Get Adobe Flash player

ท่องไปในโลกศิลปะ โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

 

                ตอนผมเป็นเด็ก ๆ เรียนหนังสือกับคุณพ่อที่เป็นครูใหญ่โรงเรียนที่ผมเรียนอยู่ในสมัยนั้น การเรียนหนังสือของผมได้ผลดีมาตลอด ถึงเวลาสอบไล่ผมมักได้คะแนนดีจริง ๆ ไม่ใช่เป็นคะแนนลูกครูใหญ่นะครับ นอกจากนั้นลูกของคุณน้าหลายคนเป็นครูบ้าง เป็นศึกษาธิการจังหวัดบ้าง เรียกว่าผมเกิดมาจากตระกูลนักการศึกษาก็อาจกล่าวได้ ในปัจจุบันบรรดาหลาน ๆ ของผมหลายคนได้ข่าวว่า ทุกคนยังยึดอาชีพครูบาอาจารย์กันเหมือนสมัยผมยังไงยังงั้น แต่ว่า...ผมชอบศิลปะมาก คุณพ่อผมท่านตามใจผม จะเรียนอะไรก็ได้ คุณพ่อของผมขอให้ผมเรียนให้รู้เป็นครูเขานะลูก ผมจึงจำคำพูดของท่าน และประทับใจในตอนที่ว่า “ให้รู้เป็นครูเขา” ด้วยเหตุนี้เองแหละครับผมจึงกลายเป็นครูศิลปะมาตั้งแต่เมืองไทยตราบเท่าทุกวันนี้ ทั้งที่ยุโรป และอเมริกาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริง

                เพื่อน ๆ ของผมหลายคนเป็นศิลปินมีชื่อเสียง แต่เขาสอนศิลปะไม่ได้ เรื่องแบบนี้มันน่าสนใจจนผมได้ไปอยู่ที่ยุโรป เยอรมันนีกับฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ติด ๆ กัน ได้เรียนรู้ศิลปะ และเปิดโลกกว้างสุด ๆ เลยทำให้รู้ว่า การเรียนศิลปะมีหลายแบบที่ยุโรป ชาวยุโรปนิยมไปเรียนศิลปะที่อาร์ตสติวดิโอของศิลปินแบบไปสมัครเป็นลูกศิษย์เอาดื้อ ๆ คอยช่วยเหลือศิลปิน แต่อาศัยได้เรียนศิลปะ บางคนเป็นลูกศิษย์ผู้หญิงอาสาเป็นนางแบบศิลปะให้ศิลปินเขียนภาพเลย นั่นคือชีวิตศิลปินที่ยุโรป และโดยเฉพาะที่ “ปารีส” ที่ผมเคยไปอาศัยอยู่ทำงานศิลปะดำเนินตามรอยศิลปินระดับโลกศิลปะของฝรั่งเศส ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง และเรียนอย่างจริงจัง และตั้งใจ

ตอนนี้ผมอยู่อเมริกา ชาวอเมริกันนับถือศิลปินยุโรปเพราะเป็นตระกูลเดียวกันคือ ชาวอเมริกันเป็นผู้มีเชื้อสายมาจากยุโรปทั้งนั้นในสมัยก่อตั้งเมือง ผมไม่ใช่ชาวอเมริกันโดยกำเนิด ผมเป็นไทยโดยกำเนิด ผมเรียนศิลปะสากล และศิลปะไทยพร้อมกัน ผมชอบเรียนทั้งสองวิชา แต่ว่ามาถึงอาชีพทางศิลปะผมกลับยึดอาชีพศิลปินในศิลปะสากล เพราะว่ามีการยอมรับกว้างขวางกว่า ศิลปะไทยผมรักเพราะว่ามีเลือดไทย มีความเข้าใจลึกซึ้งในคุณค่าของศิลปินไทยดี เวลาผมไปบรรยายทางศิลปะแก่มหาวิทยาลัยทางศิลปะทั่ว ๆ ไปผมมักเอ่ยถึงศิลปะไทยคืออะไรอยู่เสมอ และนำเอาหนังสือศิลปะไทยติดตัวไปด้วย หลังบรรยายมีนักเรียนมาขอดู ทุกคนต่างพูดว่าเป็นศิลปะที่ละเอียดอ่อนมาก พวกลูกศิษย์ผมยกย่องศิลปะไทยมาก

ที่กรุงปารีส ผมมีอาร์ตสติวดิโออยู่ที่กลางกรุงปารีส ย่านลามอทพิเก้ เป็นย่านชาวปารีเซียน ทุกคนไม่ยอมพูดภาษาอื่นนอกจากภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น ผมพูดได้จึงสามารถอยู่รวมกับพวกเขาได้สบาย ๆ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้เลยสักคำเดียว คุณจะหาซื้อของใช้ต่าง ๆ ไม่ได้ นอกจากภาษาใบ้ ใช้มือประกอบ แต่ว่าคุณจะอธิบายว่าของที่คุณซื้อไม่ใช่ไม่ได้ จะสร้างความลำบากใจมากทีเดียว ขนาด “ข้าวสาร” ก็แย่แล้วไม่รู้จะเรียกอย่างไร เป็นต้น เพราะฉะนั้นทุกคนที่อยู่ปารีสต้องพูดภาษาฝรั่งเศสได้ทุกคน ผมยังนึกฝันไปว่าที่กรุงเทพฯ สมควรพูดภาษาไทยเท่านั้นจะดีไม่น้อยทีเดียว ทุกคนจะเกิดยกย่องภาษาไทยของเรา ถ้าใครอยู่ปารีสสมควรพูดภาษาเยอรมันได้ด้วยจะดี เพราะว่าเมื่ออยากจะไปเยอรมันหรือสวิสเซอร์แลนด์จะสะดวกใจ ผมเองพอเอาตัวรอดได้ อาศัยไปอยู่ที่นั่นเลยได้ภาษาท้องถิ่น ใครพูดภาษาอะไรก็พอเข้าใจ และพูดได้ ตอนนี้ผมได้หลายภาษาแล้ว เมื่อก่อนอยู่เมืองไทยเคยถามลูกศิษย์ว่า เธอพูดได้กี่ภาษา เธอตอบผมอย่างชัดเจนว่า “ห้าภาษา” ผมนึกนิยมเธอมาก นึกในใจว่า โอ้โห เก่งจริงนะเธอ แต่เมื่อไปอยู่ยุโรปเอง เลยหายสงสัย เพราะตัวเองยังพูดได้ถึงสามภาษาเข้าไปแล้ว เพราะความจำเป็นนั่นเอง คือจำเป็นต้องใช้ในอาชีพของตนเอง พูดไม่ได้หาเงินไม่ได้

ครับท่านผู้อ่าน ความจำเป็นของดีบางทีมันบังคับคนเราให้เป็นอะไรๆ ก็ได้ ผมเองตอนเรียนภาษาอังกฤษผมไม่อยากเรียนเลย แต่จำเป็นเพราะสอบชิงทุนได้ เขาให้เรียนฟรี พอมาถึงชีวิตตนเองขณะนี้ถ้ารู้หลายภาษาไม่อดตายครับ