Get Adobe Flash player

ขันธ์มาร โดย อ.วารุณี พิทักษ์สินากร

Font Size:

บทนี้ขอพูดถึง หนึ่งใน พญามารทั้ง 5 ที่สำคัญที่สุด ที่จัดเป็น บันไดขั้นแรกที่จะพาเราเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ถ้าใครมาถามเราว่า จาน ครับ , อาจารย์ ขา ถ้าจะวัดว่า ผู้ปฏิบัติท่านใดมีจิตที่ละเอียดอ่อน และพลังจิต ถึงระดับ จะดูได้อย่างไร คำตอบอยู่ในบท อ่านไปเรื่อยๆ อย่ากระพริบตา  มารทั้งหมดเขียนมาแล้วในบท มารทั้ง 5  แต่ละมารมีความสำคัญต่างกัน

ขันธ์มาร คือความเจ็บไข้ได้ป่วยทุกชนิดที่เกิดขึ้น กับกายขันธ์ของเรา ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า ผู้ปฏิบัตท่านใด ถ้าผ่าน การเจ็บไข้ได้ป่วย การ หิวไปได้ ผู้นั้นจิตเขาละเอียด ยกระดับอยู่ขั้นสูงแล้ว   ถ้าจะให้จิตละเอียดยิ่งขึ้นกว่านี้  หมายถึงต้องได้ ถึงขั้น มหาสติปฏิฐาน  4 ไปแล้ว คือ  เขาสามารถมองเห็นทุกอารมณ์ ที่วิ่งเข้า-ออกจากจิตเขาได้ เมื่อเขารู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆ เพราะเขามีตัวผู้รู้แล้ว เขาย่อม ระงับหยุดอารมณ์ ต่างๆได้หมดด้วย ตัวรู้  ตัวรู้คือสตินั้นเอง กรณี นี้ เรียกว่า เอาจิต จับไว้ที่จิต  ถ้าเขาเอาจิตจับอารมณ์ เขาได้ เขาย่อมเอาจิต ตามดู การเคลื่อนไหว ของกายเขาได้ไม่ยาก ไม่จับที่ อารมณ์ ก็จับที่ กาย  อย่าลืม ว่า มหาสติปฏิฐาน  4 ,อันมี กาย เวทนา จิต ธรรม  จิตอยู่ที่จิต คือ ตามดูทุกอารมณ์ ความคิดของตนเอง ไม่ให้จิตส่งออก  เอาจิตอยู่ที่กาย คือทุกความเคลื่อนไหว ของร่างกาย ไม่ว่าจะ ยืน นอน นั่ง เราตามรู้หมด นี่คือเอาจิตไว้กับกาย  ทีนี้ การกระทำ  2 อย่างนี้ ทำได้ยากมาก ต้องผู้ปฏิบัติ ระดับ สูงจริงๆจึงจะทำได้ ใช้เวลาเป็น สิบๆ ปี บางคน ก็ ลากความเพียร กันข้ามภพ ข้ามชาติ กว่าจะได้มา  อีกกรณีที่สามารถวัดดูกันได้ว่าท่านผู้ใดมีภูมิจิตภูมิธรรมขั้นสูงแล้ว  ดูไม่ยาก ให้ดูจากกิเลสเฉพาะหน้า  ตัวสติที่เขาฝึกฝนมาอย่างดี จะทำให้เขาเกิดปัญญา กับหยุดทุกอย่างที่เข้ามาแบบกระทันหันได้ทัน ซึ่งผู้ที่ไม่ได้ ปฏิบัติ จะทำไม่ได้  ไม่ว่าจะเป็น กิเลสชนิดใด เข้ามาทางอายนะไหน เขาหยุดได้หมด เพราะทุกอย่างสำหรับเขามันเป็นสมมุติ ไปหมดแล้ว เขาได้ตัดรูปธรรมทางโลกทั้งหมดได้หมดแล้ว  กับคนที่ได้ธรรมระดับสูงแล้ว ย่อมมีความสามารถให้ธรรมกับคนอื่นได้ไม่ยาก  ด้วยคำสอนที่ง่ายๆ

แต่พอพูดถึงท่าน ขันธ์มารแล้ว (มาทางเวทนา คือขันธ์  5) ต้องขอคารวะ ท่านงามๆ ชนิด กราบแล้ว กราบอีก กราบ เช้า กราบ เย็น ที่ท่านช่วยให้เรา เห็น ธรรมได้ ธรรม มาตั้งหลายข้อ บุญคุณท่านนั้นล้นเหลือ ใครที่เกลียดกลัวขันธ์มาร ขณะปฏิบัติสมาธิ นั้น คิดเสียใหม่นะคะ เพราะถ้าเราผ่านท่านไปได้ เรายังจะรู้จักวิธี แยก กาย เวทนา จิต ออกจากกันทีละส่วนๆ อย่างง่ายดาย อันนี้เป็นธรรมขั้นสูงละนะ ถือว่าเป็นการเข้าหลักชัยไปครึ่งทางแล้ว

ขณะที่เรานั่งสมาธิ อาการ ปวดเมื่อยตามขาเข่า เอว หลัง ต่างๆนั้น  เป็นที่ท่านพญาขันธ์มารท่านมาทด สอบ เข้าทำนองที่ว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด” เมื่อท่านอุตส่าห์ เข้ามาทดสอบแล้ว ขอบคุณท่าน เพราะถ้าเราผ่านท่านไปได้ เราจะได้ ทั้ง ขันติ บารมี สัจจะ บารมี (ในกรณีที่เราพูดว่า จะนั่ง  1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง เราต้องใช้ความอดทนให้ได้ ตามที่เราตั้งใจไว้) ปัญญา บารมี

เราได้เดินปัญญา เดินวิปัสสนา ด้วยกฏพระไตรลักษณ์  ว่าอาการเจ็บ ปวดนี้ แต่ก่อน มันไม่มี มันมาจากไหน ถ้าไม่มี กายขันธ์ แล้ว ตัวเวทนา นี้จะจับที่ไหน  เมื่อเราสามารถเข้าถึง ฌาน  2 ได้ จิตกับกายเริ่มแยกกันแล้ว ถ้าได้สูงกว่านั้น หมายถึง กายกับจิตแยกกัน ได้เลยคือ ฌาน  3 ขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อกายเราไม่มี เวทนา มันจะจับที่ไหน มันจะมีได้อย่างไร นี่ คือเราพิจารณา ธรรม เราเดินปัญญา เป็นวิปัสสนา แล้ว (วิปัสสนา คือ พิจราณา) เห็นไหม เราได้ บารมี  10 ทัศ มา 3-4 ข้อเลย จาก ขันธ์มาร ตัวเดียว

การ แยกเวทนา ออกจากกาย อย่าลืมว่า ตัวเวทนา  จัดเป็นมหาสติปฐาน  นี้ ทำไม่ยาก ผู้จะทำขั้นนี้ได้ พลังจิต ต้องมีอย่างเหลือใช้เหลือกินแล้ว  เมื่อเรานั่งสมาธิ มีอาการปวดเข่าอย่างแสนเข็ญ สิ่งแรกที่พญาขันธ์มารให้แก่เราโดยที่เรามองไม่เห็นและไม่เคยได้รู้ตัวกันมาก่อนเลย คือ ความเจ็บปวด  กับทำให้เราทำสิ่งที่ยากเย็นเข็ญใจนั้นได้กันอย่างง่ายดาย คือ ตามปกติแล้ว จิตเราจะส่งออกไกล จากตัวส่งออกนอกกาย (จากขันธ์ 5 ) เป็น ร้อยไมล์พันไมล์ ส่งไปบ้าน โน้น บ้านนี้   อยู่ที่คนโน้น คนนี้ ไม่เคยอยู่กับเนื้อกับตัว เรื่องจะให้จิตอยู่กับกาย หรือจิตอยู่กับจิต อย่างที่บอกมาแต่ต้นนั้น ทำกันไม่ได้ ทำได้ยากลากเลือด  แต่พอเรา ปวดเข่า ปวดหลัง ขณะเราบำเพ็ญความเพียร ....โอ้ยยยย จิตมันจับอยู่ที่เข่า จิตมันจับอยู่ที่เอว ปวดที่ไหน จิต จับอยู่ที่นั่น......เป็นเช่นนี้ทุกคน ใช่หรือไม่ เวลา ธรรมดา  จิต มันไม่เคยอยู่ กับกายเลย ขันธ์มาร ท่าน ช่วย ย่นย่อ ระยะทาง ที่เราส่งจิตออกไกล จากตัว วิ่งกลับมาจับอยู่กับตัว ให้เราเองเลย.....เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จงขอบคุณท่านแล้ว พิจราณา เลย คือเดินปัญญา วิธีที่ ทำให้ความเจ็บปวดนั้นหายไป ทำได้  2-3 วิธี

1 ส่งจิตออกไปจับที่อื่น อย่าให้อยู่ในตำแหน่งที่เจ็บปวด เช่นถ้าเรามีพระพุทธรูป ตั้งอยู่เบื้องหน้า ให้เพ่งพระนั้น หรือส่งไปที่ บิดา มารดา คนที่เราเคารพรัก หรือครูบาอาจารย์ ตอนเราถูกแมงมุมกัดที่มลรัฐมิชิแกน เราส่งจิตอย่างแรงไปที่ครูบาอาจารย์ คือ หลวงปู่มั่น ภูริทัฑโต

           2 ทำลมหายใจ ให้ละเอียดอ่อนแผ่วลงไป คือหนีเข้าฌาน  4 หรือ อัปปนา สมาธิ ไปเลย เราจะไม่รู้สึกเจ็บ                

 3 สู้กะมัน จับตรงที่ปวดเมื่อย แล้วพิจราณา อย่างที่บอกมาแล้วข้างต้น ว่า กายเรายังไม่มี แล้วความเจ็บปวดจับไข้จะมาจากไหน  ทุกอย่างมันเป็นกฏพระไตรลักษณ์  มันมีเกิดมา ตั้งอยู่ และดับไป แต่ก่อน มันก็ยังไม่เจ็บ แล้ว เจ็บครั้งก่อนๆ ที่เกิดมา มันหายไปไหน หมด มันมาเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวมันก็ไป มันเป็นเพียงอาการของจิต....ท้าย สุด มันคือ พญาขันธ์มาร ที่เข้ามาทดสอบเรา ลูกพระตถาคต ....ย่อมยอมตาย ไม่ยอมแพ้  อยากได้ธรรม ก็ต้องแลกกันด้วยชีวิต  อยากจะเจ็บก็เจ็บไป ตรู ไม่ลุกจะมีรัยมั๊ย โดนเข้าไม้นี้ พญาขันธ์มาร ยกทัพกลับทุกราย พระหลวงตามหาบัว ท่านสุดยอด ท่านเป็นฝีดาษ ซึ่งใครเป็น ตายทุกคน ท่านหายไปหลังก่อไฝ่นั่ง พิจราณา แยกเวทนา ออกจาก จิต จาก กาย  เช้ามา อาการไข้หายเป็นปลิดทิ้ง  นี่ล่ะค่ะ ธรรม โอสถ

ต้องยอมรับกันว่า เมื่อนำความทุกข์เวทนา ที่เกิดจากทางกาย มาเปรียบเทียบกับทุกข์ที่เกิดกับทาง จิตแล้ว   ย่อมรู้กันเองว่า การดับทุกข์จากทางจิต กับทางกาย นั้น อันไหน มัน ยากง่าย กว่ากัน แต่เมื่อขึ้นชื่อว่า นักปฏิบัติแล้ว เขาย่อมไม่สทกสท้านไม่ว่าจะทางใดๆ เมื่อจิตเขาละเอียด เขาจะรู้ จะเห็นทุกอารมณ์ที่เข้ามากระทบจิตเขา เขาจะรู้แต่เขาไม่รับ เพราะสิ่งที่นักปฏิบัติทุกคนกลัวที่สุด กลัว ยิ่งกว่าความตาย ความจน ความเจ็บ  คือความ...ทุกข์ เขาจะไม่ยอมให้จิตเขาถูกความทุกข์ จากทางใดๆเข้าครอบงำอย่างเด็ดขาด....

 ระลึกไว้เสมอว่า อาการเจ็บปวด เหนื่อย หิว ใครผ่านได้ ผู้นั้นผ่านสอบ คะแนน วิ่งกระฉูดยิ่งกว่าเล่นคุกกี้รัน

ในโลกนี้ไม่มีอะไรสะอาดเท่ากับจิตที่หลุดพ้นแล้ว จิตที่พ้นจากกิเลสทั้งหมดแล้ว จะครอบโลกธาตุไว้ทั้งหมด

ขอจบบทนี้แต่เพียงเท่านี้

ติดต่อเราได้ที่ 085-660-2475 หรือ e-mail varunee5@ yahoo.com,

 www.ajanva.net

อมิตภพุทธ