Get Adobe Flash player

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดี โดย เอ สุริยะ

Font Size:


กลับมาแล้วครับ หลังจากที่ติดภารกิจในการประชุมที่เมืองไทย ไปครั้งนี้มีโอกาสได้ไปทอดน่องท่องเมืองปราจีนบุรี ซึ่งไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเยือนบ่อยนัก หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ได้พบพานเหมือนเจอขุมทรัพย์ล้ำค่าในป่าใหญ่ นั่นก็คือ “โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี”ที่ผมขอถือวิสาสะยกให้เป็นโรงพยาบาลที่สวยที่สุดในประเทศไทยเลยล่ะครับ ด้วยรูปทรงอาคารสีเหลืองตระหง่านงามสง่าและลักษณะของสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปแบบบารอค ทั้งลวดลายปูนปั้นประดับซุ้มประตูและหน้าต่าง ไปจนถึงการตกแต่งภายในที่ยังคงรูปแบบเดิมไว้ทุกกระเบียด ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกระเบื้องปูพื้นที่แต่ละห้องก็จะมีลวดลายต่างกันออกไป เช่นเดียวกันกับลวดลายของภาพเขียนสีปูนเปียกบนเพดานห้อง ประกอบกับกลิ่นหอมของสมุนไพรไทยที่อบอวลฟุ้งทั่วทั้งอาคาร สร้างบรรยากาศให้จินตนาการถึงภาพเก่าวันวานในยุคสมัยเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว

                ก่อนที่จะชมความงามของสถานที่แห่งนี้ เราควรจะได้ศึกษาเรื่องราวประวัติความเป็นมาเสียก่อนครับ เริ่มจากในปี พ.ศ. 2452 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ว่าจ้าง บริษัทโฮวาร์ด เออร์สกิน สร้างตึกเพื่อใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อจะใช้เป็นที่ประทับแรมของพระองค์ในคราวที่เสด็จมายังมณฑลปราจีนบุรีอีก แต่มิทันได้ถวายการรับใช้ พระองค์เสด็จสรรคตเสียก่อนในปี พ.ศ.2453 ต่อมา ในปี พ.ศ. 2455 ตึกหลังนี้ได้ใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ ตึกหลังนี้เป็นมรดกตกทอดมาถึงพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ 6 (พระนามเดิมว่า เครือแก้ว อภัยวงศ์ ทรงมีศักดิ์เป็นหลานปู่ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร) และพระองค์ได้ประทานตึกหลังนี้ให้แก่ทางราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2482 จนได้กลายมาเป็นตึกผู้ป่วยหลังแรก

ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 เมื่อพระองค์ได้นำเสด็จสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดา ไปประทับที่ประเทศอังกฤษ จึงประทานที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดนั้นแก่มณฑลทหารบกที่ 2 จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อใช้เป็น โรงพยาบาลปราจีนบุรี และได้เปลี่ยนเป็น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2509 โดยมีสมเด็จเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และพระนางเจ้า สุวัทนา พระวรราชเทวี เสด็จฯมาทรงเปิดป้าย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พร้อมทั้งทรงรับโรงพยาบาลแห่งนี้ไว้ในพระอุปถัมภ์

เดิมตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเดิม เป็นตึกอำนวยการ ได้มีการดัดแปลงทำชั้นล่างเป็นห้องตรวจโรค ห้องจำหน่ายยา และห้องผ่าตัด ชั้นบนทำหน้าที่รับคนไขัหญิง โดยมีเรือนคนไข้ชายแยกต่างหาก มีเตียงรับคนไข้ 50 เตียง มีโรงประกอบอาหาร คนไข้ โรงซักฟอก ที่เก็บศพ เรือนพักคนงาน บ้านนายแพทย์ อย่างละ 1 หลัง บ้านพักพยาบาลอีก 3 หลัง การเข้าถึงโรงพยาบาล เข้าได้ทางเรือเพียงอย่างเดียว จนมีการสร้างถนนขึ้นในปี พ.ศ. 2486 จนถึงปี พ.ศ. 2512 ตึกอำนวยการในปัจจุบันได้ก่อสร้างเสร็จ ส่วนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรใช้ในการประชุมสัมมนาในบางกรณี

ในปี พ.ศ. 2533 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโบราณสถานของชาติ ต่อมาได้มีการบูรณะตึกครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2537 โดยงบประมาณของจังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 2.5 ล้านบาท และนางจรวย ประสมสน บริจาคสมทบอีก 100,000 บาท โดยมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรขึ้นด้วย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นที่รู้จักเพราะเป็นโรงพยาบาลศูนย์ประจำจังหวัดปราจีนบุรี และเป็นโรงพยาบาลนำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพรบำบัดรักษาโรค มีการนวด อบ ประคบ และฝังเข็ม แปรรูปสมุนไพรไทยเป็นเวชภัณฑ์ และเครื่องสำอางค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อเสียงในเรื่องของการนวดแผนไทย เรียกได้ว่าเป็นเลิศหาใครเทียมได้เลย ถ้าคุณผู้อ่านมีความประสงค์จะใช้บริการนวดแผนไทย ต้องมีการจองล่วงหน้าด้วยนะครับ จะเดินเข้าไปใช้บริการโดยไม่นัดหมาย รับรองว่าอดแน่ๆ ครับ เพราะคิวยาวมากครับ

จริงๆ แล้ว อาคารรูปแบบเดียวกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีอีกแห่งอยู่ที่เมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา ซึ่งแต่ก่อนในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย ดินแดนพระตะบองคือพื้นที่เขตแดนไทย โดยมีเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง ต่อมาเมื่อไทยแพ้ฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ.112 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินพระทัยยอมเสียดินแดนพระตะบอง เพื่อให้รักษาเมืองจันทบุรีและเมืองตราดไว้ให้ได้ หลังจากนั้น เจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงนำไพร่พลย้ายมาอยู่เมืองปราจีนบุรี ทั้งๆ ที่ท่านมีสิทธิที่จะอยู่ในพระตะบองต่อไปและทางฝรั่งเศสได้ชวนท่านให้ปกครองพระตะบองต่ออีกด้วย แต่ก็ได้รับคำปฏิเสธ ด้วยเหตุแห่งความจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทยและพระมหากษัตริย์ไทยดังข้อความที่ ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เขียนสดุดีท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร(ชุ่ม) เอาไว้ในคำนิยมของหนังสือ “เจ้าพระยาอภัยภูเบศร(ชุ่ม) เจ้าเมืองพระตะบองคนสุดท้าย ใต้ปกครองสยาม” ว่า “..ที่สำคัญที่สุดความยิ่งใหญ่ของท่านคือความรักชาติ รักแผ่นดิน ท่านเลือกความลำบากและยอมพลัดจากบ้านเกิดเมืองนอนและยศถาบรรดาศักดิ์ที่มีอำนาจล้นฟ้า ฉากอพยพของท่านที่ฝ่าฝนข้ามน้ำ ข้ามเขาทุกลักทุเลกว่าจะถึงเมืองไทย เป็นตำนาน เป็นเรื่องเล่าที่คนรุ่นเก่าเล่าให้ฟังได้ไม่รู้เบื่อ..”
       

แต่ด้วยความรักความอาลัยจากบ้านเกิดเมืองนอนที่พระตะบอง เจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงนำทรัพย์สินส่วนตัวสร้างบ้านในสไตล์เดียวกับบ้านเดิมในพระตะบองเพื่อรำลึกถึงเรื่องราวในหนหลัง ซึ่งก็คือ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรแห่งนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าแห่งเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั่นก็คือ “วัดแก้วพิจิตร” ที่งดงามไปด้วยงานพุทธศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัววัดแก้วพิจิตร ตั้งอยู่บนถนนแก้วพิจิตร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เป็นวัดประจำสกุล “อภัยวงศ์” วัดแห่งนี้เดิมสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2422 โดยนางประมูล โภคา และนางขจัด โจรกรรม จากนั้นเมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศร(ชุ่ม)อพยพจากพระตะบองมาอยู่ที่ปราจีนบุรี ท่านและลูกหลานตระกูลอภัยวงศ์ได้ทำการบูรณะปรับปรุงวัดแก้วพิจิตรในหลายๆด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์หลังงามที่สร้างขึ้นแทนโบสถ์หลังเก่าดั้งเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมโบสถ์หลังนี้เจ้าพระยาอภัยภูเบศรออกแบบเอง ในปี 2461เป็นโบสถ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร เป็นการผสมผสานงานศิลปกรรม 4 ชาติ ได้แก่ ไทย จีน เขมร และยุโรป(อิทธิพลฝรั่งเศส) เข้าด้วยกันอย่างสวยงามกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น ช่อฟ้าใบระกาที่งดงามด้วยศิลปะไทย เสานางรายทรงโรมันแบบยุโรปและภาพวาดแบบฝรั่งเศส ภาพวาดอาแป๊ะสไตล์จีน และงานปูนปั้นลงสีอันสวยงามในรูปแบบศิลปะเขมรนอกจากงานศิลปกรรมและลวดลายประดับอันสวยงามทั้งภายนอกและภายในโบสถ์แล้ว ยังมีการสร้างปริศนาธรรมสอดแทรกไว้ตามจุดต่างๆให้ผู้ค้นพบได้ไปขบคิดตีความ โดยเฉพาะซุ้มประตูเรือนแก้วกับงานปูนปั้นหอนาฬิกาบอกเวลา“ไม่เที่ยง” ที่แสดงนัยยะทางธรรมให้เห็นอย่างชัดเจน ว่ากันว่า วัดนี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ท่านตั้งใจสร้างให้เหมือนกับวัดดำเร็ยซอ หรือวัดช้างเผือก ที่ท่านเคยสร้างให้ภรรยาเมื่อครั้งยังปกครองอยู่ที่พระตะบอง

เรื่องราวความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยังคงเป็นตำนานและเกียรติประวัติของท่านก็เป็นแบบอย่างที่ดีของชนชาวไทย แม้เกร็ดทางประวัติศาสตร์จะมีจารึกไว้ไม่มากนัก แต่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรแห่งนี้ ก็ยังเป็นอนุสรณ์ที่ให้คนไทยรุ่นหลังได้รำลึกถึง พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

                               

สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลอสแอนเจลิส  โทร : 323.461.9814 

หรือที่ na.tourismthailand.org