Get Adobe Flash player

เที่ยวตามรอยประวัติศาสตร์ย่านคลองผดุง โดย เอ สุริยะ

Font Size:

ผมมีโอกาสได้เข้าประชุมร่วมกับคุณนรินทร์ ทิจะยัง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร ซึ่งตอนนี้มีการจัดทำโครงการ Walking Bangkok ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปท์ของคอลัมน์ทอดน่องท่องไทยพอดี คุณนรินทร์เล่าว่า ในกรุงเทพฯ เมืองหลวงของเรามีเส้นทางที่สามารถเดินเล่นเย็นๆ ใจได้หลายเส้นทาง และมีหลายเรื่องเล่าที่คนในเมืองกรุงเองอาจจะไม่เคยรู้ด้วยซ้ำครับ โดยทาง ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานครก็ได้จัดทำคู่มือเดินทาง Walking Bangkok ขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาติดตัวง่าย มีแผนที่ที่ดูแล้วเข้าใจง่ายฉบับภาษาไทย ไว้แจกจ่ายให้นักท่องเที่ยว สำหรับฉบับภาษาอังกฤษยังไม่ได้จัดทำ แต่ก็อาจจะมีข่าวดีเร็วๆ นี้ครับ เส้นทางตัวอย่างคร่าวๆ ก็เช่นเส้นทางศูนย์กลางกรุงรัตนโกสินทร์เส้นทางหัวแหวนของกรุงเทพฯ ทิวทัศน์คลาสสิคเส้นทางบ้านครัวสู่สี่แยกเทพเจ้า ย่านราชประสงค์ เส้นทางหลากศรัทธา หลายวัฒนธรรม ไทย จีน ฝรั่ง แขก เส้นทางวัดไทย โบสถ์ฝรั่ง กุฎีขาว กุฎีจีน คลองสาน เป็นต้น

สำหรับทอดน่องท่องไทยฉบับนี้ จะยกตัวอย่างเส้นทางที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ คือเส้นทางตามรอยประวัติศาสตร์ย่านคลองผดุง เส้นทางนี้มีอะไรน่าสนใจ ตามมาชมกันเลยครับ

แต่ก่อนจะออกเดินทางไปด้วยกัน อุปกรณ์ต้องพร้อมครับ สิ่งที่ต้องเตรีนมก่อนออกเดินคือ อุปกรณ์กันแดด เช่นแว่นกันแดด หมวก ร่ม ขวดน้ำไว้สำหรับจิบแก้กระหาย เพราะอากาศในกรุงเทพฯ ร้อนไม่ใช่เล่นครับ รองเท้าคู่เก่งที่ใส่สบาย ต้องเป็นคู่ที่ไม่กัดเท้า ไม่เช่นนั้น จะทำให้หมดสนุกเวลาเดิน กล้องสำหรับเก็บภาพประทับใจ สมุดปากกาสำหรับเอาไว้บันทึกการเดินทาง แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้การทอดน่องท่องกรุงเทพฯ เป็นไปด้วยความราบรื่นครับ

คราวนี้เราไปชมแหล่งท่องเที่ยวระหว่างเส้นทางกัน โดยเราจะเริ่มต้นที่ลานพระราชวังดุสิต หรือที่นิยมเรียกกันว่า ลานพระบรมรูปทรงม้า สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ลักษณะเป็นลานกว้างอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม และสวนอัมพร ในเขตพระราชวังดุสิต ที่สำคัญคือ ลานพระราชวังดุสิตเป็นที่ตั้งของพระบรมรูปทรงม้า หรือพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งนำแบบอย่างมาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์แห่งประเทศฝรั่งเศส

จากลานพระราชวังดุสิต เราเดินขึ้นมาจนถึงหัวมุมถนนพิษณุโลก ตัดกับถนนราชดำเนินนอกในมาถึงวังปารุสกวัน อดีตเป็นที่ประทับของจอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนาถ สถาปัตยกรรมจะเป็นแบบบาโรกคลาสสิคตามแบบวิลลาของอิตาลี ทาสีครีม มีลวดลายปูนปั้น พระตำหนักมี 3 ชั้น ชั้นล่างจะเป็นท้องพระโรงและห้องรับแขก ส่วนชั้นสองเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ห้องพระชายา ห้องพระบรรทม ห้องแต่งพระองค์ ห้องสรง และห้องทรงพระอักษร ส่วนชั้นบนสุดจัดเป็นห้องพระบรรทม และภายในวังยังมีอีกหนึ่งตำหนักคือ ตำหนักสวนจิตรลดา ตัวตึกจะเป็นสีเหลือง หลังคาสีแดง ตกแต่งตามแบบยุโรป และมีบรรยากาศรอบพระตำหนักที่ร่มรื่นเพราะมีสวนหย่อมและต้นไม้อยู่ล้อมรอบ ในเขตของวังปารุสกวัน ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวันด้วย ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้ จะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของตำรวจไทย ซึ่งเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่วันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 นาฬิกา

จากนั้นไปชมวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เดิมชื่อวัดแหลม หรือวัดไทรทอง ภายหลังได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใหม่ว่า วัดเบญจบพิตร ซึ่งหมายถึงวัดของกษัตริย์ 5 พระองค์ ที่ทรงร่วมกันปฏิสังขรณ์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างสวนดุสิตขึ้น พระองค์ทรงทำผาติกรรมสถาปนาวัดขึ้นใหม่ และพระราชทานนามว่า วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

ชมวัดเสร็จแล้ว ท้องเริ่มหิว ผมจะพาเดินไปหาของอร่อยๆ ที่ตลาดนางเลิ้งกินกันครับ ตลาดนางเลิ้งเป็นตลาด 100 ปี และถือเป็นตลาดแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่บนถนนนครสวรรค์ เดิมเป็นตลาดไม้เก่าๆ แต่ก็ได้รับการบูรณะจนกลายเป็นแหล่งรวมของกิน อาหารคาวหวานที่ขึ้นชื่อต่างๆ เช่น สาคูไส้หมูแม่สะอิ้ง เป็ดพะโล้ ส.รุ่งโรจน์ ไส้กรอกปลาแนม บะหมี่เกี๊ยวนางเลิ้ง ผมยืนยันได้เลยครับ เพราะแต่ก่อนผมเริ่มทำงานที่ ททท. มีที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ตลาดนางเลิ้ง ก็แวะเวียนมากินของอร่อยๆ ที่นี่ประจำเลยครับ เมื่ออิ่มแล้ว เรามาเดินกันต่อเพื่อย่อยอาหาร ไปชมโรงหนังเก่ากันครับ ที่นี่เรียกว่า ศาลาเฉลิมธานี เป็นโรงหนังไม้กรุงเก่า หรือเรียกกันว่าโรงหนังนางเลิ้ง เป็นโรงหนังยุคแรกๆ ของเมืองไทย ลักษณะของโรงหนังเป็นอาคารโถง 2 ชั้น สร้างด้วยไม้ ที่นั่งชมเป็นเก้าอี้ไม้เรียงแถวยาว ต่อมาได้ขายกิจการ และเปลี่ยนชื่อเป็นศาลาเฉลิมธานี ในปี 2537 กิจการภาพยนตร์ไทยซบเซา โรงหนังจึงถูกปิดลง ตัวอาคารเลยแปรสภาพเป็นโกดังเก็บสินค้าของเอกชนในภายหลัง

ในย่านนางเลิ้งนี้ยังเป็นแหล่งรวมศิลปินอีกด้วยนะครับ เพราะจะมีบ้านศิลปะหรือนางเลิ้งอาร์ต ที่นี่เป็นร้านถ่ายรูปที่รับทำล็อคเก็ตหินแห่งแรกของเมืองไทย และยังมีการสอนและให้ผู้สนใจได้เรียนรู้ถึงวิธีการทำ บรรยากาศภายในร้านก็ยังคงรักษาความเก่าแก่ มีมนต์เสน่ห์เหมือนย้อนกลับไปสู่ยุค 50-60 ปีมาแล้วด้วยครับ

สถานที่ที่อยากแนะนำให้เดินไปชมอีกแห่งคือ บ้านเต้นรำย่านนางเลิ้ง ในสมัยก่อนที่นี่จะเป็นแหล่งรวมตัวของหนุ่มสาวที่ชอบออกงานสังคม หรืองานราตรีสโมสร ซึ่งหนุ่มสาวจะนัดพบเพื่อเต้นรำกันที่นี่ ในปัจจุบัน มีการพัฒนาและปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์และโรงเรียนสอนลีลาศให้กับผู้ที่สนใจ

แหล่งท่องเที่ยวสุดท้ายของเส้นทางนี้ที่จะพาเดินทอดน่องไป คือบ้านนราศิลป์ อยู่บนถนนหลานหลวง ในสมัยพระบามสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คณะนราศิลป์ได้รับงานแสดงต่างๆ มากมาย ทั้งโขน ละครพันทาง และละครชาตรี รวมทั้งดนตรีไทย ปัจจุบันบ้านนราศิลป์ยังคงเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะการห้อนรำ และเป็นแหล่งผลิตเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงนาฏศิลป์ในสาขาต่างๆ อีกด้วย

การเดินตุ๊บทิงทิง ชมสถานที่ตามย่านโบราณต่างๆ ในกรุงเทพฯ ก็สนุกดีไม่น้อยครับ นอกจากจะได้เห็นถึงประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ประกอบภาพจากสถานที่จริง ยิ่งรู้สึกได้ถึงความสนุก ต้องขอขอบคุณ ททท.สำนักงานกรุงเทพฯ ที่ได้จัดทำโบรชัวร์ Walking Bangkok ในหลายๆ เส้นทาง เป็นประโยชน์มากเลยครับ

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร

สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลอสแอนเจลิส  โทร : 323.461.9814  หรือที่ na.tourismthailand.org