Get Adobe Flash player

หยุดเวลาที่เมืองปอน โดย เอฟ ปฏิภาณ

Font Size:

                  กลับมาอีกครั้งสำหรับคอลัมน์ทอดน่องท่องไทย แต่วันนี้ผม เอฟ ปฏิภาณ มาแทนคุณเอ สุริยะ ซึ่งติดราชการที่เมืองไทยอยู่นะครับ  ถึงจะมาแทน แต่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ มาฝากทุกท่านกันเช่นเดิม  

                  เมื่อปฏิทินได้เปลี่ยนหมุนเวียนผ่านวันมาเรื่อยๆ มาจนถึงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน  อันเป็นช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว  เป็นสัญญาณแรกเริ่มให้นักท่องเที่ยวที่มีใจรักธรรมชาติได้แสวงหาสถานที่พักผ่อนกาย คลายจิตใจที่สั่งสมมาจากการทำงานหนักตั้งแต่ต้นปี  แม่ฮ่องสอนถือเป็นอีกจุดหมายปลายทางหนึ่งที่เหล่านักท่องเที่ยวต้องการไปปักหมุด หยุดเวลาไปกับธรรมชาติที่แสนจะสวยสดงดงาม ณ ดินแดนแห่งขุนเขา และสายหมอกแห่งนี้  หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับ ปางอุ๋งปายวัดพระธาตุดอยกองมูทุ่งบัวตอง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัด  แต่ด้วยความพิเศษของคอลัมน์นี้เราจะพาไปเจาะลึก แสวงหาสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวไทใหญ่ที่ "หมู่บ้านเมืองปอน"

                  เดินทางออกจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ตามทางหลวงหมายเลข 108 ถึง อำเภอขุนยวม ระยะทาง 68 กิโลเมตร และเดินทางจากอำเภอขุนยวม อีก12 กิโลเมตร ก็จะถึงเมืองปอน 

                  "เมืองปอน" คำๆนี้มีที่มาหลากหลายความหมาย  ความหมายหนึ่ง "ปอน" นั้นมาจากคำว่า "พร"  หรือเมืองที่มีความสิริมงคล  ปอนในอีกความหมายหนึ่ง แปลว่า พญา หรือเมืองของผู้เป็นใหญ่ สืบเนื่องมาจากกองทัพพม่าหมายมั่นปั้นมือจะยกกองทัพมาประชิดเมืองปอน  แต่ด้วยความกล้าหาญ และความสามัคคีของชาวบ้าน  จึงผลักก้อนหินจากภูเขาสูงใส่กองทัพพม่าๆ จึงได้แตกพ่ายไป

                  เมืองปอนเหมือนได้รับพรสมชื่อ  ด้วยความเป็นเมืองเงียบสงบ แต่มีเสน่ห์เป็นของตนเอง  ความงามจากธรรมชาติ ภูเขาตั้งเรียงรายซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตัดกับแม่น้ำที่ไหลลดคดเคี้ยว เปรียบเสมือนกำแพงปิดกั้นความเร่งรีบวุ่นวายจากภายนอก  อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี  นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเมืองปอนมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ทำการเกษตรแบบพอเพียง ดำรงเอกลักษณ์ความเป็นไทใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์  แต่ด้วยวันเวลา                ที่เปลี่ยนไป  เมืองปอนก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่มากขึ้น  นักท่องเที่ยวต่างเดินทางขึ้นมายังดอยแม่อูคอ เพื่อชื่นชมความงามของทุ่งบัวตอง นักท่องเที่ยวต่างแสวงหาที่พักเพื่อหยุดเวลาไปกับธรรมชาติอันงดงามเบื้องหน้าแห่งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ "โฮมสเตย์เมืองปอน" ขึ้น   ครูแมว กัลยา ไชยรัตน์หนึ่งในบรรดาผู้ริเริ่มก่อตั้งโฮมสเตย์เมืองปอน  ได้บอกกับเราว่า ชาวบ้านทุกคนต่างมีความยินดีที่จะเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเรียนรู้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นของหมู่บ้าน  โดยเริ่มแรกมีบ้านพักเพียง 6 หลัง แต่ในปัจจุบันได้ขยับขยายจนสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้คืนละประมาณ 100 คน โดยราคาที่พักต่อคนต่อคืนเพียง 150 บาท และค่าอาหาร 70 บาทต่อมื้อเท่านั้น

                  เมื่อแสงแรกของดวงอาทิตย์ได้จับขอบฟ้า วิถีชีวิตผู้คนเมืองปอนได้เริ่มต้นขึ้น พระสงฆ์จะเดินรับบิณฑบาตตามท้องถนน ให้ทุกคนได้ร่วมทำบุญ อิ่มเอมใจตั้งแต่เริ่มวัน  เดินทอดน่องเที่ยวชมตลาดเช้า แวะทานข้าวต้มร้อนๆ จิบชาพื้นเมือง ได้อารมณ์สบายๆ ไปอีกแบบ  ครั้นตกสายเหล่าบรรดาเด็กๆ ในหมู่บ้านจะพาคุณไปเข้าร่วมกิจกรรมท้องถิ่นที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่าตายาย  กิจกรรมนั้นมีทั้งหมด 11 ฐาน นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ และสนุกเพลิดเพลินไปกับการทอผ้าแบบโบราณ การทำอาหาร ขนมพื้นเมือง การเรียนภาษาไต รำกระบี่กระบอง ชมการแสดงวัฒนธรรม สร้างจองพารา(หอสวดมนต์) และงานหัตถกรรมอื่นๆ อีกมากมาย 

"นอกเหนือจากการพักผ่อนแล้ว เราอยากให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความเป็นเมืองปอนกลับไป"

การเปิดโฮมสเตย์ทำให้เด็กเมืองปอนต่างรัก และหวงแหนวัฒนธรรมของตนเองมากขึ้น ครูแมวผู้ก่อตั้งโฮมสเตย์ได้กล่าวไว้อย่างภาคภูมิใจ  การจะรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมท่ามกลางยุคสมัยใหม่นั้นเป็นเรื่องยาก หากเราไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับโลกภายนอกได้  การเปิดโฮมสเตย์เป็นการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณีชาวไทใหญ่ไม่ให้สูญสลายหายไป

                  การได้มาสัมผัสธรรมชาติ ปล่อยตัวปล่อยใจ สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เป็นการชาร์ตแบตร่างกาย  เพื่อเตรียมความพร้อมกับการทำงานในวันถัดๆ ไป  เมืองปอนจึงเป็นอีกจุดหมายปลายทางหนึ่งที่เชิญชวนให้คุณได้ไปเยือน เตรียมแบกกล้อง สะพายกระเป๋า แล้วเดินทางไปเก็บภาพ ความประทับใจ ประสบการณ์ดีๆ ที่เมืองปอนกันเถอะครับ

                 

สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลอสแอนเจลิส  โทร : 323.461.9814 

หรือที่ na.tourismthailand.org

ขอขอบคุณภาพจาก www.oknation.net