Get Adobe Flash player

ทอดน่องท่องไทย หลงรักสุโขทัย โดย เอ สุริยะ

Font Size:

 

เคยไหมครับ เวลาที่เราไปเที่ยวที่ไหน แล้วรู้สึกว่า ที่ตรงนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ที่ตรงนั้นเหมือนเคยมาเยือนแล้ว หรือที่ใครๆ เขาเรียกความรู้สึกแบบนี้ว่า เดจาวู สำหรับผมก็มีสถานที่ที่หนึ่งที่ตั้งแต่ได้ไปครั้งแรกเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก แล้วเกิดความรู้สึกคุ้นเคยและหลงรักขึ้นมาทันที นั่นคือจังหวัดสุโขทัยครับ

จำได้ว่า ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่จังหวัดสุโขทัย ตอนนั้นยังเป็นนักเรียนหัวเกรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ พวกเราเล่นดนตรีไทยกันครับ ปีนั้นคุณครูส่งวงดนตรีไทยเข้าประกวดในงานเผาเทียนเล่นไฟ ช่วงเทศกาลลอยกระทงซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดสุโขทัยและเป็นต้นกำเนิดของนางนพมาศ ที่นำกระทงมาลอยเพื่อบูชาแม่พระคงคาเป็นครั้งแรก ไม่ต้องบอกเลยครับว่า ตื่นตาตื่นใจมากแค่ไหน ตั้งแต่เริ่มนั่งรถสู่ตัวจังหวัดก่อนเข้าถึงอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีการตกแต่งประดับประดาเมืองสุโขทัยด้วยผางประทีป จุดเทียนสว่างไสวทั้งเมือง ประกอบกับในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยมีโบราณสถานที่มีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่อ่อนช้อยงดงาม ร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของไทยยังคงมีให้ได้เห็น ยิ่งสร้างความภาคภูมิใจ ทำให้เกิดจินตนาการเลยครับว่าตรงนั้นก็เหมือนเคยเห็น ตรงนั้นเหมือนเคยมาแล้ว อย่างที่บอกข้างต้นครับ เกิดความรู้สึกผูกพันและในตอนนั้นก็คิดว่า โตขึ้นจะต้องกลับมาเที่ยวสุโขทัยอีก

หลายปีผ่านไป ผมมีโอกาสได้กลับไปทอดน่องท่องเมืองสุโขทัยอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะไปเพราะเรื่องงาน หรือนัดพวกพ้องเพื่อนฝูงไปเที่ยวกันเอง ก็มีความรู้สึกผูกพันและประทับใจทุกครั้งที่ได้ไปเยือนเลยครับ อยากรู้ใช่มั้ยครับว่าผมประทับใจอะไรบ้าง

อย่างแรกคือ เดี๋ยวนี้การเดินทางไปสุโขทัยก็ง่ายนิดเดียว นอกจากรถโดยสารประจำทางแล้ว ถ้าจะให้สะดวกและประหยัดเวลา ก็คือเดินทางโดยเครื่องบินครับ สายการบินบางกอกแอร์เวย์มีเที่ยวบินวันละ 2 เที่ยวเช้า เย็นและที่น่าประทับใจสุดๆ คือสนามบิน มีเล้าจน์สำหรับผู้โดยสารทุกคน และออกแบบอาคารผู้โดยสารเป็นลักษณะทรงไทย เปิดโล่งตามศิลปะสุโขทัยโบราณ เพื่อความกลมกลืนและสอดคล้องกับวัฒนธรรมของจังหวัดสุโขทัย และอาคารหลังนี้ยังได้รับรางวัลรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 2541 จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ อีกด้วย 

สนามบินที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยเช่นกันครับ เพราะเมื่อเข้ามาภายในสนามบินสุโขทัย ก็จะมีหอพระและพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้ นั่นคือ “พระเจ้าทันใจ” พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นภายในวันเดียว โดยเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะแบบพม่า เนื่องจากได้ช่างปั้นพระพุทธรูปฝีมือดีจากพม่าช่วยกันสร้างองค์พระ และภายในสนามบินยังมี “โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย” ที่ได้ปรับปรุงพื้นที่เพื่อทำการปลูกข้าวแบบไม่ใช้สารเคมีมาตั้งแต่ปี 2542 บนพื้นที่ 3 ไร่ ในท้องทุ่งนาทางด้านทิศตะวันออกของสนามบินสุโขทัย และต่อมาก็ได้ยกระดับขึ้นเป็นโครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัยในพื้นที่กว่า 800 ไร่ในปัจจุบัน และยังมีการทำแปลงเกษตรทำนาปลูกข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี โดยมีกระบวนการผลิตครบวงจร ทั้งลานตากข้าว โรงสี ยุ้งข้าว และเครื่องมือบรรจุถุงข้าว โดยข้าวเหล่านี้ได้นำไปใช้เสิร์ฟบนเครื่องบิน รวมถึงนำออกขายในชื่อ “ข้าวหอมสุโข”โดยมีทั้งข้าวกล้องหอมแดง ข้าวกล้องหอมดำ ข้าวกล้องหอมผสม นอกจากนั้นยังมีการปลูกผักออร์แกนิคและสวนผลไม้แบบสวนผสมอีกด้วย
นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรม “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ลองใช้ชีวิตแบบเกษตรกร เดินย่ำปักดำต้นกล้า จับเคียวเกี่ยวข้าว ลงมือปลูกผัก ตัดผักสดจากแปลง ลองทำปุ๋ยจุลินทรีย์หรือถ้าอยากจะชิมผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรีย์ที่ปลูกขึ้นภายในสนามบิน ก็มาลองชิมกันได้ที่ร้านอาหาร “ครัวสุโข” เมนูที่ห้ามพลาดคือ ไข่น้ำผักโขม ผักหวานบ้านผัดน้ำมันหอย แกงส้มผักรวม น้ำพริกมะขามสดครับ น่าอร่อยมั้ยล่ะครับ นี่เรายังไม่ได้ไปเที่ยวที่อื่นเลยนะครับเนี่ย

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจที่ต้องไปเยือนทุกครั้ง คืออุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นอกจากจะไปเที่ยวรำลึกความหลังในวันวานแล้ว ล่าสุดที่ผมไปคือนัดแนะกับเพื่อนที่เคยร่วมประกวดดนตรีไทยเอาดนตรีไทยมานั่งเล่นรับลมเย็นๆ ในอุทยาน ได้บรรยากาศที่สุดแสนประทับใจและมีความสุขมากครับ มาถึงอุทยานแห่งนี้แล้ว สามารถเช่ารถจักรยานขี่ชมอุทยานประวัติศาสตร์ได้ด้วยตัวเองเลยนะครับ อย่าลืมขี่ไปแวะที่วัดสระศรี ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญ อยู่บริเวณกลางสระน้ำที่มีขนาดใหญ่ ชื่อว่า ตระพังตระกวนส่วนที่เป็นจุดเด่นของวัดนี้คือเจดีย์ประธานทรงลังกา ด้านหน้าวิหารขนาดใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย มีเจดีย์ขนาดเล็ก ศิลปศรีวิชัยผสมลังกา ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ มีซุ้มพระพุทธรูป 4 ทิศ ด้านหน้ามีเกาะกลางน้ำขนาดย่อมเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถขนาดเล็ก วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่มีทัศนียภาพที่สวยงามมากครับ และที่ห้ามพลาดคือ วัดศรีชุม ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ ด้วยปริศนาที่ซ่อนไว้นานหลายร้อยปีตั้งแต่ยุคสุโขทัยรุ่งเรือง จนมาเปิดเผยในยุคของเรานี้เอง ว่ามีอุโมงค์ลับขึ้นไปที่ด้านหลังองค์พระ

วัดศรีชุม หลายคนนึกถึง "พระพูดได้" ซึ่งเป็นพระองค์ใหญ่ตั้งอยู่ภายใน หรือชื่อที่เรียกกันในปัจจุบันว่า "พระอจนะ"ที่เรียกว่าพระพูดได้นั้นมาจากเรื่องราวซึ่งครั้งหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำพิธี ถือน้ำพระพิพัฒนสัตยาปลุกปลอบใจขวัญทหารในการสู้รบ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุวรรณดารารามในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยเป็นเพราะความลับที่ซ่อนอยู่ที่ตัววิหารวัดแห่งนี้ ซึ่งจะมีช่องประตูเล็กๆตรงทางเข้าสามารถเดินเข้าไปได้ เมื่อเดินไปตามช่อง จะพบบันไดพาขึ้นไปที่หลังองค์พระได้ และเดินขึ้นไปถึงบนหลังคาวิหารได้อีกด้วย ผนังด้านข้างขององค์พระอจนะมีช่องเล็กๆ ถ้าหากใครแอบเข้าไปทางอุโมงค์แล้วไปโผล่ที่ช่องนี้ และพูดออกมาดัง ๆ ผู้ที่อยู่ภายในวิหารจะต้องนึกว่าพระอจนะพูดได้ และเสียงพูดนั้นจะกังวานน่าเกรงขาม เพราะวิหารนี้ไม่มีหน้าต่าง แต่เดิมคงมีหลังคาเป็นรูปโค้งคล้ายโดม เป็นหนึ่งความเร้นลับที่ซ่อนอยู่ของวัดศรีชุมแห่งนี้ ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเลยล่ะครับ จริงๆ แล้ว เราสามารถชมอุทยานได้ทั้งวันไม่มีเบื่อนะครับ เพราะวัดต่างในอาณาบริเวณอุทยานมีความน่าสนใจทั้งนั้น

หลังจากชมอุทยานประวัติศาสตร์แล้ว ผมอยากพาไปหมู่บ้านน่ารักและน่าเที่ยวครับ ไปชมวิถีชีวิตแห่งความสุขของชาวสุโขทัยครับ ที่นี่คือ บ้านนาต้นจั่นซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่น่าท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบชาวบ้านจะอยู่และทำกิจกรรมกันได้ทั้งวัน บ้านนาต้นจั่น มีชื่อเสียงเรื่องผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP อย่าง ผ้าหมักโคลน ที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ผ้าที่นำมาทำก็มาจากการทอกันเองในหมู่บ้าน ในเรื่องวัฒนธรรมการกินก็เช่นกันครับ ผมรู้จักอาหารของชาวบ้านนาต้นจั่นครั้งแรก ก็ในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดขึ้นทุกปี และทุกๆ ครั้ง ผมก็จะไปต่อแถวเข้าคิวยาวๆ เพื่อจะซื้อ “ข้าวเปิ๊บ” กินครับ ข้าวเปิ๊บเป็นภาษาท้องถิ่น คำว่า “เปิ๊บ” หมายถึงการพับไปพับมา ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงวิธีการทำของเมนูนี้ กรรมวิธีการทำก็คล้ายคลึงกับข้าวเกรียบปากหม้อ โดยใช้ผ้าขาวบางขึงบนปากหม้อดินจนตึง ในหม้อดินก็จะต้มน้ำให้เดือด และใช้ความร้อนจากน้ำเดือดเป็นตัวเร่งให้อาหารสุก ใช้แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว ผสมกันตามสูตร แล้วละเลงลงบนผ้าขาวบางให้ทั่ว รอจนแป้งสุก ใส่วุ้นเส้น ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ถั่วงอก หรือผักอื่นๆ ตามชอบลงไป จากนั้นปิดฝาแล้วนึ่งให้ผักพอสุก ได้ที่แล้วก็พับแป้งไปมาเพื่อห่อไส้ข้างในไว้ เสร็จแล้วตักใส่ชามที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือ การทำไข่ดาวนึ่ง โดยใช้ไข่ไก่ตอกลงไปบนผ้าขาวบางที่อยู่ปากหม้อ ปิดฝาแล้วรอให้สุก ก็จะได้ไข่นึ่งที่หน้าตาละม้ายไข่ดาว เป็นเครื่องเคียงอีกอย่างของข้าวเปิ๊บ
นอกจากตัวแป้งที่ห่อไส้ และไข่ดาวนึ่ง ที่ใส่ลงมาในชามแล้ว ก็ยังมีเครื่องอื่นๆ อีก อาทิ หมูสับ เลือดหมู กระเทียมเจียว และต้นหอมผักชีสำหรับโรยหน้า สุดท้าย ก็ตักน้ำซุปต้มกระดูกหมูที่ปรุงรสกลมกล่อมแล้วใส่ลงไปด้วย ก็จะได้ “ข้าวเปิ๊บ” ตำรับบ้านนาต้นจั่น ที่หอมกรุ่นชวนกิน ซึ่งใครอยากจะปรุงรสเพิ่มแบบก๋วยเตี๋ยวก็ได้ตามใจชอบ

คุยไปคุยมาจบด้วยเรื่องของกินครับ เที่ยวกับกินเป็นสิ่งที่ต้องไปด้วยกันอยู่แล้วครับ ยิ่งเมืองไทยแต่ละถิ่นแต่ละที่ ก็มีอาหารพื้นถิ่นที่อร่อยอยู่แล้วด้วย อย่างนี้ก็เที่ยวกันเพลินเลยครับ น่าเสียดายว่า เนื้อที่กระดาษไม่เพียงพอ ยังเที่ยวสุโขทัยไม่จุใจเลยครับ โอกาสหน้าผมค่อยพาไปใหม่แล้วกันนะครับ สวัสดีครับ

 

สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลอสแอนเจลิส  โทร : 323.461.9814 

หรือที่ na.tourismthailand.org