Get Adobe Flash player

จากศูนย์สู่ดับสูญ 3 โดย อ.วารุณี พิทักษ์สินากร

Font Size:

ทำไม กายคตานุสสติจึงจำเป็นมากสำหรับผู้ปฏิบัติทุกคน ทำไมหลวงปู่หลวงตาจึงจี้ให้พวกเรามาจับกรรมฐานกลุ่มนี้ ทำไมพุทธสาวกในพุทธกาลจึงเห็นความสำคัญของกายคตานุสสติ เพราะเป็นการตัดราคะโดยตรง ถ้าใครตัดราคะได้เป็นทางลัดไม่ต้องกลับมาเกิดอีก จากบรรดากิเลสทั้งหมด ราคะจัดเป็นกิเลสกองใหญ่ระดับแม่ทัพใหญ่ กิเลสตัวอื่นยังไม่สำคัญเท่า ถ้าดับราคะ ฆ่าราคะได้ตัวเดียว กิเลสกองย่อยกองอื่นๆ จะพากันมอดไปเองกับดับกันง่ายเข้า กายคตานุสสติก็คือการเพ่งอสุภะ อสุภัง โดยจับกรรมฐาน 5 เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ แล้วจับอวัยวะทั้ง 32 ประการ ตับ ไต ไส้ พุงของเราเอง เพ่งให้ครบ ให้หมดโดยใช้หลักไตรลักษณ์ คือทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทำจนจิตเราได้เห็นทุกข์กับโทษ เห็นความเสื่อม เห็นความไม่เที่ยงแท้ เห็นว่ารูปมันรวมมาจากธาตุทั้ง 4 ทำบ่อยๆ ว่ากันเป็นปี จนจิตมันเบื่อหน่าย ถอนจากรูปธรรมทั้งหมด ถ้าทำได้ก็ตัดราคะได้ จะได้ว่างจากภายนอก

 ช่วง แรกๆ เลยที่เราปฏิบัติมา เราเพ่งอสุภะ อสุภัง กายคตานุสสติมา 10 กว่าปี ไม่มีอะไรก้าวหน้า เอาแต่เที่ยวเดินสายช่วยผู้ร่วมโลก จนพญาวิรุฬปักเขมาเตือน หูตาสว่าง เริ่มปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยตื่นตี 3 แต่ยังไม่ยอมปฏิบัติทั้งวัน อ่านหนังสือ เขียนต้นฉบับ จนได้ไปคุยธรรมะกับหลวงปู่กวง ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว คุยกับท่านวันนั้น ท่านส่งหนังสือประวัติของหลวงปู่แฟ๊บให้อ่าน เมื่อเราได้อ่านประวัติหลวงปู่แฟ๊บเท่านั้น พลังบางอย่างมันเดือดปุดๆ ฮึดขึ้นมาทันที เพราะหลวงปู่แฟ๊บเริ่มปฏิบัติกับบวชจริงๆ จังๆ ตอนอายุ 60 ปี พอดี (เท่าเรา) ท่านเดินจงกลมทั้งคืน ปฏิบัติทั้งคืนทั้งวัน เราคิดว่าตนเองนั้นปฏิบัติมาแล้วตั้ง 15-16 ปี ยังไม่มีอะไรก้าวหน้า หนทางสู่มรรคผลนิพพานยังเลือนราง เพราะเราไม่เคยเอาจริงๆ จึงเกิดความฮึดขึ้นมาหลวงปู่แฟ๊บท่าน 60 ท่านยังทำได้  วันรุ่งขึ้นจึงปฏิบัติไปจนตี 4 จึงเข้านอน ตื่น 7 โมงเช้า เมื่อทานข้าวมื้อเดียวเสร็จ ปฏิบัติทั้งวันไม่มีการนอนพัก โดยสลับเดิน 2 ช.ม. นั่ง 2 ช.ม. สลับกันไปจนตี 2 ครึ่งเข้านอน ตื่นตี 4 ครึ่ง ก็ปฏิบัติเลย พอ 9 โมงเช้าทานข้าว ทานเสร็จปฏิบัติยาวไปจนตี 1 ครึ่งเข้านอน ตื่นตี 3 ทำอยู่ 2 อาทิตย์คือนอนประมาณ วันละ 3 ชั่วโมง  ร่างกายไม่ไหว พ่อพราหมณ์จีรภาคบอกให้เดินสายกลาง จึงจัดตารางใหม่ แต่ผลดีได้เกิดขึ้นแล้วใน 2 อาทิตย์นั้น คือได้ปลุกทั้งตัวสติปัญญาขึ้นมา บทนี้เขียนเพื่อบอกให้ทราบว่าเราทำอะไรก่อนหลัง เมื่อได้ปลุกสติปัญญาขึ้นมาแล้ว (2 อาทิตย์ที่ติวเข้ม เพ่งอสุภะตลอด เดินปัญญาเต็มที่เลย) มันนอนไม่หลับตาค้าง ความคิดแตกพลั่กๆ เข้ามาทีละ 3-4 ความคิด ซับซ้อนเรียงกันเข้ามา อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังที่เขียนมาแล้วในบทที่ 1 ความคิดเหล่านี้ ถ้าเราหาทางดับมันหยุดมันไม่ได้ มันจะกลายมาเป็นกองกิเลสหรือสมุทัย มันจะไปรวมตัวกันตรงนั้น ถ้ามากๆ เข้ายุ่งแน่ ดับได้ โดยกลับมาท่องพุทโธตลอดเวลา การกระทำนี้ต้องจริงจังหนักมากเหนื่อยมาก อย่าลืมว่า คนจริงเท่านั้นจึงจะได้ของจริง  ตื่นมาสิ่งแรกก็พุทโธเลย จะไม่ยอมมีช่องว่างให้จิตมันได้คิดโน่นคิดนี่มีที่ให้นิวรณ์มันแทรก  คือไม่ยอมให้กิเลสเข้าเลย ประมาณ 4-5 วัน สติปัญญาที่ค้างแข็งฟุ้งซ่านสงบลง จิตนิ่ง นิ่งอย่างประหลาดมหัศจรรย์ มันสุขสงบและเย็น เบาไปหมดทั้งกายและใจ  เต็มไปด้วยพลังงาน(คือพลังจิตทุกช๊าตเต็มที่) ตอนนี้ตัวสติปัญญาที่ถูกชาร์ตไว้เต็มที่พร้อมที่จะทำงาน เรากลับมาเพ่งอสุภะ อสุภังอีก ครั้งนี้จิตละเอียดนิ่งมาก ตัวสติปัญญาทำงานเต็มที่ เห็นความไม่เที่ยง เห็นทุกข์เห็นโทษของขันธ์

เมื่อ เหตุการณ์วันนั้นผ่านไป จิตมีอาการประหลาด มหัศจรรย์คือ เขาจะนิ่งไม่อยากคิด เวลานั่งสมาธิปุ๊ป จับที่จิตเลย ไม่ต้องการพุทโธ เขาจะนิ่งสงบเยือกเย็นแม้จะทำงานบ้าน งานเขียน จิตก็เบาบางสบาย ไม่มีสมุทัยใดๆมากระทบ อารมณ์ต่างๆ แทบไม่มี ความจำดีมากขึ้น สุขภาพกลับมาดีเหมือนเดิม พลังงานไม่รู้มาจากไหน เมื่อผู้ปฏิบัติเริ่มมีความคุ้นเคยกับจิตใจของตนเองมากขึ้น จะมีความรู้สึกว่าจิตของตนเหมือนน้ำ ถ้ามีอารมณ์อะไรเข้ามาแทรก เขาจะกระเพื่อม เราต้องรักษาจิตของเราไว้ไม่ให้มันกระเพื่อม คือจิตต้องนิ่งอยู่ในระดับเดียวกันตลอดเวลา ไม่มีดีใจ เสียใจ กับขอให้นักปฏิบัติหัดใหม่ทุกคนหรือผู้ที่กำลังอยู่ในเส้นทาง ได้รู้ไว้ว่าถ้าการปฏิบตินั้นเป็นอย่างจำเจสม่ำเสมอ แต่ไม่ทุ่มเทชนิดหามรุ่งหามค่ำอดหลับอดนอนหรือโต้รุ่งกันแล้วละก็ ความก้าวหน้าก็จะจำเจๆ เหมือนเดิมไม่มีอะไรคืบหน้า  จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตช้า นัยว่า อยากได้ของดี ต้องจ่ายหมดหน้าตักว่าให้ได้เท่าไหร่ ในโลกนี้สิ่งเดียวที่ได้มาฟรีๆ ความแก่ได้มาฟรีๆ แต่ความดี นั้นต้องทำเอา  เขาต้องการเห็นว่าเรามีได้เต็มที่แค่ไหน มีหรือไม่มี  คือได้ กับไม่ได้  ปฏิบัติมาสม่ำเสมอกว่า 15 ปี แต่ไม่เคยหามรุ่งหามค่ำ คนจริงจึงจะได้ของจริง แต่กฏกติกาทุกอย่างต้องครบ ตามที่แจกแจงมาแล้วในบทแสงแห่งปัญญาและจากศูนย์สู่ดับสูญ

กิเลส เขาจะไม่ยอมให้ผ่านได้ง่ายๆ นอกจากจะขึ้นเวทีต่อสู้กันอย่างถึงตายกันไปข้างระหว่างปัญญากับราคะแล้ว ผู้ที่มีเป้าหมายก้าวขึ้นสุทธาวาสยังจะโดนกิเลสจัดสรร เล่นรอบนอกอีก คือใครที่มีรักเก่า ถ่านไฟเก่า หรือคาราคาซังอะไรกับคนรักอยู่ กิเลสจะจัดฉากให้ได้มีโอกาสได้ใกล้ชิด ได้อยู่กัน 2 ต่อ 2 เพื่อเป็นการทดสอบใจ ว่าตัดการยั่วยวนที่จะผ่านเข้ามาทางอายตนะทั้ง 6 ได้จริงหรือไม่ กิเลสจะจัดสรรให้มีโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าเราจะทนปฏิเสธความอยาก ความต้องการหรือราคะนั้นได้แน่แท้จริงแค่ไหน จะสอบตกกันก็ตรงนี้แต่ ถ้าใครผ่านได้ มารนั้นจะหายไปเลย จะไม่มีใครมารบกวนให้วุ่นวายใจอีก ไม่ว่าจะเวทีภายในหรือภายนอก เมื่อตัดราคะได้จะเป็นการตัดรูปธรรมในโลกมายาภายนอกทั้งหมดลงได้ เหลือแต่ส่วนที่เป็นนามธรรมอยู่ภายในเท่านั้น

 การ ดับทุกข์กับการดับราคะต้องแยกกันให้ถูก ทุกข์ส่วนมากก็มาจากราคะกิเลสตัณหาทั้งนั้น ทุกข์อย่างอื่นๆ เราก็ต้องใช้พิจารณาอริยสัจ 4 อย่างที่อธิบายมาแล้ว คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ต้องทำความเข้าใจองค์ประกอบของแต่ละตัว ความหมายของทุกตัวจนแตกฉาน

ว่า สมุทัย เป็นที่เกิดแห่งทุกข์ สมุทัยคือตัวกิเลสตัณหาราคะ ความอยาก ความทุกข์ ความห่วงหาอาลัยอาวรณ์ ความผิดหวัง ทั้งมวลที่มีแต่ทิ่มแทงเผาไหม้ตัวเราเองทุกวันทุกคืน บ้างกินไม่ได้ นอนไม่หลับ บ้างฆ่าตัวตายหนีโลกไปเลยก็มี

เพราะไม่เข้าใจ จึง ต้องมี มรรค คือ ข้อปฏิบัติ อันได้แก่ สติปัญญา ภาวนา ความเพียร เข้าต่อสู้กับสมุทัยเพื่อไม่ให้เกิดทุกข์ ถ้าปัญญาแก่กล้าแหลมคม เราก็รอด ถ้าไม่มีสติปัญญาเราก็ตาย ดังนั้นจะเห็นว่าหนทางเดียวที่จะได้มาซึ่งปัญญาคือการทำสมาธิ ถ้าตี 3 ตัวนี้ได้เราก็จะได้นิโรธมา คือสว่างกระจ่างแจ้งรู้เท่าทันทุกข์ เราก็ปล่อยวาง ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์คือกำหนดรู้ว่าทุกข์อะไร ทุกข์ทำไม สมุทัยกำหนดละ เหตุที่เกิดทุกข์ เราก็ละมันซะ นิโรธกำหนดแจ้งเห็นแสงแห่งปัญญาแล้ว มรรค คือข้อปฏิบัติ ศีล ภาวนา สติ ปัญญา ความเพียร ปัญญาที่ได้มาจากทางโลกทั้งหมดที่ใช้กันอยู่ จัดเป็นปัญญาที่ได้มาจากโลกียะ มีแต่เพิ่มพูนกิเลส แค่เอากายให้รอด ส่วนปัญญาที่จะได้มาทางธรรมจากการปฏิบัติด้วยการเดินไตรลักษณ์ เป็นปัญญาที่เอาจิตให้รอดหลุดพ้น จัดเป็นโลกุตระ สังเกตุว่าโลกเราในปัจจุบันนี้มีแต่คนใช้ปัญญาในทางโลกกัน โลกมันจึงร้อนรนทุรนทุรายกันขึ้นทุกวัน ด้วยกิเลสนั้นแล...ไม่ว่าจะดับทุกข์หรือฆ่าราคะ จะต้องใช้อิทธิบาท 4 ควบคู่ไปด้วยเสมอคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คือความพอใจในสิ่งที่ทำ ใช้ความเพียรทำด้วยจิตใจที่จดจ่ออยู่มิได้ขาด และพิจารณาไตร่ตรองทุกอย่างที่ทำ ก็จะนำเข้ามรรคผลนิพพานได้ไม่ยาก อิทธิบาท 4 จะขาดไม่ได้

อย่าคิดเอาดี จากอวิชชา อย่าหาความเมตตา จากคนใจสัตว์

ติดต่อเราได้ที่ 085-660-2475,053-110-417,02-510-5335, e-mail This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. www.ajanva.net

อมิตาภพุทธ