Get Adobe Flash player

ทอดน่องท่องกรุงเก่า ไหว้พระเก้าวัด โดย เอ สุริยะ

Font Size:

 

สวัสดีปีลิงครับ ปีใหม่ปีนี้ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่าน มีความสุข คิดหวังสิ่งใดในทางที่ดีขอให้มีความสำเร็จอย่างง่ายดายเหมือนลิงปอกกล้วยเข้าปากนะครับ และขอให้ไม่เจ็บไม่จนตลอดทั้งปีด้วยนะครับ

คิดว่าหลายคนคงเริ่มกลับมาทำงานกันแล้ว หลังจากได้พักผ่อนหรือเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวกันมาอย่างเต็มที่แล้ว เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย เอาความเป็นสิริมงคลมาให้ ฉบับนี้ ผมอยากพาทุกท่านทอดน่องท่องกรุงเก่า ไปไหว้พระเก้าวัดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยากัน กิจกรรมนี้ ผมได้ทำมาแทบทุกปี ตอนที่อยู่เมืองไทย ตอนแรกคิดว่าคงต้องใช้เวลามากมายกว่าจะครบ 9 วัด แต่ขอบอกเลยครับ แค่วันเดียวได้เที่ยวได้ทำบุญครบทั้ง 9 วัดเลย เพราะว่าในอยุธยา วัดที่สำคัญๆ ที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจ อยู่ไม่ไกลกันเท่าไรนัก

จริงๆ แล้วถ้าใครมีโอกาสได้มาทอดน่องท่องอยุธยา ก็ไม่จำเป็นต้องมาให้ครบทั้ง 9 วัดก็ได้ ลำพังได้มาเยือนราชธานีที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก แม้ปัจจุบันจะมีเพียงร่องรอยของซากปรักหักพังของโบราณสถาน แต่ก็มิอาจบดบังความงดงามเรืองรองในอดีตไปได้ เคยมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเคยมายืนร้องห่มร้องไห้ในขณะที่ผมยืนปฏิบัติหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารแก่นักท่องเที่ยว มาโอดครวญเสียดายอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง รำพึงรำพันว่าอยุธยาไม่น่าถูกทำลายเลย ไม่เช่นนั้น เขาคงจะได้เห็นความงดงามของบ้านเมืองที่รุ่งเรืองและมีสถาปัตยกรรมที่ไม่มีชาติใดเทียบได้ นี่ขนาดเขาไม่ใช่คนไทยนะ ยังรู้สึกแบบนี้ มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกสำนึกรักบ้านเกิดขึ้นมาทันที

ก่อนที่จะตั้งต้นเที่ยวอยุธยา อย่าลืมแวะไปขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา เป็นความภูมิใจอีกเช่นกันที่เรามีสำนักงานที่เป็นเรือนไทยสวยงาม เป็นหน้าเป็นตาที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี อยู่ติดกับศูนย์ท่องเที่ยวอยุธยาที่เคยเป็นศาลากลางจังหวัดเก่า ที่นี่เปิดทุกวันตั้งแต่ 08.30-16.30 น.เลยครับ

จากนั้นเราไปเริ่มตั้งต้นกันที่วัดพนัญเชิงเลยนะครับ ไปไหว้หลวงพ่อโตหรือซำปอกง ใครทำมาค้าขายจะมีความสำเร็จ วัดนี้มีตำนานเรื่องเล่าว่า สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของความรักที่พระนางสร้อยดอกหมาก จากแผ่นดินจีนที่มีต่อพระเจ้าสายน้ำผึ้ง แต่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจของพระนางสร้อยดอกหมากที่เสด็จตามพระเจ้าสายน้ำผึ้งจากเมืองจีน แต่เมื่อถึงแผ่นดินไทย พระเจ้าสายน้ำผึ้งปล่อยให้พระนางรอขบวนเกียรติยศมารับโดยพระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่เสด็จมารับด้วยพระองค์เอง พระนางสร้อยดอกหมากจึงกลั้นใจตายบนเรือนั้นเอง ทำให้พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสียพระทัยมากจึงสร้าง “วัดพระนางเชิญ” แห่งนี้ ต่อมาภายหลังเรียกเป็นวัดพนัญเชิง ภายในวัดยังมีศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากไว้ให้ผู้ที่นับถือมาสักการะบูชา จากนั้นเราไปต่อที่วัดใหญ่ชัยมงคล ไปไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลและจะได้มีชัยชนะเหนือทุกสิ่ง วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ต่อมา  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำศึกยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี  ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดนี้เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ และได้สร้างวิหารพระพุทธไสยาสน์ ให้เป็นที่ถวายสักการะบูชาและยังมีพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งมีผู้ให้ความเคารพนับถือนำไก่ชนมาแก้บนที่พระตำหนักแห่งนี้เป็นจำนวนมาก มาถึงวัดนี้แล้วอย่าลืมข้ามถนนไปกินก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกนะครับ อร่อยอย่าบอกใครเลยเชียว ควรไปก่อนเที่ยงนะครับเดี๋ยวจะไม่มีที่นั่งครับ

วัดต่อไปคือวัดธรรมิกราช ไปชื่นชมความยิ่งใหญ่อลังการของวิหารหลวง ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพัง วัดนี้เดิมชื่อ  วัดมุขราช สร้างโดยพระเจ้าธรรมิกราช พระราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง  ความโดดเด่นเมื่อแรกเห็นของวัดนี้ อยู่ที่วิหารพระพุทธไสยาสน์ ความยาว 12 เมตรที่ยังสมบูรณ์อยู่  และเจดีย์ทรงกลมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะคือมีปูนปั้นรูปสิงห์ล้อมรอบที่สวยงาม จากนั้นไปต่อที่วัดหน้าพระเมรุ ไปกราบพระพุทธนิมิตวิชิตมารซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตราธิราชที่สมบูรณ์ งดงามมากที่สุดในปัจจุบัน วัดหน้าพระเมรุนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่วัดในพระนครศรีอยุธยาที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย โดยได้มีการบันทึกไว้ที่วัดหน้าพระเมรุว่า พม่าได้ใช้วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งฐานทัพและอยู่ใกล้พระราชวังหลวง ทำให้ไม่ถูกทำลายด้วยประการทั้งปวง ด้วยเหตุนี้วัดหน้าพระเมรุจึงยังคงมีงานศิลปกรรมในสมัยอยุธยาแท้ๆ ตกทอดมาให้คนรุ่นหลังได้ชมกันจนถึงทุกวันนี้

วัดต่อไปคือวัดกษัตราธิราชตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา นอกเกาะเมืองทางด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามกับวังหลังหรือวังสวนหลวงใครอยากมีความสำเร็จในหน้าที่การงานต้องมากราบพระพุทธกษัตราธิราชที่วัดนี้ วัดที่หก คือวัดธรรมารามตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา อยู่ถัดจากวัดกษัตราธิราชไป 500 เมตรเดิมเคยเป็นที่ตั้งค่ายของพม่าในทุกครั้งที่ยกทัพเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา เพื่อใช้ควบคุมเส้นทางคมนาคมทางน้ำในปัจจุบัน วัดนี้สงบร่มรื่นมาก ด้วยเพราะมีการนำหลักปฏิบัติ 5ส. (สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สร้างนิสัย) มาใช้ ทำให้วัดมีระเบียบ สะอาด สำหรับผู้ที่มากราบไหว้จะมีมงคลด้านศีล สมาธิ ปัญญา

วัดท่าการ้องเป็นวันที่ 7 ที่เราจะไปเป็นวัดต่อไปซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดธรรมาราม เป็นวัดถูกทำลายไปเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2  และถูกปล่อยทิ้งร้างจนมาได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์จากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาสักการะบูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ นามว่า "พระพุทธรัตนมงคล" หรือที่เรียกกันว่า "หลวงพ่อยิ้ม" 

มาถึงวัดที่ผมชอบที่สุดในพระนครศรีอยุธยา คือวัดไชยวัฒนาราม วัดนี้เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้าง
ไม่เหมือนวัดอื่นๆ ในจังหวัดเดียวกันวัดไชยวัฒนารามสร้างบนพื้นที่ 160 เมตรยาว 310 เมตร โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออกกล่าวได้ว่าวัดนี้ตั้งตรงกับทิศทางคตินิยมในการสร้างวัดที่ปฏิบัติเป็นประเพณีสืบกันมาและยังสอดคล้อง
กับเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ทรงประทับภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำเนรัญชรา ทรงบำเพ็ญสมาธิจนบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ พระพุทธรูปซึ่งเป็นหลักของวัด ก็สร้างแทนองค์ประพุทธเจ้าคือพระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งเป็นปางที่แสดงเหตุการณ์ตอนพระพุทธองค์ตรัสรู้ วัดนี้ถึงแม้ว่าจะเหลือเป็นซากปรักหักพัง แต่ยังคงเหลือร่องรอยความงดงามอลังการ ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวได้หลับตาจินตนาการถึงความรุ่งเรืองในอดีตเมื่อยามได้ไปเยือน จากนั้น ก็ไปสักการะหลวงพ่อดำที่วัดพุทไธศวรรย์กันต่อ วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์เป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัดหนึ่ง ปรากฏตามตำนานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีวัดพุทไธศวรรย์ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกพม่าทำลายเหมือนวัดอื่น ๆ ทุกวันนี้จึงยังมีโบราณสถานไว้ชมอีกมากมายเลยครับ

ไหว้พระครบทั้ง 9 วัดในกรุงเก่า พร้อมกับได้ชมวัดที่มีคุณค่าในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทำให้ได้รำลึกถึงพระคุณของบูรพกษัตริยาธิราชที่ปกป้องบ้านเมืองให้คงความเป็นไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้ รวมถึงวีรชนทหารหาญที่ร่วมสู้ร่วมสร้างชาติ

แม้สงครามอาจจะเผาบ้านเผาเมือง ทำลายกรุงศรีให้เหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ก็ไม่อาจผลาญรากเหง้าแห่งวัฒนธรรม ที่ฝังรากหยั่งลึกให้มอดไหม้ไปจากจิตวิญญาณของคนไทยได้เลย