยุติธรรมแต่ขึ้นกับความสามารถของศิลปินเป็นเกณฑ์ ชาวอเมริกันมีระบบความยุติธรรมแก่ศิลปินทุกชาติทุกภาษา และทุกคนสามารถเข้าเช็คความถูกต้องได้ตลอดเวลา ไม่มีปิดบัง หรือเล่นพรรคพวกใด ๆ นี่คือ Artist Right ของศิลปินตามกฎหมายของอเมริกันอยู่อีกด้านหนึ่ง

แต่ที่ผมเขียนว่าชาวอเมริกันชอบช่วยอเมริกันนั้น เป็นมุมมืดที่มองไม่เห็นในสังคมทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าใครเข้าสู่สังคมอเมริกันลึก ๆ จะมองเห็นอย่างผมเห็น (ไม่เสมอไป) ในปัจจุบันผมได้กลายเป็นศิลปินอเมริกัน และได้รับการยอมรับแล้วโดยผมใช้เวลากว่าสามสิบปีเชียวแหละครับ!!

เรื่องข้างต้นผมอยากเขียนให้ศิลปินรุ่นน้อง ๆ ให้รู้ไว้บ้างยังดีกว่าไม่รู้เลย อย่างน้อย ๆ จะได้ระมัดระวังตัวเอาไว้ก่อนที่จะลงลุยวงการศิลปะอเมริกัน ที่นี่แอลเอ ให้มันรวดเร็วยิ่งขึ้น ที่เยอรมันนี เรียกศิลปินในภาษาของเขาว่าKunstler คุ้นส์เลอร์ เวลาผมไปอยู่ที่นั่นผมมองเห็นชาวเยอรมันยกย่องศิลปินอย่างออกหน้าออกตาในสังคม ผมตั้งข้อสังเกตเอาเอง ด้วยเหตุนี้ละมั้งศิลปินชาวฝรั่งเศส และเยอรมันจึงอยู่ในระดับโลกมากกว่าศิลปินประเทศอื่น ๆ เพราะสังคมเขาสนับสนุนอย่างจริงจังนั่นเอง ปัจจุบันผมเข้าไปอยู่ในประเทศที่ผมเอ่ยผมยังพลอยก้าวขั้นสู่ระดับสูง (โลก) ได้ตามศิลปินของประเทศนั้นไปในตัวโดยไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ พอหันหลังมาดูเห็นตำแหน่งตัวเองติดอันดับไปด้วย ไม่ใช่คุยแต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักฐานอ้างอิงได้

อีกเรื่องหนึ่งอยู่ที่ที่นี่แอลเออีกเหมือนกัน คือ “โอกาสของศิลปินและผลงานทางศิลปะ” ต้องมีความสมดุลกันไม่ใช่มีโอกาสแต่ผลงานไม่ดี หรือมีผลงานศิลปะดี แต่ไม่มีโอกาสก็จบกันเหมือนกัน จริง ๆ แล้วชีวิตศิลปินเปรียบเหมือนนิยายของมนุษยจริงเกือบทุกคน ผมเองไม่เคยคิดเลยว่าผลงานภาพเขียนชิ้นเอก ๆ สำคัญ ๆ ที่เพียรพยายามกว่าหลายทศวรรษมันจะส่งผลได้ไกลลิบถึงขนาดนั้น ยกตัวอย่างผลงานภาพเขียนชุด “บูลเบิร์ด” ของผมที่คิดค้นพบที่ประเทศเยอรมันในปี ค.ศ. 1979 แล้วได้โชว์ที่อาร์ตมิวเซี่ยมที่กรุงปารีส ที่มีศิลปินระดับโมเน่ Monet เคยโชว์มาแล้วในอาร์ตมิวเซี่ยมเดียวกัน ในปี ค.ศ. 2009 มันเดินทางถึง 30 ปี จึงประสบความสำเร็จเข้าโชว์ในมิวเซียมสูงสุดของโลกแห่งหนึ่งได้นี่มันคือ นิยายจริงของมนุษย์จริงนั่นเอง เอาล่ะครับเขียนมากคนจะหมั่นไส้อีกตามเคย ใครจะว่ายังไงผมชอบนิ่งเงียบ Silent คือ ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ใช้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ไปตามกฎแห่งความจริง และถูกต้อง ผมมีความเชื่ออย่างแรงกล้า เป็นศิลปินต้องมีผลงานดีก่อนมีชื่อเสียง จะถูกต้องและเป็นอมตะครับผม

                การสร้างงานศิลปะให้ประสบความสำเร็จมันต้องสร้างจากจิตใจแท้จริงอย่างปราศจากความต้องการสิ่งใดตอบแทน แม้แต่เงินแลกกับผลงานศิลปะก็คิดไม่ได้ ถ้าคิดจะเกิดอีโก้ทำงานศิลปะแล้วกลายเป็นศิลปะไม่บริสุทธิ์ใจ คนที่บรรลุแล้วจะมีความเข้าใจดี แต่จะไม่มีใครกล้าพูด เมื่อเร็ว ๆ นี้มีนักวิจารณ์ศิลปะชาวอเมริกันประกาศยอมแพ้อย่างราบคาบ ไม่ยอมวิจารณ์งานศิลปินอเมริกันที่ไร้ศิลป์อีกต่อไป (ทนไม่ไหว) เพราะปัจจุบันมีแต่งานศิลปะไร้ศิลป์ทั้งนั้น หาศิลปะที่ดี ๆ ไม่มีอีกแล้ว ก็เท่านั้นเองครับ