Get Adobe Flash player

อุทัยธานี เมืองสงบเงียบงาม ในลุ่มน้ำสะแกกรัง ๒ โดย เอ สุริยะ

Font Size:

ต่อจากฉบับที่แล้วนะครับ เคยได้ยินเพลงที่ร้องถึงเมืองอุทัยธานีแบบแว่วๆ ว่า “ถึงอุทัยไม่ต้องอุทธรณ์ ค่ำแล้วก็นอนที่เมืองอุทัย แม้ใครได้ดำน้ำสามผุด คงไม่หลุดไปจากอุทัย.....”
เพียงแค่ส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงจังหวัดอุทัยธานี ก็ทำให้อยากรู้ถึงมนต์เสน่ห์ของเมืองในลุ่มแม่น้ำสะแกกรังแห่งนี้ ว่ากันว่าถ้ามาถึงอุทัยแล้ว ก็ไม่ต้องกังวล นอนพักค้างแรมเสียที่นี่เลย ส่วนประโยคหลังที่ตามมา เป็นความเชื่อของคนแถบนี้ว่า หากใครได้ดำนำในแม่น้ำสะแกกรัง ครบ 3 ผุด จะได้ลงหลักปักฐานกับคนอุทัย ซึ่งก็เป็นข้อความเปรียบเทียบถึงความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำของเมืองแห่งนี้ที่สมบูรณ์ด้วยธรรมชาติและวัฒนธรรม

เมื่อผมเดินเที่ยวในเมืองอุทัย หลังจากที่ชมวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์เสร็จแล้ว ก็เป็นเวลายามเย็นพอดี เดินข้ามสะพานมายังฝั่งตรงข้ามเป็นตลาดเทศบาล มีตึกรามทาสีม่วงยาวตลอดแนว  พ่อค้าแม่ขายวางขายสินค้านานาชนิดให้เราได้เลือกซื้อ มีอาหารท้องถิ่นที่น่ารับประทานหลายอย่าง แต่มาเที่ยวอุทัยธานีทั้งที ควรกินปลาแรด ซึ่งขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดแล้วเพราะมีเนื้อนุ่มแน่นเป็นเส้นใย มีรสหวาน ไม่มีกลิ่นโคลนหรือกลิ่นสาบ มั่นใจได้เลยครับว่ามาเมืองนี้กินปลาแรดแล้วอร่อยไม่ผิดหวังเลยล่ะครับ

เที่ยวตลาดเช้า

เสน่ห์ของตลาดเช้าริมน้ำสะแกกรัง อยู่ที่ผู้คนที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ชาวเมืองหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายกันด้วยความคุ้นเคย ของที่พ่อค้าแม่ค้าเอามาขายก็เต็มไปด้วยสินค้าท้องถิ่น และอาหารพื้นเมืองที่นำมาวางขายกันอย่างเรียบง่าย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นปลาแม่น้ำ ผักที่อยู่ในท้องถิ่นที่นำมาขายกันในราคาถูก ในบริเวณท่าน้ำ ก็เห็นชาวอุทัยเตรียมตัวใส่บาตรริมน้ำ มีพระพายเรือมาโปรด ภาพที่เห็นจึงเป็นภาพที่ดูแล้วมีความสุข

เรื่องเล่าตามซอยซอก ตรอกโรงยา

แต่ก่อนแต่ไร ตรอกนี้มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และที่นี่เป็นแหล่งสูบฝิ่นที่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเรียกตรอกนี้ว่าตรอกโรงยา ที่นี่มีผู้คนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาซื้อขายฝิ่นและสูบฝิ่นกันเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากนั้น รัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ประกาศให้ฝิ่นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามมิให้มีการสูบฝิ่น ตรอกโรงยาจึงต้องปิดตัวลง ส่งผลให้ชาวจีนจ้องอพยพแยกย้ายไปอยู่กันที่อื่น ตรอกโรงยาแห่งนี้จึงถูกทิ้งร้าง เหลือแต่ร่องรอยความหลังและชื่อเรียกที่ทำให้คนรุ่นหลังได้นึกถึงแหล่งที่มาและเรื่องราวเก่าๆ ที่อยู่ในความทรงจำ ต่อมาในปี 2553 กระแสของถนนคนเดินในแต่ละจังหวัดเริ่มทำให้แต่ละท้องถิ่นมีเสน่ห์ และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้ ตรอกโรงยาจึงถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง กลายเป็นถนนคนเดินที่มีเสน่ห์ เพราะเป็นถนนคนเดินที่ระยะทางสั้นๆ เพียง 150 เมตรเท่านั้น แต่ที่นี่ แม้ถนนจะมีระยะที่สั้น แต่มีตำนานที่ยาวนาน น่าสนใจ เพราะสองข้างทางเรียงรายด้วยบ้านไม้โบราณที่ยังคงสภาพเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง มีร้านค้าแบกับดินจับจองเป็นที่ขายของ เล็กบ้างใหญ่บ้าง มีของกินอร่อยๆ หลายอย่าง เช่นหมูสะเต๊ะ อร่อยอย่าได้บอกใครเชียว สังเกตจากคนที่ต้องต่อแถวซื้อกันยาวเหยียด ขนมถังแตกเจ้าแรกของเมืองอุทัย ข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมเบื้องญวน ขนมปังสังขยาที่ขึ้นชื่อ กินจุ๊บกินจิ๊บเพลินไปตลอดทางเลยครับ

สำหรับคนที่สนใจใฝ่รู้ เรื่องราวหรือเรื่องเล่าของเมืองอุทัยธานี ควรต้องแวะที่บ้านนกเขา ซึ่งเป็นร้านค้ากึ่งพิพิธภัณฑ์ที่นำของเก่าของสะสมออกมาจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายโบราณ ของใช้ของชุมชนในอดีต เช่น ถ้วยชามรามไห กล้องถ่ายรูปแบบใช้ฟิล์ม ธนบัตรเก่า เครื่องเสียง ช่างน่าสนใจไม่น้อยเลยครับ

แต่ก่อนถ้าพูดถึงอุทัยธานีแล้วจะนึกถึงเพียง 2 อย่าง คือ อุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง และวัดท่าซุง ครั้งนี้ผมไม่มีเวลาพอที่จะไปเดินสำรวจอุทยานแห่งชาติ แต่มีโอกาสไปไหว้พระหลวงพ่อลิงดำแห่งวัดท่าซุง

วัดท่าซุง หรือวัดจันทาราม เป็นวัดที่มีชื่อเสียงและมีความงดงามวิจิตรตระการตา วัดนี้สร้างตั้งแต่สมัยหลวงพ่อใหญ่องค์แรก เป็นผู้สร้างวัด แต่วัดเริ่มพัฒนาและเป็นที่รู้จักเมื่อพระราชมหาวีระ ถาวาโร หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ พระเถระที่มีชื่อเสียง ได้สร้างอาคารต่าง ๆ มากมาย เช่น พระอุโบสถใหม่ภายใน ประดับและตกแต่งอย่างวิจิตร บานหน้าต่างและประตูด้านในเขียนภาพเทวดา โดยจิตรกรฝีมือดี วิหารแก้วเป็นวิหารสำคัญที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำสร้างไว้ก่อนมรณะภาพ รวมทั้งยังเป็นที่รักษาสังขารร่างของหลวงพ่อที่ไม่เน่าเปื่อยในโลงแก้ว  ภายในสร้างด้วยโมเสก สีขาว ใสดูเหมือนแก้ววาววับ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปจำลองพระพุทธชินราชซึ่งเป็นพระประทานในวิหาร อีกด้วย วิหารแก้วจะเปิดให้ชมเป็นช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า ตั้งแต่ 9.00-11.45 น .และช่วงบ่าย 14.00-16.00 น.

หุบป่าตาด เที่ยวย้อนเวลา ชมป่าดึกดำบรรพ์

ใช่ว่าอุทัยธานีจะมีแต่วัด ผมอยากพาทุกท่านไปเที่ยวป่าดึกดำบรรพ์ เรียกว่า หุบป่าตาด อยู่ที่อำเภอลานสัก เมื่อถึงแล้วเดินผ่านถ้ำอันมืดมิดไปไม่นาน จะพบกับป่าตาดและหินงอกหินย้อย เหมือนกับอยู่ในหนังจูราสสิคพาร์ค จินตนาการว่าอีกสักพักคงได้เห็นไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆ เดินเพ่นพ่านอยู่แถวนี้แน่ๆ ป่าตาดที่ได้พบ ก็คือต้นตาดหรือต้นต๋าว ลักษณะคล้ายใบมะพร้าว หรือใบจาก ซึ่งเป็นพืชในตระกูลปาล์มดึกดำบรรพ์ที่หาดูได้ยาก และมักจะขึ้นตามป่าดงดิบที่มีอากาศชื้นและหนาวเย็น บริเวณโดยรอบของหุบป่าตาดนี้เป็นระบบนิเวศค่อนข้างปิดเนื่องจากมีทางเข้าออกทางเดียว แสงแดดจะส่องถึงเฉพาะช่วงเวลาเที่ยงวันเท่านั้น ต้นตาดจึงเติบโตได้ดี เราคาดหวังจะได้เจอไดโนเสาร์ แต่เรากลับได้พบกิ้งกือมังกรสีชมพู (Shocking Pink Millipede) ซึ่งพบที่ประเทศไทยแห่งเดียวในโลกเท่านั้น ถูกค้นพบโดยสมาชิกชมรมคนรักกิ้งกือ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2550 พบครั้งแรกที่หุบป่าตาด เป็นสุดยอดการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่อันดับ 3 ของโลก รองจากการค้นพบปลากระเบนไฟฟ้าในแอฟริกา และฟอสซิลไดโนเสาร์ปากเป็ดอายุ 75 ล้านปีที่สหรัฐอเมริกา

เอาล่ะ หน้ากระดาษหมดพอดีครับ ถ้ามีโอกาส ก็อย่าลืมมาเที่ยวอุทัยธานีกันนะครับ