Get Adobe Flash player

เบิ่งบั้งไฟ สุขใจที่ยโสธร โดย เอ สุริยะ

Font Size:

ในเดือนพฤษภาคมของทุกปี งานบุญตามรอยฮีตสิบสองคองสิบสี่ของชาวอีสานที่เป็นงานบุญต่อเนื่องมายาวนาน นั่นคือ งานประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสาน เรื่องพระยาคันคากเรื่องผาแดงนางไอ่ซึ่งในนิทานพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน ผู้มีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก ชาวบ้านต่างเชื่อว่า ฝน ฟ้า ลม เป็นอิทธิพลของพระยาแถน หากทำให้พระยาแถนโปรดปราน มนุษย์ก็จะมีความสุข ดังนั้นจึงมีพิธีบูชาแถนขึ้น การจุดบั้งไฟก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงความเคารพบูชา หรือส่งสัญญาณความภักดีไปยังพระยาแถน และเป็นการขอฝนอีกด้วยหากหมู่บ้านใดไม่ทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ และในวรรณกรรมอีสาน ยังคงมีความเชื่อในเรื่องของพญาคันคาก หรือภาษาภาคกลางคือ คางคก เมื่อพญาคันคากชนะการสู้รบกับพระยาแถน ทำให้พระยาแถนบันดาลให้ฝนตกลงมายังโลกมนุษย์

ก่อนที่จะไปชมงานบุญบั้งไฟ ผมจะพาคุณผู้อ่านทอดน่องท่องเมืองยโสธรกันก่อนครับ ในฉบับหลายเดือนที่แล้ว ผมเคยพูดถึงโครงการ “เขาเล่าว่า” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่เชิญชวนให้ท่องเที่ยวตามรอยเรื่องราวที่เขาเล่ามาในอดีตเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ จากวรรณกรรมอีสานเรื่องพญาคันคากรบชนะพระยาแถน จนทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดยโสธร คือ พิพิธภัณฑ์พญาคันคากที่ก่อสร้างเป็นรูปคางคกซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่น่าสนใจ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สอดแทรกตำนานเกี่ยวกับพญาคางคกและบั้งไฟโดยจัดฉายเป็นภาพยนตร์ 4มิติ และนิทรรศการเกี่ยวกับคางคกชนิดต่างๆ ที่พบได้ในเมืองไทย ว่ากันว่า เป็นคางคกตัวใหญ่ที่โดดเด่นและเป็นจุดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเลยครับ

ในวรรณกรรมอีสานได้บอกเล่าเรื่องราวของพญาคันคากไว้ว่า พญาคันคากเป็นพระโพธิสัตว์ เสวยชาติเป็นโอรสของกษัตริย์ เหตุที่ได้ชื่อว่า “พญาคันคาก” เป็นเพราะเมื่อครั้งประสูติมีรูปร่างผิวพรรณตะปุ่มตะป่ำเหมือนคางคก หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า คันคาก และถึงแม้พระองค์จะมีรูปร่างอัปลักษณ์ แต่พระอินทร์ก็คอยช่วยเหลือ จนพญาคันคากเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน จนลืมที่จะเซ่นบูชาพระยาแถน พระยาแถนจึงโกรธ ไม่ยอมปล่อยน้ำฝนให้ตกลงมายังโลกมนุษย์

ศึกการต่อสู้ระหว่างพญาคันคากและพระยาแถนจึงเกิดขึ้น โดยพญาคันคากได้นำทัพสัตว์ต่างๆ ขึ้นไปรบ จนได้รับชัยชนะ พระยาแถนจึงปล่อยให้ฝนตกลงมาเช่นเดิม แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาเป็นประจำทุกปี จึงเป็นที่มาว่าเมื่อถึงเดือนหกอันเป็นต้นเดือนฤดูฝน ชาวอีสานจึงทำบั้งไฟจุดขึ้นบนฟ้าถวายพระยาแถน เพื่อฝนจะได้ตกต้องตามฤดูกาลนั่นเอง

 

ใครที่มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดยโสธร อย่าพลาดไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พญาคันคากสุดอลังการแห่งนี้ รวมถึงพิพิธภัณฑ์พระยาแถน และพิพิธภัณฑ์พญานาค ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งภายในก็จะรวบรวมตำนานพญานาคทั้งหมดมาไว้ให้ได้ศึกษาเช่นกัน

ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี จังหวัดยโสธรจะจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งถือหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสานรวมไปถึงเพื่อนบ้านประเทศลาว โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2559 บริเวณที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร ใครอยากไปชม ก็รีบจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้เลยนะครับ

ไหนๆ ก็มาถึงยโสธรทั้งนี้ เรามาเดินทอดน่องท่องเมืองยโสกันเลยดีกว่าครับ เริ่มแรกผมจะพาไปโบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้หรือมีชื่อไทยๆ ว่า วัดอัครเทวดามิคาแอล เป็นโบสถ์ไม้ที่มีอายุเก่าแก่เกือบ 100 ปี และมีขนาดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ถึงแม้จะเป็นโบสถ์คริสต์แต่ก็สร้างด้วยศิลปะแบบไทยๆ  มีเสาไม้เต็งมากถึง 360 ต้น มีการปรับปรุงให้มีช่องแสงประดับกระจกสี ดูสวยสดงดงามมาก

หรือถ้านักท่องเที่ยวไม่อยากเดินทอดน่องให้เมื่อยตุ้ม ที่นี่มีบริการนั่งรถรางชมเมืองยโสธรอีกด้วยนะครับ นั่งรถรางแล้วคุ้มมากครับ เพราะได้เที่ยวเพลินๆ และยังมีคนบรรยายให้ความรู้ด้านการท่องเที่ยวให้ฟังอีกด้วย ทำให้เรารู้จักเมืองยโสธรมากขึ้น ได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมในท้องถิ่น ได้เห็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย รถรางจะพาเราไปชมหลายๆ ที่เลยครับ เช่น วัดมหาธาตุ ชุมชนเก่าบ้านสิงห์ท่า บ้านทำบั้งไฟ ต่อด้วยกินปลาส้มยโสธร เรียกว่าบุกไปชิมถึงสถานที่จริงเลยครับ แต่การจะใช้บริการรถรางเที่ยว ก็ไม่ได้มีให้บริการทุกวันนะครับ เพราะจะให้บริการแค่วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์เท่านั้น ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที  มี 3 เที่ยวต่อวันครับ รอบแรก 09.30 น.-10.50 น. รอบที่สอง เริ่มเวลา 14.00 น.-15.20 น. และรอบสุดท้าย เริ่มเวลา 16.00 น.-17.20 น.

รถรางจะแวะ 4 สถานีด้วยกันครับ เริ่มจากวัดมหาธาตุ  ที่เป็นวัดประจำจังหวัดยโสธรมาตั้งแต่สร้างเมือง มีพระธาตุยโสธรที่บรรจุอัฐิธาตุของพระอานนท์ และที่น่าสนใจคือ มีหอไตรกลางน้ำ ซุ้มประตูแกะสลักลวดลายเครือเถาลงรักปิดทองอย่างสวยงาม เดินชมจนพอใจ ถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอย นั่นคือช่วงแวะชิมอาหารท้องถิ่น รถรางจะพาไปแวะชมกลุ่มผลิตปลาส้มยโสธร ชาวบ้านได้ปลามาจากลำน้ำชี แล้วนำมาแปรรูปให้เป็นปลาส้มตามสไตล์ของชาวอีสาน ฟังชื่อปลาแล้วทุกท่านคงน้ำลายสอ เช่น ปลาส้มเนื้อปลาสวาย มีทั้งแบบเป็นชิ้น และแบบท้อง ปลาส้มเนื้อปลานวลจันทร์ ส้มปลาโจก อย่าลืมลองชิมกันนะครับ รับรองจะติดใจ สามารถนำกลับไปเป็นของฝากได้ด้วย

จุดแวะจุดต่อไปคือ ชุมชนเก่าบ้านสิงห์ท่า เมื่อไปถึงจะเห็นตึกรามบ้านช่องมีรูปแบบคล้ายตึกชิโนโปรตุเกส คล้ายๆ กับที่ภูเก็ต มีลักษณะสถาปัตยกรรมกึ่งๆ จีนผสมยุโรป แต่ก่อนที่นี่เป็นย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองมาก และเป็นช่วงที่ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพล จึงทำให้เรายังได้เห็นร่องรอยของตึกรามบ้านช่องในสไตล์ที่แปลกตาเช่นนี้ จากนั้นไปแวะที่บ้านทำบั้งไฟ ไปดูชาวบ้านเตรียมทำบั้งไฟเพื่อมาแข่งกันในงานประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 13-15 พฤษภาคม

 

เที่ยวงานประเพณีของไทย ได้รับรู้ถึงรากเหง้าความเป็นมาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ไทย ที่ไม่มีชาติไหนเหมือน เราคนไทยต้องช่วยกันอนุรักษ์และฟื้นฟูให้คงอยู่เป็นมรดกของลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปนะครับ

สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลอสแอนเจลิส  โทร : 323.461.9814 

หรือที่ na.tourismthailand.org