Get Adobe Flash player

เรื่องศิลปะส่วนตัว (ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย) โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

 

                ความจริงแล้วชีวิตการเป็นศิลปินอาชีพของผมมีผู้มาขอสัมภาษณ์เหมือนกัน  แต่กลับสัมภาษณ์เป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ ภาษาไทยที่เมืองไทยบ้าง  และที่นี่มีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นมาสัมภาษณ์บ่อย ๆ ส่วนทีวีของไทยที่นี่ ผมถูกสัมภาษณ์บ่อย ๆ เช่นกัน ซึ่งการสัมภาษณ์ศิลปินสาขาต่าง ๆ เป็นของสำคัญในชุมชน เท่าที่ผมมีประสบการณ์ที่ยุโรป และอเมริกา การสัมภาษณ์ศิลปินนั้น ผู้สื่อข่าวถือว่าจำเป็นต้องแนะนำศิลปินแก่ชุมชน เพราะว่า “ศิลปะคืออาหารจิตใจ” การแนะนำศิลปินให้ชุมชนรู้จักก็เท่ากับช่วยส่งเสริมจิตใจของชุมชนให้ไปสัมผัสศิลปินเอาเอง ผลดีที่สุดทำให้ชุมชนมีคุณภาพครบถ้วนที่สมควรจะมี และเป็นไปอย่างนั้น นี่คือสังคมตะวันตกเขานิยมทำกัน

                เรื่องศิลปะ และวัฒนธรรม หลายคนอาจไม่ถนัดเพราะธรรมเนียมไทย ๆ ถือว่าไม่สำคัญเท่าเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญกว่าศิลปะ แต่มุมมองผมกลับเห็นตรงกันข้าม อย่างที่ฝรั่งเศสดินแดนที่ผมถือเป็นบ้านที่สามรองจากประเทศไทยบ้านเกิดเมืองนอน ที่นั่นนะครับเขาถือว่าศิลปะสำคัญสูงสุดเลยแหละครับ เวลาผมไปแสดงภาพเขียนที่ลูฟว์ (Louvre) แห่งกรุงปารีส หรือ “พารี” ที่ชาวฝรั่งเศสเรียกตัวเองอย่างนั้น คนไทยที่กรุงเทพฯ เรียกตัวเองว่า “คนกรุงเทพฯ” ไม่รู้นะ สมัยผมอยู่กรุงเทพฯ เมื่อก่อนมาอเมริกาเขาพูดกันอย่างนั้น ผมเป็นคนสองฉายา เป็นคนแปดริ้ว และคนกรุงเทพฯ สองเมืองเท่านั้นที่ผมอยู่มาก่อนมาอเมริกา พอมาอาศัยอยู่ที่นี่ผมกลายเป็นคนเวนิช เพราะมีบ้านอยู่ที่นั้น แต่พอจะตอบคนไทยที่เมืองไทยต้องตอบว่าอยู่แอลเอ คนไทยจึงจะรู้จักไปทั่ว ไม่ยังงั้นเขาจะงงๆ เพราะเขารู้จักแต่เมืองแอลเอมากกว่าเมืองอื่น ๆ

                เวลาผมไปแสดงภาพเขียนที่ลูฟว์มิวเซี่ยมพบคนฝรั่งเศส และชาวยุโรป ต้องตอบชาวยุโรปว่าเป็นศิลปินจากไทยแลนด์เดีย ทุกคนจะร้องเสียง “เยส” หรือ “หวี” ในภาษาฝรั่งเศส จิตใจส่วนลึกของผมแน่นอนล่ะครับ คือ ชอบภาษาไทยเป็นภาษาที่เกิดมาจากบรรพบุรุษที่ผมชอบมาก เพราะว่าเข้าใจภาษาได้ลึกซึ้งกว่าภาษาอื่น ๆ ที่เพิ่งเรียนรู้ และพูดได้ถึงพูดได้จริงอาจจะแพ้คนที่เกิดมาจากภาษาดั่งเดิม เช่น ฝรั่งพูดไทยได้ชัด เข้าใจทะลุปรุโปร่ง แต่ว่าบางครั้งยังไม่เข้าใจสำนวนไทยเก่ง ๆ เท่าเราพูดกัน ผมสังเกตุดูแล้วว่าจริง แต่ถ้าเกิดสมรสกับคนไทยอาจจะเข้าใจดีกว่า ผมเองมีลูกศิษย์เป็นคนอเมริกันเยอะ เวลาพูดกับลูกศิษย์บ่อย ๆ เข้าทุกวีทุกวัน กลายเป็นคนพูดภาษาอเมริกันไม่ต้องคิดแบบภาษาไทย นึกจะพูดอะไรก็พูดออกไป แต่กว่าจะได้กาลเวลาผ่านไปหลายสิบปีทีเดียว แต่ผมยังไม่แน่ใจว่าจะรู้จริงรึเปล่า เพราะยังไง ๆ ก็ไม่ใช่ภาษาแม่ของเรานั่นเอง ชีวิตประจำวันของผมวัน ๆ หนึ่ง ผมจะสอนศิลปะแก่ชาวอเมริกัน ซึ่งจะคือเป็นอาชีพรองมาจากเป็นศิลปินไทย ภาพเขียนเลี้ยงชีพก็อาจกล่าวได้

                ภาพเขียนของผมมีนักสะสมศิลปะมาซื้อไปเก็บเป็นสมบัติศิลปะ ภาพเขียนในปัจจุบันของผมมีค่าไปตามอายุของผม และผลงานในอดีต และปัจจุบัน สูงสุดคือ ได้นิทรรศกาลภาพเขียนร่วมกับศิลปินแห่งชาติฝรั่งเศสที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ซึ่งวงการศิลปะถือว่าเป็นหนึ่งในศิลปะทั่วโลก ยอมรับถ้าจะพูดแบบคุยผมถือว่าผมเป็นศิลปินคนแรกที่ได้เข้าโชว์ภาพเขียนที่ลูฟว์ ส่วนศิลปินคนอยู่บ้านเดียวกันต่อมาได้รับอนุมัติให้ได้โชว์ที่ลูฟว์ และ Grand Palai Art Museum ที่ศิลปินอย่างเช่น Monet และ Renoir เคยแสดงมาแล้วเป็นเครื่องยืนยันความสำคัญ

                ผมเป็นคนไม่มีใครสนใจ มีผลงานดีเด่นขนาดไหน ไม่มีใครสนใจ มีแต่ชาวอเมริกัน และชาวยุโรปคอยสนับสนุน โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสยอมรับให้ผมเป็นสมาชิกหอศิลป์แห่งชาติของเขาเลยอย่างปราศจากพรรคพวก หรือคนรู้จักได้ เพราะผลงานศิลปะส่วนตัวจริง ๆ ครับ