Get Adobe Flash player

แสงแห่งปัญญา 6 โดย อ.วารุณี พิทักษ์สินากร

Font Size:

รัตนบุคคล หรือ แก้ว 5 ประการ ที่ล้ำค่า เรียงลำดับสูงต่ำกันดังนี้

1. พระศาสดาทุกพระองค์ ทั้งในอดีตกาล ปัจจุบัน และอนาคต กว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาได้ 1 องค์ เป็นเรื่องยาก กับไม่เคยมี 2 องค์ ในเวลาเดียวกัน บางครั้งก็ว่างจากพุทธกาล

2. พระอรหันต์สาวก กว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ส่วนมากบุคคลประเภทนี้จะรักพระธรรม ศึกษาและปฏิบัติกันอย่างแลกด้วยชีวิต เห็นคุณค่ากันจริงๆ

3. ผู้ปฏิบัติธรรมศึกษาธรรมอย่างจริงจัง กับอยู่บนเส้นทางแห่งมรรคผลนิพพาน

4. ผู้ฟังธรรมกับเผยแพร่ธรรม

5. ผู้ที่กตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา

ก่อนเราจะนำแสงแห่งปัญญามาเขียนได้บอกกล่าวขออนุญาต กับที่เรานำมาเขียน ไม่ใช่ลัทธิใหม่หรือวิธีใหม่ที่เราตั้งขึ้นมาเอง อย่าเข้าใจผิด เป็นธรรมะของพระองค์ ที่หลวงปู่มั่น หลวงพ่อพุธ หลวงตามหาบัว  พระอ.เปลี่ยนท่านใช้ปฏิบัติกัน  เราเพียงเอาตัวเรามาเป็นหนูตะเภาตัวเล็กๆที่ยอมตายถวายชีวิต กระโดดลงสนามทดลองด้วยการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ครูบาอ.สอนไว้ เพราะตนเอง มีพลังจากปลายปากกาจะได้นำความจริงจากประสบการณ์มาแนะนำคนไทยที่อยู่ไกลบ้านได้ ความดีความชอบใดๆ อนิสงส์ผลบุญที่จะได้ ขอมอบให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้คงอยู่ในแผ่นดินสยามตราบนานเท่านาน อย่างน้อยจนครบพุทธกาลของพระองค์ 5000 ปี พวกเราจงมาช่วยกันรักษาเถิด ความผิดพลาดใดๆถ้ามีขึ้น ขอเราลงนรกแต่เพียงผู้เดียว

             พระหลวงตามหาบัว ได้ตำหนิพระในยุคปัจจุบันอย่างถึงพริกถึงขิง ถึงกับเปรียบเอาวัดเป็นส้วม เอาพระเณรในวัดเป็นมูตรคูถ บอกพระยิ่งมากศาสนาพุทธยิ่งล่ม เพราะพากันยึด เจริญแต่ทางวัตถุ ไม่เจริญทางธรรม พระสมัยก่อน สมบัติมีติดกายเพียงแค่อะไรที่ถือออกธุดงค์ ออกป่า แม้แต่ยาบางรูปยังไม่เอาโดยคิดว่าถ้ามันจะตายก็เป็นเรื่องของขันธ์ สัตว์ในป่าเขาอยู่กันได้โดยไม่มีหยูกยา เราเป็นคนประเสริฐกว่าสัตว์ต้องอยู่ได้กับธรรมโอสถ มีติดตัว ในอดีตเวลาได้ข่าว พ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่น จะเทศน์ที่ไหน โหย...ท่านตื่นเต้นจะได้ฟังธรรมแม้ต้องเดินไกล 5 กิโล 10 กิโล ตะเกียกตะกายจะไปฟังให้ได้ เห็นคุณค่าของธรรมขนาดนั้น โดยเฉพาะออกมาจากปากของจอมทัพธรรม เวลาหลวงปู่มั่นท่านเทศน์บางที  4 ชั่วโมง น้ำเสียงของท่านชั่วโมงแรกที่เทศน์จะเบา ชั่วโมงต่อไปๆ จะยิ่งดังขึ้น เป็นน่าอัศจรรย์จนได้ยินไปในระยะไกลๆ ฟังชัดเสียงไม่มีตก พระทุกองค์จะนั่งฟังเทศน์กันไม่มีกระดิก ไม่มีปวดหนักปวดเบา ผู้เทศน์ไม่ลุกไม่ขยับ ผู้ฟังก็ไม่ขยับ ด้วยถูกตรึงไว้ด้วยหลักธรรมที่ท่านนำมาสั่งสอน ส่วนมากท่านจะเทศน์ทั่วๆ ไป เรียบๆ แต่พระพวกนี้ไม่ชอบเลยจะพากันแกล้งถาม ด้วยรู้แกวว่า ถ้าไม่ถามจะขาดรสชาติ แต่ถ้าถามท่านจะทั้งสอน ทั้งสวน ทุกอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ลั่นตูมตามเปรี้ยงๆออกท่าออกทาง ครั้งหนึ่งมือไปปัดโดนกระโถนกระเด็นตกลงมา “ หือๆๆ กระโถนตกลงไป พระล่ะกิเลสตกลงไปมั่งหรือเปล่า” ท่านถาม ทุกอย่างเป็นอรรค เป็นธรรมไปหมด  เปรียบเป็นอาหารก็กินพริกเต็มกำมือ กลายเป็นถูกใจพระกันเป็นแถว เขาจะจดจำทุกคำพูด มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่ง หลวงปู่มั่นท่านเทศน์ในช่วงกลางคืนบนศาลา ใต้ถุนสูง พระมาฟังกันเต็มศาลาข้างบน พวกเณรประจำวัดนั้นไม่ได้ขึ้นไปฟังด้วย  พวกเณรอยากฟังเทศน์กันมาก เลยไปแอบฟังกันอยู่ใต้ถุน เณรหนึ่งในจำนวนนั้น มีหน้าที่ต้มน้ำปานะ เมื่อหลวงปู่มั่นเทศน์จบ ท่านจะได้ฉันท์ พระเณรทั้งหมดได้ฉันท์กันถ้วนทั่ว ด้วยอรรถรสของพระธรรม เณรรูปนั้นลืมหม้อน้ำปานะ ปล่อยจนแห้งไหม้ทั้งหม้อ ด้วยห่วงกลัวจะไม่ได้ฟังธรรม หรือเพลินกับรสธรรมก็ว่าได้...มากกว่าห่วงผิดโทษฐานรับผิดชอบตรงจุดนั้น เณรรูปนั้นต่อมาทราบชื่อว่า พระอาจารย์สมชาย แห่งเขาสุกิม...เพชรนั้นอยู่ที่ไหน แม้จะเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ ส่งประกายสว่างไสวได้เสมอ... พระเณร ในอดีตที่มีโชควาสนาเกิดมาทัน แล้วได้บวชเรียนกับหลวงปู่มั่น  ในยุคนั้น มีนับหมื่น แต่ที่ได้ดี ไปดี กันจริงๆ มีไม่มาก เท่าที่เราพอรู้ๆกัน นอกนั้น ....สึก ออกไปใช้ชีวิตทางโลก เสร็จตัญหาราคะกันหมด

        เคยบอกมาแล้วว่า จิตเป็นสิ่งที่สูงค่าที่สุด เป็นที่รองรับทุกอย่าง ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิต รู้ดังนี้แล้วก็จงเลือกเอาว่า จิตดวงนี้ เราจะเอาธรรมหรือเลือกเอากิเลส ถ้าจะเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เอาไปเลย อย่ามิกซ์ จะเอาเลวกันก็ให้สุดขั้วชั่วให้สุดขีด จนรู้รสชาติของคำว่าทุกข์ก่อนแล้วค่อยมาเอาธรรมก็ยังดีกว่าให้กิเลสมันงาบไปอีกเช่นทุกชาติๆ ที่ผ่านมา   โดยไม่ทำรัยเลย  

  สติ กับปัญญาทำงานอันเดียวเหมือนเกลียวเชือก แต่สติต้องมาก่อนปัญญา หากจะถามว่า สติทำงานอย่างไร สำคัญอย่างไร  ทุกสิ่งจะสำเร็จได้เพราะจิต จิตจะทำงานได้ดีต้องมีสติ เอาตัวอย่างจากตรงนี้ คนบ้าที่นั่งเล่นคูตร เล่นมูถของตัวเอง เป็นเพราะขาดสติ เมื่อขาดสติ เขาก็ขาดปัญญาที่จะนำมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง บางทีเขาวิ่งแก้ผ้าออกนอกบ้าน บางทีคว้ามีดปืนมาไล่ยิงคนอื่นหรือทำร้ายตนเอง สติสำคัญเท่าชีวิต สติเป็นทำนบขนาดใหญ่ขวางกั้นกิเลส ไม่ว่าตัวกิเลสจะมหาศาลสูงใหญ่และทะลักทลายเข้าสู่จิตใจมนุษย์ดุจดั่งน้ำในมหาสมุทรแตกประดังเข้าหา ถ้ามีสติตัวเดียว  เหมือนพระปางห้ามญาติ “หยุด” จิตไม่รับ ถ้ายังไม่เคลียร์ คนธรรมดาทั่วๆ ไป สติจะมี 1-4 จาก 10 คนบ้ามีสติเป็น 0 พระโสดาบัน เป็น 5 สกิทา เป็น 6 พระอนาคามี เป็น 9 พระอรหันต์มีเต็ม 10 ตัวเลขที่แบ่งคือตัวความไวของสติ คนที่ขาดสติ ทำโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำไปแล้วเพิ่งมารู้ภายหลัง เพราะรู้ไม่เท่าทันกิเลส ส่วนคนบ้าที่ไม่มีสติ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอะไร พระอรหันต์ท่านจะรู้ตัวก่อน รู้ตัวตลอดเวลา ท่านวาง ท่านไม่ทำ เพราะท่านรู้เท่าทันกิเลส เมื่อมีสติปัญญามันก็แจ้ง ตัวสติปัญญาเป็นเครื่องมือที่ใช้ฆ่ากิเลสโดยตรง ท่านจึงสอนให้มีสติตลอดเวลา ท่านไม่พูดหรอกว่า “มีปัญญานะ” เดี๋ยวจะหาว่าโง่กัน เลยใช้คำว่า ให้มีสติตลอดเวลา แล้วปัญญามันจะเกิดเอง การจะเดินปัญญาโดยไม่ใช้สติจะกลายเป็นสัญญาไป  ถ้ามีสติตลอดเวลา สัญญา จะไม่เกิด  คือความคิดฟุ้งซร่าน การจำได้หมายรู้ต่างๆ  ตัวสังขารจะเข้ามาปรุงแต่งต่อทันที

        ปัญญา ปัญญาที่ได้จากการฝึกสติทำสมาธิแล้ว จะว่องไวแหลมคมรู้เท่าทัน จะแก้ลูกเล่นลูกชนของกิเลสได้ทุกสารทิศ เพราะกระแสคลื่นของกิเลส 105 ตัณหา 108 ถาโถม เข้าสู่ชีวิตของสัตว์โลก ทุกชีวิตไม่มีเว้น เวลาเดียวที่มันหยุดพักคือเวลาเรานอนหลับ แต่พอตื่นขึ้นตอนเช้า กิเลสจะกรูกันเข้าใส่จากทุก สารทิศ ถ้ามีสติปัญญาตั้งรับ สิ่งแรกที่ตื่นมาคือ “พุทโธๆๆๆ” กิเลสก็เข้าไม่ได้

        ปัญญา การที่เราจะได้ตัวปัญญามา เราต้องฝึกภาวนา คือทำสมาธิให้มากๆ บ่อยๆ โดยเพ่งกายคตานุสสติ หรืออสุภะ อสุพัง คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ แล้วจับ 32 ประการของเราให้ช่ำชอง โดยยึดหลักไตรลักษณ์ การกระทำอันนี้เหมือนลูกปืน 1 นัดได้นกทั้งฝูง เพราะการเพ่งนี้ให้ใช้หลักไตรลักษณ์ เพราะไตรลักษณ์คือทางเดินแห่งปัญญา แม้ข้ามอนาคามีไปแล้วจะทิ้งการเพ่งอสุภะไม่ได้ ต้องกลับมาเพ่งอีก อสุภะด้วยหลักไตรลักษณ์ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา คือหินลับปัญญาให้คมขึ้นๆๆ ทุกวัน ปัญญาไม่มีไม่ได้ เพราะเป็นแม่ทัพตัวสำคัญของฝ่ายธรรม ที่นำมาใช้ฆ่ากิเลสโดยตรง โดยปัญญาจะห้ำหั่นต่อสู่ ถึงเป็นถึงตายกับแม่ทัพฝ่ายกิเลสที่ชื่อราคะ สองตัวนี้นะขับเคี่ยวเอากันถึงตายไม่มีเสมอ ไม่มีการให้น้ำ ไม่มีการพัก ไม่มีกรรมการ หากปัญญาไม่เก่งกล้า ผาดโผนแหลมคม กิเลสที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลทุบาย ก็จะเข้าครอบงำสติปัญญาเราให้หน้ามืด โง่เขลาไปในที่สุดด้วย ตัณหาราคะ ความอยาก...เสร็จทุกราย ดังนั้นผู้ปฏิบัติจะขาดตัวนี้ไม่ได้ ถ้ายังไม่มีหรือมีกันยังไม่มาก ก็เตรียมพร้อมเข้าไว้ ให้มีมากๆ

        การได้มาซึ่งตัวสติได้มาอย่างไร? ความที่บางคนขาดตัวสติ จนไม่รู้ว่าสติอยู่ตรงไหน มันทำงานอย่างไร เพราะแทบจะไม่มีมัน ไม่เคยใช้มัน หรือมีมั่งไม่มีมั่ง ใช้มั่งไม่ใช้มั่ง กำหนดพุทโธตลอดเวลา เท่าที่จะทำได้ ถ้าทำงาน สติต้องจับอยู่กับงาน

        สติก็คือการรู้ตัวระลึกได้ ทุกขณะจิตว่าเราทำอะไรอยู่ ครูบาอาจารย์จึงสอนให้ ไม่ว่าจะเดิน นอน นั่ง ทุกอิริยาบถให้รู้ตัวตลอดเวลา เพื่อไม่ให้กิเลสแทรกเข้ามาได้ อีกทางคือ เวลาความคิดใดๆ เกิดขึ้นโดยเฉพาะความคิดที่เป็นอกุศลให้รู้ คำว่ารู้ในที่นี้คือ หยุด ตัดมันไม่ให้จิตปรุงแต่ง ตามกลมายาของกิเลสให้ทัน พอคิดปั๊ป รู้แล้วตัด พอความคิดใหม่เข้ามา รู้แล้วตัด ไม่ปรุง เพราะความคิดเหล่านี้ ทุกข์ทั้งนั้น บางทีทิ่มแทงจิตใจตนเอง

 กิเลสมันเล่นงานเราทุกความคิด ดังนั้นทุกความคิด ตัดมันให้หมด ตามรู้มันให้ทัน พอคิดก็รู้ พอคิดก็รู้ ช่วงแรกๆ ที่ทำ กว่าสติจะตามรู้ได้ อาจใช้เวลา 4-5 นาที (ตัวที่รู้ คือสติ คือเราดึงสติกลับมารู้ได้แล้วจึงหยุดคิดไม่ปรุงแต่งต่อ) ถ้าได้ทำบ่อยๆ เข้า เวลาที่จิตมันปรุงจะค่อยๆ ย่นเข้ามา จาก 4-5นาที เหลือ 2-3 นาที ทุกๆ ครั้งที่เรารู้ทันแล้วตัดมัน คือตัวสติ

        สติจะรู้เท่าทัน ไม่ยอมให้กิเลสเข้ามาสั่งสมในจิต กิเลสหรือความคิดต่างๆ ที่วิ่งเข้าหาเรา เรียกกันว่าสมุทัย แต่ละความคิดมีแต่นำความทุกข์ ความเจ็บปวด ความอยาก ความโลภ ราคะ ความหลงเข้ามาทั้งนั้น แต่ละความคิด มีแต่เป็นเหตุให้เกิดชาติเกิดภพ คือทำให้มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิด ยิ่งถ้าออกไปทำตามความคิดนั้นๆ ละก็  นรกลากไปอีกเช่นทุกชาติๆ ตัวความคิดอารมณ์ทั้งหมดเป็นอาหารของจิต จัดเป็นสมุทัย เราจะต้องใช้ธรรมตีห้องเครื่องใหญ่ของกิเลสในใจให้แตกให้ได้ โดยหาทางเอาธรรมเข้าไปแทนที่ ดังนั้นงานรื้อถอนกิเลสจึงจัดเป็นงานที่ยากที่สุดของมวลมนุษย์ชาติ เมื่อเราตามรู้ทันทุกความคิดก็เท่ากับกันไม่ให้สมุทัยมันเข้ามากองอยู่ในใจ ตัวรู้ที่เรารู้ทุกครั้งเป็นตัวสติ ที่ระลึกได้ตามทันตัวกิเลส เมื่อรู้บ่อยๆๆๆ มันจะวิ่งมารวมพลังกันเป็นตัวสติที่มั่นคง ว่องไว พระอรหันต์ท่านปฏิบัติจนได้สติมาเต็มร้อย ไม่มีอาการหลงๆ ลืมๆ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อาการเหล่านี้ไม่มี

        ถ้าห้องเครื่อง สมุทัยถูกตีแตก ธรรมเข้ายึดได้ จิตจะมีความเบาสบาย สงบ อิ่มอารมณ์สุข สติกับปัญญาจะทำงานคู่กัน เราก็เดินปัญญาต่อ (รออ่านบทเดินปัญญาโดยเฉพาะ เมื่อปัญญาฆ่ากิเลส) โดยเอาสติจับไว้กับคำบริกรรมพุทโธ เพื่อให้เกิดสมาธิตั้งมั่นยาวนานเป็นการเติมพลัง เมื่อมีสมาธิตั้งมั่นยาวนาน เข้าถึงอัปปนา เราก็เดินปัญญาโดยเพ่งอสุภะ ด้วยการใช้หลักไตรลักษณ์ เพราะจิตเรามีธรรมเข้าไปแทนกิเลส การปฏิบัติขึ้นต่อๆ ไปก็ง่ายเข้า สมุทัยเป็นที่เกิดแห่งทุกข์ นิโรธคือการดับทุกข์ มรรค คือศีล ภาวนา สติปัญญา และความเพียร เพื่อฆ่ากิเลส เพื่อดับทุกข์กับทำลายสมุทัยทั้งหมด...ต่อไปคือคำว่า

        วิริยะ คือความเพียร ท่านกล่าวว่า “พ้นทุกข์เพราะความเพียร” คนไหนเกิดมาโดยไม่มีความเพียร คนนั้นแทบจะเป็นโมฆะบุรุษ ถ้าใครได้ศึกษาธรรมในภาคปริยัติ คือศึกษาข้อธรรมทั้งหมด จะเห็นว่า ในบารมี 10 ทัศ มีวิริยะบารมี ในอิทธิบาท 4 ก็มีวิริยะ ในอินทรีย์ 5 ก็มีวิริยะ เพราะท่านเห็นความสำคัญของตัวนี้ ซึ่งขาดไม่ได้เด็ดขาด การปฏิบัติธรรมนี้ จะต้องหาเครื่องช่วย เครื่องทุ่นแรงทุกหนทางเพื่อจะฆ่ากิเลสออกจากจิตใจเราให้หมด ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะเอาชีวิตเข้าเป็นเดิมพัน จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ต้องตายอยู่ดี ดังนั้นถ้าจะตายก็ขอยอมตายกันอย่างมีคุณค่า ตายในสนามรบ เขาจึงหาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา ด้วยตัวความเพียร จึงมีคำว่าอดอาหารเพื่อแลกเอาธรรมะ พระตถาคตท่านอนุญาต การอดอาหารทำให้เราเพลีย เมื่อเพลีย กิเลสมันเข้าไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีเรี่ยวแรงพอจะไปแส่หากิเลสที่ไหน กับทำให้ตื่นตัวตลอดว่า เราทำเพื่ออะไร เราต้องการธรรม เราจะไม่ประมาท อาการหิวจะปลุกสติ เตือนสติเราเสมอ ไม่ให้ง่วง การนอนน้อยก็ทำให้เพลีย เมื่อเพลียกิเลสลากไปใช้งานไม่ได้ มีกำลังเพียงเพื่อปฏิบัติธรรมอย่างเดียว ที่เขียนทั้งหมดนี้คือ ทานน้อย นอนน้อย น้อยคนจะทำได้ ส่วนมากนอนอืดกันเป็นหมู บางรายตื่นเที่ยง อันนี้กิเลสลากไปแล้ว ธรรมถ้าเข้าถึงใครแล้ว คนผู้นั้น จะมีตัว วิริยะเพิ่มขึ้นมาเอง  แต่ต้องเข้าถึงจริงๆ  ไม่ใช่ทีเล่นทีจริง

        ขันติ ความอึดอดทน นำมาใช้ได้ทุกงาน โดยเฉพาะงานปฏิบัติธรรม ขาดตัวนี้ก็ยากที่จะได้มรรค ผล นิพพาน ตัววิริยะ มาคู่กับขันติเสมอ เช่นเดียวกับตัว สติกับปัญญา ทุกตัวที่ให้มาทำความเข้าใจอยู่ในหมวดปริยัติ คือศึกษาวางแผน ก่อนจะเข้าหมวดการปฏิบัติ

        ตัวสุดท้ายคือศรัทธา ถ้าขาดความศรัทธา ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การปฏิบัติแทบจะไม่เป็นผล ตัวนี้กลายเป็นตัวที่สำคัญอันดับแรกในอินทรีย์ 5 มี 1.ศรัทธาพละ 2.วิริยะพละ 3.สติพละ 4.ปัญญาพละ 5.สมาธิพละ ท่านกล่าวว่าใครได้ 5 ตัวนี้ เข้านิพพานได้เลย จะเห็นว่าตัวแรกคือตัวศรัทธา ขาดความศรัทธาแล้ว ทุกอย่างพังหมด ตัวนี้ยังจัดเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ฆ่ากิเลสทุกชนิดที่ระบุไว้ ใน มรรค (ข้อปฏิบัติ) คือสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร

ขอให้ไปศรัทธา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กันให้มากๆ  แล้วตั้งใจพากันปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน ช่วยกันเผยแพร่พุทธศาสนา ช่วยรักษาศีล 5 เพื่อสังคมได้พบความสุขสงบ แม้ไม่มีโอกาสได้สอนธรรมะอย่างเรา ก็ขอให้เปิดใจรับธรรมของพระพุทธองค์ด้วยการปฏิบัติกัน เพื่อเอาจิตให้รอด พวกเราโชคดีที่ได้เกิดมาในพุทธสมัยของพระพุทธองค์ จงอย่าให้เสียชาติเกิด เราเกิดมาในช่วง 5,000 ปี ที่พุทธศาสนาจะมีอายุอยู่ได้ เราได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา มาช่วยกันรักษาพุทธกาลของพระองค์ ให้อยู่รอด ถึง 5,000 ปีด้วยเถิด

        กับได้โปรดพากันเข้าใจว่า ศาสนาพุทธไม่มีวันเสื่อม แต่เพราะคนจิตใจพากันเสื่อมไปหมด คำสอนของพระองค์ ง่ายๆ ใช้หลักธรรมชาติของกายใจทรงล่วงรู้ได้อย่างไรว่า จิตเป็นสันทิฏฐิโก จิตมันยกระดับรับรู้ของมันเอง อันเป็นธรรมชาติของจิต คำสอนของพระองค์ถูกหลักของธรรมชาติ กายใจ แต่คนมันมาทำให้ยุ่งยากขึ้น มากเรื่องขึ้น เพี้ยนกันไปหมด

ติดต่อเราได้ที่ 085-660-2475 เชียงใหม่ 053-110417 กรุงเทพ025105335 e-mail This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.      วันพระไม่รับงานอย่าโทรมา

        อมิตาภพุทธ