Get Adobe Flash player

พาฝรั่งเรียนรู้วิถีไทยในเมืองตราด 2 โดย เอ สุริยะ

Font Size:

ฉบับที่แล้ว ผมพาคุณผู้อ่านเที่ยวเพลินๆ ไปเรียนรู้ชุมชนและระบบนิเวศในจังหวัดตราด สื่อต่างชาติที่พาไปในทริปนี้ มีความประทับใจมาก สนุกสนานจนลืมอาการเจ็ทแลคกันเลยทีเดียวล่ะครับ มาถึงฉบับนี้ ผมจะพาทุกท่านไปเรียนรู้อีกแห่งหนึ่งครับ “นิเวศพิพิธภัณฑ์บ้านช้างทูน” คือชื่อสถานที่แห่งนี้ อยู่ในอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งงงครับ ว่าสถานที่แห่งนี้คืออะไร ชุมชนบ้านช้างทูนได้นำแนวคิด “นิเวศพิพิธภัณฑ์” (Eco-museum) มาพัฒนาชุมชนของตนเป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 20 เช่น ในฝรั่งเศส อังกฤษ เกาหลี นิเวศพิพิธภัณฑ์จะมีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชีวิต มีชาวบ้านทำหน้าที่คล้ายภัณฑารักษ์ คอยดูแลและบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้ฟัง โดยผู้มาเยือนจะได้สัมผัสประสบการณ์ตามวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง และมีส่วนช่วยชุมชนรักษาสิ่งแวดล้อมและสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านกิจกรรมเชิงจิตอาสาอีกด้วย โดยชนพื้นถิ่นดั้งเดิมของชุมชนบ้านช้างทูนคือ ชาวชอง ซึ่งสืบเชื้อสายจากเขมรและลาว มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และวิถีชีวิตที่พึ่งพิงธรรมชาติ

เมื่อทุกคนมาถึงนิเวศพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นเป็นกันเอง เมื่อชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ลูกเด็กเล็กแดงใส่เสื้อคอกระเช้า นุ่งโจงกระเบน มายืนคอยต้อนรับ และพูดคำว่า สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ ในสำเนียงเหน่อแบบเมืองตราด ก่อนที่สื่อจะได้ร่วมทำกิจกรรมของชุมชน ก็จะมีการนำเสนอเรื่องราวและประวัติความเป็นมาของสถานที่นี้ โดยคุณวรนิติ กายราศ อดีตผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ซึ่งท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งนิเวศพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยมีน้องภูพิงค์ กายราศ ผู้เป็นบุตรสาว ที่เป็นแรงผลักดันและต้นคิดในการนำแนวคิดนี้เข้ามาในประเทศไทย

หลังจากฟังเรื่องราวอย่างย่อๆ แล้ว เราก็เริ่มต้นทำกิจกรรมอย่างแรก คือ การทำยาดมบุฟเฟ่ต์ โดยใช้สมุนไพรที่มีในท้องถิ่นมาทำ โดยเราสามารถเลือกใส่สมุนไพรตัวที่ชอบได้อย่างจุใจ บรรจุไว้ในขวดเล็กๆ กะทัดรัด แล้วก็มาถึงกิจกรรมไฮไลท์ ที่สาวๆ สื่ออเมริกันของผมตื่นเต้นกระดี๊กระด๊าอยากทำมากที่สุด นั่นคือการทำสปาสุ่มไก่ หรือ สปาเดอชอง ซึ่งเป็นการทำสปาสมุนไพร ที่รวบรวมสมุนไพรกว่า 32 ชนิดมาไว้ด้วยกัน โดยจุดเด่นของสปาที่นี่คือ จะทำสปาในสุ่มไก่ขนาดใหญ่ ที่สามารถโผล่หัวออกมาได้ ดีหรือไม่ดีอย่างไร ผมก็ได้ยินสาวๆ พูดออกมาไม่หยุดปากว่า “ Oh My God! I love it”หลังจากผ่อนคลายกับสปาแล้วผ่อนคลายกันต่อกับการนวดจับเส้นผ่อนคลายด้วยการจับเส้นแผนชอง หรือนวดตัวด้วยน้ำมัน สื่อแต่ละคนนอนหลับตาพริ้มยิ้มกริ่มอย่างสบายใจเลยล่ะครับ

จากนั้น เมื่อเสร็จจากการนวดแล้ว ก็ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวันกันแล้ว ผมได้กลิ่นหอมๆ มาจากครัว แม่ครัวได้ทำอาหารที่เป็นเมนูพื้นบ้านต้นตำรับชาวชอง  เช่น แกงไก่ใส่กล้วยพระ หมูคั่วเกลือ ผักน้ำพริก ข้าวเหนียวมูล ตามด้วยสับปะรดสีทอง ผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองตราด ฤดูกาลนี้เป็นช่วงเงาะ มังคุดพอดี เลยได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย พวกเราสนุกสนานกับการอธิบายวิธีการรับประทานมังคุดและเงาะให้ชาวต่างชาติ ทุกคนบอกว่าคุ้มจริงๆ ได้รับประทานสดๆ จากต้น และไม่แพงเหมือนในอเมริกา

เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว เราไม่รอช้ากระโดดขึ้นรถสามล้อเครื่อง หรือคนที่นี่เรียกกันว่า รถชาเล้งเจอร์ ตะลอนไปในหมู่บ้านจุดหมายต่อไปของเราคือ “การทำฝายชอง” เป็นการทำฝายชะลอน้ำเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ซึ่งฝายชอง จะสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ โดยชาวบ้านจะนำใบระกำมาสานต่อๆ กัน ใช้ก้านของใบระกำมากลัดให้ติดกันเป็นแผง เมื่อได้แผงแล้วก็นำเถาชงโค เป็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่มีเปลือกเหนียว ทนแรงดึงสูงมาใช้แทนเชือก จากนั้นจึงนำแผงจากใบระกำที่สานไว้ไปผูกกับไม้และเถาชงโค ก็จะได้ฝายกั้นน้ำจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีคุณค่าจริงๆ 

หลังจากทำฝายกันน้ำเสร็จแล้ว กิจกรรมต่อไปก็คือ การ “ร่อนพลอยแดง” พลอยแดงหรือทับทิมสยามแห่งเมืองตราด ปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่มากนัก ซึ่งชาวบ้านจะใช้เครื่องสานโบราณในการร่อน เริ่มจากโกยหินในน้ำมาใส่ที่ร่อน แล้วก็ทำการร่อนในน้ำให้โคลนที่ติดมาหลุด จากนั้นก็มาเลือกพลอย โดยคุณป้าที่สอนการร่อนพลอยบอกเราว่า ให้สังเกตดีๆ พลอยจะมีสีแดง และสะท้อนกับแสงแดด หาไปไม่นานก็เจอพลอยแดงเม็ดเล็กๆ หลบซ่อนอยู่ตามหินกรวดเต็มไปหมด ไม่น่าเชื่อเลยว่าลำธารเล็กๆ จะมีพลอยอยู่จริงๆ สร้างความตื่นเต้นให้กับสื่อเป็นอย่างมาก ต่างคนต่างโกยหินมาร่อนกันใหญ่ เผื่อได้เจอพลอยแดงกับเขาบ้าง

กิจกรรมท้ายสุดของวันนี้ คือการทำสปาโคลนขาว อยู่แถวริมแม่น้ำที่ร่อนพลอยนั่นเอง โคลนขาวในบริเวณนี้ จะมีแร่ธาตุที่ดีต่อสุขภาพผิว สามารถพบได้บริเวณนี้เท่านั้น เด็กๆ ที่มาทำสปาโคลนให้ ก็เป็นเด็กนักเรียนในชุมชนบ้านช้างทูนแห่งนี้ ที่จะเป็นผู้บรรจงทาโคลนขาวบนผิวกายของผู้มาเยือน จากนั้นจะขัดผิวด้วยเถาขี้แรด ซึ่งเมื่อโดนน้ำจะมีฟอง คล้ายเป็นสบู่ตามธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีเจือปน  หากในวันธรรมดาที่มีนักท่องเที่ยวมา โรงเรียนในชุมชนจะอนุญาตให้เด็กมาทำงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา แต่เป็นการฝึกให้เด็กรู้สึกสำนึกรักบ้านเกิด รักภูมิปัญญาชาวบ้าน และวิถีชีวิตในท้องถิ่นของตัวเอง เมื่อโตขึ้นก็จะรู้สึกรักและหวงแหน และกลับมาพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญยิ่งขึ้น นับว่าเป็นแนวคิดที่ดีมากนะครับ

เสร็จกิจกรรมสำหรับวันนี้ สื่อทั้งหลายกอดคอร่ำลาพี่ป้าน้าอาชาวชุมชนบ้านช้างทูน แม้ว่าจะสื่อสารกันคนละภาษา แต่ไม่ใช่อุปสรรคใดๆ สายตาชาวบ้านและสื่อต่างชาติที่มองกันด้วยความอิ่มเอมของการเป็นผู้รับและผู้ให้ ดูก็รู้ว่า ต่างฝ่ายต่างมีความสุข และหวังว่าคงได้พบกันอีกในวันข้างหน้า

ยังไม่จบนะครับ ฉบับหน้า ผมจะพาทุกท่านไปเรียนรู้วิถีชีวิตของอีกชุมชนหนึ่งในจังหวัดตราดเช่นกัน รับรองว่า น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยครับ

สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลอสแอนเจลิส  โทร : 323.461.9814 

หรือที่ na.tourismthailand.org

ขอบคุณ 7greens.tourismthailand.org