Get Adobe Flash player

เที่ยวเก๋ไก๋ สไตล์กรุงศรีฯ โดย เอ สุริยะ

Font Size:

ฉบับนี้ ขอเอาใจคนที่รักการเดินทางชมเมืองเล่าเรื่องประวัติศาสตร์กันซะหน่อย เพราะผมเองก็หลงรักเมืองเก่าที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ถ้ามีเวลา ก็มักจะทอดน่องท่องเมืองเหล่านี้อยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสุโขทัย พิษณุโลก เชียงใหม่ หรือพระนครศรีอยุธยา ยิ่งถ้าได้มีความรู้เรื่องเมืองที่เราจะไปด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เที่ยวสนุกมากกว่าเดิมหลายเท่าเลยครับ

มาว่ากันเรื่องเมืองหลวงเก่าของสยามประเทศกันเลยครับ ผมจะพาท่องเที่ยวแบบเก๋ไก๋ สไตล์กรุงศรีฯ กัน กรุงศรีฯ ที่ว่านี้ ก็คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ใกล้ไม่ไกลกับกรุงเทพฯ เมืองหลวงในปัจจุบันครับ แค่ขับรถไปอึดใจเดียวก็ถึงแล้ว

พระนครศรีอยุธยา อาณาจักรที่รุ่งเรืองมายาวนานกว่า 600 ปี ถ้าอยุธยาไม่เสียกรุงในคราวนั้น พ.ศ.2310 อาณาจักรอยุธยาไม่ถูกเผาทำลาย ป่านนี้ คงยังงดงามเต็มรูปแบบเหมือนเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ที่ใครๆ จะต้องได้มาเห็น นี่ขนาดถูกทำลายแล้ว แต่ซากปรักหักพัง ก็ยังคงชวนให้เราได้จินตนาการว่าของเดิมที่มีอยู่จะงดงามวิจิตรตระการตาเพียงใด ถึงขนาดที่องค์การยูเนสโกคัดเลือกให้แหล่งโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นแหล่งมรดกโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534

ถ้าหากมีเวลาซักอาทิตย์หนึ่งโดยที่ไม่ต้องเร่งรีบไปหน่อย เราคงได้เดินทอดน่องท่องเที่ยวกันทุกซอกมุมของเมืองนี้ เพราะนอกจากวัดวาอารามที่น่าสนใจแล้ว ยังมีตลาดบก ตลาดน้ำที่น่าเดินชมและจับจ่ายใช้สอยอีกหลายตลาด รวมทั้งพิพิธภัณฑ์อีกมากมายที่ให้เราได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาได้อย่างถ่องแท้ และเข้าใจเมืองเข้าใจวิถีชีวิตคนเมืองเก่าได้มากยิ่งขึ้น

เข้าถึงพิพิธภัณฑ์ เข้าใจความเป็นมา

ในพระนครศรีอยุธยา มีพิพิธภัณฑ์ให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย ทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และสมบัติล้ำค่าของชาติที่นำมาจัดแสดงให้ชม พิพิธภัณฑ์แรกที่ไปและจะได้รู้เรื่องราวก่อนที่จะได้เห็นของจริงคือ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

อยุธยาเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนา ทั้งไทย จีน แขก ฝรั่ง และญี่ปุ่นด้วย มีหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่ามีชาวญี่ปุ่นเคยตั้งรกรากที่อยุธยา กระทั่งเกิดเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาอันเกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิชาการไทย-ญี่ปุ่น เพื่อศึกษาอดีตเมืองหลวงสยามที่รุ่งเรืองมายาวนานถึง 417 ปี ซึ่งพ่วงไปด้วยความเป็นมาของภูมิภาคอุษาคเนย์อย่างแยกกันไม่ออก เท่ากับได้รู้จักอดีตของไทยและของอาเซียนไปพร้อมๆ กัน

พื้นที่ภายในศูนย์แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรกที่ตั้งอยู่ในเกาะเมือง ติดกับสถาบันราชภัฏอยุธยาและส่วนที่ 2 อยู่ในหมู่บ้านญี่ปุ่นเดิมสมัยอยุธยา ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ใต้วัดพนัญเชิงภายในศูนย์เปิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้าชมนิทรรศการถาวรที่จัดแสดงแผนที่และแบบจำลอง เพื่อทำความรู้จักกรุงศรีอยุธยาที่เป็นราชธานี เมืองท่า ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและการปกครองแหล่งพักพิงของชาวบ้านและศูนย์กลางการค้ากับต่างประเทศ

มีแบบจำลองที่น่าสนใจ เช่น ภาพเขียนสีน้ำมันแผนผังเมืองอยุธยาในสายตาของพ่อค้าชาวดัตช์ช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 17 หรือปลายพุทธศตวรรษที่ 22 แบบจำลองของพระราชวังโบราณ วัดไชยวัฒนาราม และเพนียดคล้องช้าง เรือจำลอง เช่น เรือสำเภาจีน เรือคาร์แรทของสเปนและโปรตุเกส รวมทั้งเรือแกลลิออนของฮอลันดา แบบจำลองภายในวิหารพระศรีสรรเพชญ์ และแบบจำลองของหมู่บ้านและในบ้านของราษฎร

นับเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอยุธยาและของสยามได้ครบถ้วนและเห็นภาพชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง เปิดทำการทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น. 

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จัดแสดงโบราณวัตถุทรงคุณค่าที่ค้นพบโดยกรมศิลปากร ในช่วง พ.ศ.2499-2501 สมบัติล้ำค่าที่ถูกค้นพบและนำมาจัดแสดงที่นี่ ก็มีพระบรมสารีริกธาตุ เครื่องราชูปโภคทองคำ พระพุทธรูป และโบราณวัตถุต่างๆ ปัจจุบันที่อาคารจัดแสดง 2 หลัง คือ อาคารที่จัดแสดงห้องเครื่องทองวัดมหาธาตุ และห้องเครื่องทองวัดราชบูรณะ ส่วนอีกอาคารหนึ่ง จัดแสดงภาชนะดินเผาที่เป็นโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์

มาถึงอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งที่น่าสนใจ ย้อนกลับไปช่วงวัยเยาว์ ที่นี่จัดแสดงของเล่นในวัยเด็กๆ หรือของเล่นโบราณๆ  ที่ในปัจจุบันไม่มีให้เล่นแล้ว เด็กสมัยใหม่มีแต่ของเล่นที่เป็นอิเล็คทรอนิค ซึ่งเปลี่ยนไปตามกาลสมัย พื้นที่จัดแสดงของเล่นและของสะสม จะมีของโบราณ อายุ 50-150 ปี มีทั่งของเล่นที่ทำจากไม้ดิน สังกะสี เหล็ก พลาสติก เรียกวามาพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น คนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปคงจะต้องรำลึกถึงตอนเด็กๆ แน่นอน

ถ้ามาเที่ยววัดในพระนครศรีอยุธยา ผมชอบไปวัดร้างที่ตอนนี้เหลือแต่ซากปรักหักพัง แต่ยังคงความงดงาม ทำให้เกิดจินตนาการว่าของเดิมจะสวยงามมากแค่ไหน วัดที่ผมชอบไปคือวัดกุฎีดาว

วัดกุฎีดาว ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา นอกเกาะเมือง หรืออยู่ทางด้านทิศตะวันออกของสถานีรถไฟพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่าแก่ ฝีมือการสร้างงดงามยิ่ง เห็นได้จากซากอาคาร เสาบัว และยอดพระเจดีย์ที่หักโค่นลงมา แม้จะปรักหักพังไปหมดแล้ว แต่ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามในอดีต ปัจจุบันเป็นวัดร้างไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง

วัดมเหยงค์
สภาพโดยรวมของวัดมเหยงค์ ณ ปัจจุบัน เป็นซากปรักหักพังเนื่องจากร้างมานานตั้งแต่หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 แต่เมื่อ พ.ศ.2527 พระครูเกษมธรรมทัต หรือปัจจุบันคือพระภาวนาเขมคุณ วิ.เข้ามาตั้งสำนักกรรมฐานขึ้นในบริเวณวัดมเหยงคณ์ ทำให้โบราณสถานเก่าแก่ได้รับการดูแล กรมศิลปากรที่ขึ้นทะเบียนวัดมเหยงคณ์เป็นโบราณสถานของชาติตั้งแต่ พ.ศ.2484 ก็ได้เข้ามาช่วยบูรณะ ทำให้ทุกวันนี้วัดมเหยงคณ์กลายเป็นสถานปฏิบัติธรรม จัดบวชเนกขัมมภาวนาประจำเดือน จัดบวชถือศีล 8 ประจำวัน ตลอดจนจัดบวชพระสงฆ์ประจำเดือนและพระสงฆ์จำพรรษา สมกับเป็นแหล่งเผยแผ่พระธรรมที่เคยรุ่งเรืองมาช้านานตั้งแต่สมัยอโยธยาและอยุธยา

ทั้ง 2 วัดนี้ เมื่อผมขับรถไปอยุธยาคราใด จะต้องแวะเวียนไปถ่ายรูปเสมอ ยังสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าชอบอะไรนักหนา แต่ถ้าใครยังไม่เคยไป ควรจะไปเที่ยวชมนะครับ เพราะที่นี่งดงามเหลือเกิน อย่าลืมห่มสไบ ใส่โจงกระเบนไปด้วยนะครับ