Get Adobe Flash player

Paris บ้านที่สาม โดย อ.วิบูลย์ วันประสาท

Font Size:

 

กรุงปารีส เปรียบเสมือนบ้านที่สามของผม บ้านแรกคือบ้านเกิดเมืองนอน คือจังหวัดฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว) ต่อมาบ้านที่สองอีกก็คือ กรุงเทพฯและเมืองนนทบุรี บ้านที่สามคือ แคลิฟอร์เนียและปารีส การที่ผมรวมเอาไว้สองเมืองให้เป็นบ้านที่สามเพราะว่าผมอยู่แอลเอ, เวนิส, แคลิฟอร์เนีย แต่ว่าไปๆมาๆปารีสบ่อยๆ จนรู้จักปารีสเท่าๆกับบ้านเกิด นอกจากภาษาฝรั่งเศสเท่านั้นที่ยังพูดงูๆ ปลาๆอยู่ ส่วนภาษาอังกฤษ กลายเป็นภาษาพูดที่สองได้คล่องแคล่วไปแล้ว การที่พูดได้คล่องเหมือนภาษาตัวเองก็เพราะผมเป็นผู้สอนศิลปะ (ภาพเขียน) แก่ชาวอเมริกันมา 36 ปีแล้วล่ะครับ

แต่ละวันผมไม่ต้องตระเตรียมการสอนหรือเตรียมภาษาที่สองก่อนสอนแต่อย่างใดและในอดีตผมก็เป็นครูสอนศิลปะให้ รร.นานาชาติ และสอนศิลปะแก่นักเรียนต่างชาติมาแล้วที่เมืองไทย ภาษาอังกฤษกับผมจึงคุ้นเคยกันมานานตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนศิลปะและยังมีอายุน้อย และสิ่งสำคัญสูงสุดคือผมเคยได้รับทุน AID ให้ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ AUA จนต้องสอบผ่านให้ได้ในชั้นสูงสุดของสถาบันภาษาของอเมริกันที่กรุงเทพฯ ผมสอบผ่านได้อย่างดีอีกแล้วเช่นกัน

เมื่อผมมาถึงอเมริกาใหม่ๆ คนถามผมว่าพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? ผมไม่รู้จะตอบอย่างไรดีเพราะว่าถ้าเราไปอยู่ที่ไหนสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องพูดภาษาที่เขาพูดกันได้ อาทิ เช่น ผมไปอยู่ที่ปารีสเป็นต้น ผมก็ต้องพูดภาษาฝรั่งเศสเป็น แต่ว่าภาษาฝรั่งเศสไม่ใช่ของง่ายๆ เพราะว่าคนไทยไม่มีการสอนภาษาฝรั่งเศสในช่วงชั้นประถมและมัธยมอย่างเช่นภาษาอังกฤษในปัจจุบันเมื่อผมมีโอกาส หลายคนถามผมว่าใช้ภาษาอะไรสอนผมจะโต้ตอบว่าชาวอเมริกันพูดยังไงผมก็สอนเขาในภาษาเดียวกันนั่นแหละครับ ทั้งที่ผมทั้งแสลงลึกๆก็ยังพอพูดได้อีก เพราะว่าในปัจจุบันผมมีอาร์ตสตูดิโอรวมอยู่กับศิลปินทีมอเมริกัน เกิดเป็นสังคมใกล้ชิดใช้ภาษาเดียวกันตั้งแต่เช้ายันเย็นกลับไปบ้านถึงได้พูดภาษาไทยผสมภาษาอังกฤษ กับศิลปินบ้านเดียวกันซึ่งเธอเป็นศิลปินที่มีความสามารถเข้าร่วมนิทรรศการภาพเขียนที่ลูฟว์มิวเซียมแห่งปารีสได้ เป็นเครื่องพิสูจน์ ผมและเธอยึดอาชีพทางศิลปะมาช้านานด้วย ความสามารถของตนเองแท้ๆ ในช่วงมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ พบเพื่อนศิลปินไทยอยู่บ้างและได้รับคำแนะนำแต่ผมต้องไปหางานทำอย่างอื่นจนมีคนมาพบความสามารถของผมตั้งแต่บัดนั้นมาจนปัจจุบัน ผมกลับเป็นผู้สอนชาวอเมริกันศิลปินไปแล้ว

                มีเรื่องจริงอยู่เรื่องหนึ่ง ผมมาอยู่อเมริกาใหม่ๆมีคนถามว่า “ผมพูดภาษาอังกฤษได้ไหม?” ผมบอกว่าได้สบายเลยเพราะเคยได้รับทุน AID จากอเมริกาให้ไปเรียนต่อ ก่อนไปผมต้องเรียนภาษาอังกฤษ และต้องสอบผ่านให้ได้ ในช่วงก่อนเข้าเรียน ผมพบครูภาษาอังกฤษที่เคยซื้อภาพเขียนของผมไป พอเจอหน้าเธออุทาน “โอ ยู” และยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน เพราะเธอจะเป็นผู้สอนภาษาอังกฤษที่เอยูเอให้ผม จากผู้ที่ซื้องานศิลปะภาพเขียนของกลับกลายมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้ผม น่าประหลาดในชีวิตจริงของผมจังเลย

                เมื่อคราวไปโชว์ภาพเขียนที่ลูฟว์ มีชาวยุโรปมาบอกว่าฝีมือของศิลปะภาพเขียนของผมดีมาก น่าจะลองส่งใบสมัครไปขอแสดงภาพเขียนที่ลูฟว์ดูซิ ต่อมาผมได้รับอนุมัติให้ได้โชว์จริง มีงานศิลปะที่ดีไม่ต้องมีพรรคพวกก็ได้นี่คือชีวิตศิลปินนะครับ