Get Adobe Flash player

ศิลปะ และเรื่องส่วนตัว โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

 

               วันนี้เรื่องศิลปะของผมเป็นเรื่องส่วนตัวทางศิลปะเท่านั้น ไม่ใช่ส่วนตัวอื่น ๆ อย่างเข้าใจผิดนะครับ ผมก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ที่จะเขียนส่วนมากจะเขียนซ้ำๆ ซากๆ อยู่นั่นแหละ วนไปวนมาหันมาเรื่องส่วนตัวเองเขียนแล้วสบายใจไม่ต้องกลัวใครมาว่าได้ ก็เลยงัดเอาเรื่องศิลปะเก่า ๆ จากประสบการณ์ในอดีตมาเขียนดีกว่า ผมเกิดที่เมืองไทยเรียนศิลปะเบื้องต้นก็ที่นั่น พอเรียนจบชั้นสูงสุดเริ่มไปเรียนศิลปะที่ยุโรปศึกษาทั้งสถาบันศิลป์ และอาร์ตมิวเซี่ยมในปี ค.ศ. 2009  สามารถได้โชว์งานจิตรกรรมชื่อ “Kissing” ที่ Art En Capital Paris, Grand Palais ได้สำเร็จ

               ที่อาร์ตมิวเซี่ยมแห่งนี้มีศิลปินระดับโลกในอดีต อาทิเช่น  Monet ฯลฯ เคยโชว์มาแล้ว ผมทำได้แต่ไม่มีใครสนใจนอกจากอาร์ตมิวเซี่ยมแห่งนั้นได้ใส่ภาพ และชื่อของผมไว้ประดับโลกศิลปะ (จริง) เอาไว้ก็เท่านั้นเอง ใครว่ากาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ผมเองยังงงๆ อยู่ว่าจะจริงรึเปล่า ไม่รู้ซิ

               เรื่องข้างต้นเป็นเรื่องธรรมดาของผมคือ ทำอะไรได้อะไร ไม่มีใครสนใจผมเท่าไรไม่ใช่จะบ่นแต่ว่าเขียนเรื่องจริงไว้ในสังคมของเรา ประเดี๋ยวจะไม่มีใครรู้ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเด็กรุ่นใหม่มาสมทบสอนศิลปะแก่ชุมชน เธอทั้งสองนึกประหลาดใจทำไมจึงมีผม และศิลปินบ้านเดียวกันยังทำอาร์ตโปรเจคแก่ชุมชนอยู่น่าจะไม่มีแล้ว เพราะว่ามันธรรมดาเกินไป ผมได้แต่อมยิ้ม และหัวเราะหึ ๆ ในจิตใจ  ก็นี่แหละที่ผมอยากทำ เขาเรียกว่า “ปิดทองหลังพระ”  ใจของผมคิดว่าการปิดทองได้ไม่ว่าจะหน้าพระหรือหลังพระ น่าจะมีความสำคัญเท่ากัน จริงไหมครับท่านผู้อ่าน ทุกวันนี้ผมและศิลปินบ้านเดียวกันอยู่ในบ้านศิลปะ เรามีความสุขใจที่ได้ทำงานศิลปะจนได้อยู่ในอันดับสูงสุดของโลกศิลปะ คือได้โชว์ภาพเขียนที่ลูฟว์ กรุงปารีส

ทำไมลูฟว์จึงสำคัญ ผมไม่รู้นอกจากวงการศิลปะทั่วโลกยอมรับไม่มีใครเถียงว่าไม่ใช่เรื่อง ผมเลยกลัวเขียนออกไปที่เมืองไทยผมเป็นศิลปินกลุ่มแรกที่บุกเบิกศิลปะร่วมสมัยของไทย หลายคนรู้แล้วไม่บอกใครก็ได้ผมเดา ๆ เอา ถ้าไม่จริงอย่าคิดให้ลืมไปเสียเถอะเพราะว่ายังไง ๆ ผมก็ยังต้องทำงานศิลปะสร้างชื่อเสียงให้แก่วงการศิลปะของไทยต่อไป และต่อไป ไม่ช้าผมจะนำภาพเขียนไปโชว์ที่เมืองเบอร์ลินอีก พอได้รับอนุมัติวงการศิลปะถามว่าผมมาจากไหน ผมจะตอบว่าผมเกิดเมืองไทย และรักบ้านเกิดเมืองนอนของผมมาก ตอนนี้อยู่อเมริกา  สมัยเด็ก (อายุ 21-22) ผมรู้จักกับชาวฝรั่งเศส Mr. Bernard เขาทำนายผมไว้ว่างานศิลปะของผมจะไปได้ดี มีคนในสถานทูตฝรั่งเศสชอบงานของผม (ศิลปินไทย) ในตอนนั้นผมคิดว่า เอ๊ะ มีคนฝรั่งเศสมาซื้อภาพเขียนของผมเชียวรึเนี่ย เพราะว่าช่วงนั้นศิลปินไทยรุ่นนั้นมีแต่นักสะสมศิลปะชาวอเมริกันทั้งนั้นที่มาซื้องานงานศิลปินไทย ชาวฝรั่งเศสซื้องานศิลปะยากมากที่สุด ใครที่ยังไม่รู้ขอให้รู้ไว้ก็ดี

               ผมสอนศิลปะที่นี่อเมริกามา 30 กว่าปี มีชาวฝรั่งเศส 2 คนที่มาเรียนศิลปะกับผม นอกนั้นเป็นชาวอเมริกัน 100 เปอร์เซนต์ อ้อ มีลูกศิษย์ไทยอยู่บ้างเหมือนกัน เรื่องจริงฝรั่งเรียนศิลปะกับครูไทย แต่ไทยไปเรียนศิลปะกับครูฝรั่ง เป็นของธรรมดาของ “ค่านิยม” สมัยอยู่เมืองไทยมีไฮโซของเมืองไทยมาเรียนศิลปะกับผมมากทีเดียว ไม่ใช่จะไม่มีใครเรียนศิลปะเอาเสียเลย ศิลปินไทยทำได้มีศิลปินเยอะแยะที่ทำได้ แต่ผมไม่ได้เขียนถึงพวกเขา เพราะว่าไม่เห็นมีใครเขียนถึงผมบ้างมันก็เท่านั้น ผมอยู่ที่นี่มี นสพ.อเมริกัน มาสัมภาษณ์ไปลงข่าว รวมทั้งที่ยุโรปก็มี ผมเองปลงตก นานาจิตตังมานมนานแล้ว เห็นเป็นของปกติไปแล้วสำหรับผม สิ่งที่ผมทำได้อีกอย่างหนึ่งคือ ชื่อของผมลงอยู่ใน Art Catalog ของ Louvre Museum จัดแสดงโดย Social National Art แห่งฝรั่งเศส เวลาผมไปบรรยายศิลปะที่นี่ในอเมริกาผมต้องติดตัวเอาไว้ให้ผู้ฟังพิสูจน์ความจริง

               ศิลปินไทยทำได้มีหลายคนแน่ ๆ แต่ผมทำได้ถือเป็นเรื่องจริงที่ผมนำมาตีแผ่เอง เกรงว่าจะไม่มีคนเชื่อเพราะชื่อเสียงของผมมันไม่มีเอาเสียเลยที่เมืองไทยหลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านไป แต่ถ้าใครอยากจะรู้จักผมในอดีตลองพิสูจน์ได้ที่หอสมุดแห่งชาติน่าจะมีครับ