Get Adobe Flash player

พาฝรั่งเรียนรู้วิถีไทยในเมืองตราด 1 โดย เอ สุริยะ

Font Size:

เพิ่งกลับจากทริปท่องวิถีไทย เรียนรู้การท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ตามชุมชนต่างๆ ในจังหวัดตราด ไปคราวนี้ก็ไม่ได้ไปคนเดียว แต่ได้พาสื่อชาวอเมริกันไปด้วย รวมทั้งหมด 5 คน ในโครงการท่องเที่ยวในเส้นทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งไปสมทบกับ ททท.สำนักงานในภูมิภาคยุโรปอีกหลายสำนักงานที่ต่างก็นำสื่อมวลชนไปเรียนรู้และนำกลับไปเผยแพร่ยังประเทศของตน โดยในโครงการนี้แบ่งเป็น 3 เส้นทาง คือ ตราด เลย และสมุทรสงคราม ซึ่งทั้ง 3 เส้นทางเป็นเส้นทางที่อยู่ในแคมเปญ 12 เมืองต้องห้ามพลาดด้วย สำหรับทริปจังหวัดตราดครั้งนี้ นอกจาก ททท.สำนักงานลอสแอนเจลิสจะพาคณะสื่อมวลชนจากอเมริกาไปแล้ว ยังมีจาก ททท.สำนักงานโรม อิตาลี และ ททท.สำนักงานลอนดอน สหราชอาณาจักรไปด้วยกัน รวมประมาณ 20 คน สื่อแต่ละท่าน บางคนก็เดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งแรก บางคนก็มาเที่ยวหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีใครที่เคยท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดชุมชน เรียนรู้วิถีชาวบ้านแบบนี้มาก่อน เลยทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นและพร้อมที่จะลุยไปทุกหนทุกแห่งครับ

เริ่มงานวันแรก ททท.สำนักงานใหญ่ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับสื่อมวลชนและแนะนำทั้ง 3 เส้นทางให้สื่อมวลชนได้รับรู้ว่าจะต้องเจออะไรกันบ้าง โดยมีนางจำนงค์ จุณณะปิยะ ผู้อำนวยการภูมิภาคอเมริกาและ นางนลินี ปาณานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง ณ โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส กรุงเทพฯ

วันรุ่งขึ้น คณะเตรียมตัวออกเดินทางตั้งแต่เช้า ในเส้นทางตราดต้องรีบออกแต่เช้าตรู่เพื่อให้ทันสายการบินบางกอกแอร์เวย์เที่ยวบินที่ PG301ซึ่งบินตรงไปถึงเมืองตราดเลย ใช้เวลาเพียง 40 นาที เท่านั้นเอง (ซึ่งหากนักท่องเที่ยวจะเดินทางโดยรถยนต์ จะต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง) เมื่อถึงตราดแล้ว เรามุ่งหน้าไปยังชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านน้ำเชี่ยวเป็นอันดับแรก ซึ่งอยู่ในอำเภอแหลมงอบ ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวเป็นชุมชนริมคลองที่มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม คือ ไทยพุทธ มุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งมีความเป็นอยู่ร่วมกันอย่างสันติณ ริมคลองน้ำเชี่ยว เห็นได้จากมัสยิดอัลกุบรอ วัดน้ำเชี่ยว และศาลเจ้าเช็งจุ๊ยโจ๊วชือ ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันบนดินแดนเลียบสองฝั่งคลองแห่งนี้ โดยมีกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในชุมชนต้องการอนุรักษ์ความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมและรักษาธรรมชาติของคลองน้ำเชี่ยวให้คงความใสสะอาด จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านน้ำเชี่ยวใครที่มีศักยภาพหรือความสามารถพิเศษด้านไหน ก็มาร่วมมือกัน เช่น กลุ่มโฮมสเตย์ กลุ่มอาหาร กลุ่มเรือเล็ก กลุ่มภูมิปัญญาท้องถิ่นงอบใบจาก กลุ่มตังเมกรอบ กลุ่มผลิตภัณฑ์โอท็อป และกลุ่มเด็กๆ เจ้าบ้านน้อย ที่พานักท่องเที่ยวปั่นจักรยานเที่ยวชมรอบๆ หมู่บ้าน ด้วยวิถีชีวิตที่ต่างศาสนาแต่สามารถอยู่รวมกันเป็นหนึ่งได้อย่างสงบงาม 

กิจกรรมที่เตรียมไว้ให้สื่อได้เรียนรู้ที่ชุมชนนี้คือการชมการสาธิตและทดลองทำข้าวเกรียบยาหน้า ในสมัยโบราณ ชาวมุสลิม (แขกจามเชื้อสายมลายู) ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านน้ำเชี่ยว ได้นำวัฒนธรรมการกินของตนเข้ามาด้วย นั่นคือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ที่มีลักษณะคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อของชาวเวียดนาม ต่อมาเมื่อทำกินกันมากๆ แป้งที่เหลือจากการทำข้าวเกรียบ ถูกประยุกต์โดยนำไปตากแดดเป็นแผ่นแห้งๆ ขณะเดียวกัน ชาวมุสลิมเห็นว่าบ้านน้ำเชี่ยวนั้นมีมะพร้าว มีกุ้งเยอะ เลยนำมาดัดแปลงทำเป็นขนม โดยใช้น้ำตาลอ้อยมายาที่ตัวแป้งเพื่อให้มะพร้าวกับกุ้งติดกับตัวแป้ง จึงเป็นที่มาของชื่อ “ข้าวเกรียบยาหน้า” ขนมชนิดนี้ห่างหายไปนาน แต่ยังมีบางบ้านที่ยังทำให้ลูกให้หลานกินอยู่ เมื่อมีการท่องเที่ยวเข้ามา กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ฯ อยากรักษาวัฒนธรรมนี้ไว้ จึงนำมาสาธิตให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิธีการทำและบอกเล่าประวัติความเป็นมาอย่างน่าภูมิใจ นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตและทดลองทพตังเมกรอบอีกด้วย และที่พลาดไม่ได้คือการชมการสาธิตการทำงอบใบจาก ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านน้ำเชี่ยวแห่งนี้งอบบ้านน้ำเชี่ยวเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่สืบทอดมาแต่โบราณ และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้กับชุมชนเป็นอย่างมาก โดยมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ คือ ในสมัยโบราณที่ชาวจีนเข้ามาติดต่อค้าขายได้ใส่หมวกทรงสูง ชาวบ้านน้ำเชี่ยวเห็นจึงประยุกต์โดยการนำใบจากที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นจำนวนมากมาสานเป็นงอบ ซึ่งใบจากมีคุณสมบัติพิเศษคือทนแดด ทนฝน และไม่เป็นเชื้อรา และด้วยภูมิปัญญาสร้างสรรค์ของคนบ้านน้ำเชี่ยว จึงมีการออกแบบงอบในรูปทรงต่างๆ เพื่อการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

เสร็จจากการทำงอบแล้ว ผมก็พาสื่อล่องเรือชมการสาธิตการจับหอยปากเป็ด หรือบางคนเรียกว่า หอยราก ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่มีลักษณะคล้ายคลึงหอยสองฝา ฝังตัวอยู่ในทรายเลนใต้ทะเลบริเวณที่ไม่ลึกมาก วิธีการจับนั้นง่ายมาก เพียงยืดเท้าลงไปในเลน หากสัมผัสได้ว่ามีหอยอยู่ จะใช้วิธีดำลงไปเก็บ หรือจะใช้เท้าคีบขึ้นมาก็ได้ หอยปากเป็ดที่จับมาได้นั้น ชาวบ้านน้ำเชี่ยวนิยมนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น หอยปากเป็ดผัดฉ่า หอยปากเป็ดยำใส่ระกำ เมื่อชมการจับหอยเสร็จแล้ว ก็ล่องเรือชมป่าชายเลน และสื่อยังได้ช่วยกันปลูกป่าโกงกางอีกด้วย

หลังจากเหนื่อยกับการทำกิจกรรมที่ ททท. จัดให้แล้ว ชาวบ้านในชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวก็จัดเตรียมอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นที่หาได้ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผัดไทยสูตรเมืองตราด ห่อหมก ต้มยำทะเล สื่อทุกท่านรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เราแจกจักรยานให้คนละคัน เพราะถึงเวลาปั่นจักรยานชมหมู่บ้าน ซึ่งก็ทำให้เพลิดเพลินเจริญใจไปตามๆ กัน

ความงดงามของบ้านน้ำเชี่ยว ไม่ใช่แค่ธรรมชาติโดยรอบ แต่ยังมีวิถีของชุมชน 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การมาเที่ยวชมภายในชุมชนนั้น ไม่สามารถนำรถยนต์เข้ามาได้ เพราะมีเพียงทางเดินปูนเล็กๆ เลียบริมคลองและลัดเลาะไปตามซอยต่างๆ หรือแม้แต่สะพานที่ใช้ข้ามสองฝั่งคลอง ยังเป็นสะพานขนาดเล็กไว้สำหรับคนสัญจรไปมาเท่านั้น แต่มีความพิเศษคือ สูงจากระดับน้ำถึง 6 เมตร เพื่อให้เรือประมงผ่านไปมาได้ จึงเป็นสะพานที่มีความแคบ เล็ก และสูง เวลาเดินบนสะพานอาจเกิดความหวาดเสียว ชาวบ้านแถบนั้นเรียกสะพานนี้ว่า สะพานวัดใจ ดังนั้นวิธีการเที่ยวชมบ้านน้ำเชี่ยวที่ดีที่สุดคือการเดินเท้า นอกจากจะเป็นการเที่ยวแบบโลว์ คาร์บอน (Low Carbon) แล้ว ยังจะได้พูดคุย ทักทาย สังเกตวิถีความเป็นอยู่ของชาวพุทธ ชาวมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด เช่น จะเห็นได้ว่าร้านรวงต่างๆ มีแม่ค้าเป็นชาวมุสลิม แต่คนมาซื้อเป็นชาวพุทธ หรือบ้านใครที่กำลังทำขนม ทำอาหาร ร้อยมาลัย หรือกิจกรรมเกี่ยวกับชุมชน ก็จะมีทั้งชาวพุทธและมุสลิมนั่งล้อมวงช่วยกันทำด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส นอกเหนือจากวิถีชุมชนแล้ว หากมาในช่วงเช้า อาจได้เห็นเรือประมงมาเทียบท่า นำของทะเลสดๆ ขึ้นบนฝั่ง เป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมงที่ยังคงไว้อย่างดั้งเดิมด้วยเช่นกัน และสิ่งที่สำคัญเมื่อมาถึงบ้านน้ำเชี่ยว จะเห็นมัสยิดอัลกุบรอตั้งตระหง่านอยู่ริมคลอง เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์อันสำคัญของบ้านน้ำเชี่ยว คือ เป็นมัสยิดเก่าแก่แห่งแรกของภาคตะวันออกมีอายุกว่า 200 ปี การได้มาเดินเที่ยวในชุมชนนี้ ทำให้อิ่มเอมใจ และอัศจรรย์ใจกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่อบอุ่น กับความรัก ความสามัคคีที่มีให้กัน ถึงแม้จะเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ แต่มีพลังอันยิ่งใหญ่ ที่รู้จักรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของตนไว้อย่างเหนียวแน่น

ทริปนี้ยังไม่จบแค่วันเดียวครับ ฉบับหน้า จะพาท่านผู้อ่านเที่ยวชมชุมชนอื่นๆ ในจังหวัดตราดอีก รับรองว่าน่าสนใจไม่แพ้กันครับ ทริปหน้านี้ สื่อต่างชาติวี้ดว้ายกระตู้วู้กันเป็นพิเศษ โปรดติดตามครับ

สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลอสแอนเจลิส  โทร : 323.461.9814 

หรือที่ na.tourismthailand.org

ขอบคุณ7greens.tourismthailand.org