Get Adobe Flash player

เมื่อปัญญา...ฆ่ากิเลส โดย อ.วารุณี พิทักษ์สินากร

Font Size:

ศีลอบรม สมาธิ,  สมาธิ อบรม ปัญญา,  ปัญญา อบรมจิต, เมื่อทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผู้

นั้นจะได้พบกับมหัศจรรย์ทางจิต  ศีลจะฆ่ากิเลส ชนิดหยาบที่เกิดจากกายวาจา  สมาธิจะดับกิเลสที่เรียกว่านิวรณ์ 5 ปัญญา จะฆ่ากิเลสชนิดที่ละเอียดสุดที่เรียกว่าอวิชชาที่อยู่ในใจ ต้องทำงานด้วยกันทั้ง 3อย่าง จากนั้นจะเห็นการพัฒนาของจิตจะยกระดับของจิตเอง จนถึงจุดสู่วิมุขติสุข คือสุขจากการหลุดพ้น เป็นสัญทิฐิโก คือเราจะรู้ได้ด้วยตนเอง เพราะที่สุดของทุกชีวิตในโลกนี้แล้ว ตั้งแต่สัตว์จากชั้นต่ำสุดไปถึงสูงสุดคือมนุษย์  จุดมุ่งหมาย จุดจบ ของทุกดวงวิญญาณ คือพระนิพพาน กันทุกชีวิต เพียงแต่ คิวยังมาไม่ถึง  ผู้ที่ได้คิวแรกไปแล้วคือพระโสดาบัน ท่านได้ปิดอบายภูมิแล้ว ท่านอยู่บนหนทางของมรรค ผลนิพพาน อีกไม่เกิน 7 ชาติเกิดท่านก็พ้น บ้างก็ได้ในชาติต่อไป เมื่อรื้อถอนกิเลสออกจากใจได้หมด จะรู้ว่าในจิตของมนุษย์เรามีของดีๆ ซ่อนอยู่เยอะ  ที่เรียกว่า มหัศจรรย์ทางจิต....นั้นแล

เพราะในโลกนี้มันมีแต่ the dreamer  กันทั้งนั้น แต่ the Dream maker    ที่ทำฝันให้เป็นจริง มีเพียงไม่กี่คน มีแต่ความอยาก แต่ไม่มีความเพียร  จึงคลานกันอยู่แถวนี้ไปไหนไม่รอด แล้วคุณล่ะ....ถึงคิวคุณหรือยัง? หรือจะรอไว้ชาติหน้าตอนบ่ายๆ หรือห่างไกลไปกว่าชาติหน้า?

เพื่อให้พ้นทุกข์  แสงแห่งปัญญาบทนี้ จะอธิบายถึงการเดินปัญญา  คนไทยผู้ปฏิบัติที่อยู่ไกลบ้าน จงตัดเก็บออกมาไว้อ่านเพื่อความเข้าใจและได้ปฏิบัติได้ถูกต้องอย่าสักแต่ว่าอ่านแล้วผ่านไป  มีคุณค่าทุกบรรทัดทุกตัวอักษร บทนี้เขียนขณะที่เราจำศีล  ปิดวาจา 9 วัน ทานกล้วยน้ำว้า วันละ 3 ลูก ก่อนเที่ยง กับน้ำเปล่าเท่านั้น  อนิสงส์จากการเขียนบทนี้ จึงประมาณไม่ได้  เพราะได้ทั้งสัจจะบารมี ขันติบารมี พอออกจากจำศีล ได้ 4 วัน หญิงชัช (สาวหล่อ) กับหนูเมจิก แห่งซิดนีย์ เมล์มา “จานพร้อมเมื่อไหร่ มาได้เลยพวกหนูจัดห้องชั้นสอง ของร้านอาหาร ทำเป็นออฟฟิต และที่พักของจาน พร้อมแล้ว” ทำให้คิดถึงพระฤษี นารอด กับพระฤษีนารายณ์ จากบท “เพื่อนจากต่างภูมิ 4” ไม่ได้ ที่ท่าน ตราหน้าเราไว้ว่า  “ปีนี้จะไม่ได้ไปเมกาหรอก เมกาจะได้ไปปีหน้า แต่จะได้มาออสเตรเลียแทน ไม่เชื่อคอยดู” แล้ว 2 ผู้เฒ่า ก็พากันหัวเราะชอบใจที่ทำเรายั้วของขึ้นได้  เพราะตั้งใจว่าจบ กับออสเตรเลียแล้ว

การอยู่ด้วยปัญญา คืออะไร?  คือ การอยู่กับปัจจุบัน โดยใช้สติจับไว้ทุกขณะจิต ทุกกริยาบท แล้วพิจารณาด้วยปัญญา จะเห็นว่าทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนเป็นธรรมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเข้ามาทางประสาทส่วนไหน ต่างก็เข้ามา แล้วดับไป ด้วยกฎของไตรลักษณ์ ทั้งสิ้น  คือ ทุกข์ขัง อนิจจัง อนัตตา  หากมีสติ สมุทัย กับสัญญาต่างๆ จะเข้าไม่ได้

แต่คนปัจจุบัน นี้อยู่ด้วย  สมุทัย และสัญญา คือให้กิเลสพาไป สัญญา คือ การจำได้หมายรู้ ต่างๆจากในอดีต  ปัญญาที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้กันแบบขาดสติควบคุม ซึ่งเป็นผลมาจาก สัญญา หรือสมุทัย เป็นเหตุเสียส่วนมาก ที่มันจะแว็บบบ เข้า แว็บ มา ตลอดเวลา ….จัดเป็นปัญญาทางโลก ซึ่งแฝงไปด้วยกิเลส ๆจะทำงานกันทันทีที่เราตื่นนอน ....เหมือนเป็นนายมาบงการสั่งงานเราในแต่ละวัน ล้วนเป็นแต่กิเลสทั้งนั้น

มาเดินปัญญากันเถิด    ตามแนวทางของพระบรมครู เมื่อเราได้เจริญภาวนา สมถะกรรมฐาน ควรแก่เวลา จนจิตอิ่มอารมณ์ จิตตั้งมั่น พอที่จะเดินปัญญากันได้แล้ว  ก็ให้เดินปัญญาเลย 

สมถะกรรมฐาน คือการอบรมจิตให้สงบ ให้นิ่ง ให้มีอารมณ์เดียว บ้างก็ว่าเป็นที่พักปัญญา หรือหินทับหญ้า หยุดกิเลสมันไว้ก่อน แต่ยังฆ่ามันไม่ได้  ที่ว่าจิต ติดว่าง ติดเฉย พระบางองค์ติดสุขอยู่ตรงนี้ไม่ยอมเดินปัญญา ....นี่คือสมถะกรรมฐาน สมาธิที่จะได้มี 3 ระดับ คือขณิกะ อุปจาระ และอัปปนาสมาธิ เมื่อเข้า ขณิกะ หรืออุปจารสมาธิได้ ให้เดินปัญญาเลยทันที อย่ารอให้เข้าไปถึงอัปปนา เพราะจะติดสุขไม่ยอมเดินปัญญา แต่ถ้าใครเข้าอัปปนาสมาธิได้ จะรู้ว่ากายกับจิต นั้นคนละส่วนกันแล้ว  เพราะเหลือแต่จิต กายไม่มี

วิปัสสนากรรมฐาน คือการ รู้แจ้ง เห็นจริง ยอมรับกับความจริง...โดยการเดินปัญญาใช้หลักไตรลักษณ์ อันเป็นหัวใจของพระพุทธเจ้า  คือการเห็นจริง รู้จริง ยอมรับความจริงของขันธ์ 5  ด้วยปัญญานี้ ท่านก็ให้ใช้กรรมฐาน 5 ซึ่งเป็นของเก่า โบราณ ที่พระพุทธเจ้าหลายๆพระองค์ในอดีตใช้กันมา กรรมฐาน 5 มีอยู่แล้วในร่างกายเรา คือ เกศา โลมา นขลา ทันตา และตโจ  คือ ผม ขน เล็บ  ฟัน และหนัง บ้างก็ใช้พุทโธ  ขอเตือนอีกนิดว่า ผู้ที่จะเดินปัญญาได้ กับพร้อมที่จะทำการนี้ได้ กุศลกรรม ทุกอย่างต้องมาประชุมถึงพร้อมกันครบหมด เช่น การรักษาศีล  การทำทานทั่วๆไป การสวดมนต์ ภาวนา จนเป็นกิจวัตร ในชีวิตประจำวัน เรื่องศีลนี้ หลวงพ่อพุธ กล่าวไว้ว่า ถ้าศีลใครขาดแม้เพียงข้อใดข้อนึง ผู้นั้น ขาดจากการเป็นมนุษย์ แล้ว กับผู้ที่จะตัดกิเลสเฉพาะหน้าได้ตรงนั้นเดี๋ยวนั้นในชีวิตประจำวันได้ ผู้นั้นจะต้องมีศีล บริสุทธิ์ กับมีสัจจะบารมี ที่แก่กล้าทั้ง 2 อย่าง  คือพอกิเลสเข้าหา เขาตัดได้ทันที(ปัญญารู้เท่าทันกิเลส) แต่คน ส่วนใหญ่ปฏิเสธกิเลสไม่ได้ จึงควรระวังกันให้มากเกิดเป็นคนมาดีๆอย่า กลายพันธุ์ เป็นอื่นกันซะหมด  มาอย่างคน ไปอย่างหมา...มันไม่ใช่เรื่องนะ... ก่อนที่จะเดินปัญญา กัน ก็ควรจะมีความรู้ เรื่อง มัชชิมาปฏิปทา องค์ มรรค 8 คือทางสายกลาง ย่อออกมา ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา กับรู้ อริยสัจ 4 ให้แตกฉานด้วย อย่าลืมว่า นี้คือหัวใจของพระพุทธศาสนา  แต่บทนี้จะขอพูดถึงอริยสัจ 4 ที่จะดึงออกมาเพียงตัวเดียวก่อน คือ มรรค (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เพราะบท ของอริยสัจ 4 เขียนอธิบายอย่างละเอียดมาแล้ว คอยอ่านเอา แล้วตัดเก็บมาเรียงเอาเอง อันไหนก่อนไหนหลัง  มรรค ในที่นี้ คือ ข้อปฏิบัติ เพื่อการดับทุกข์ อันเกิดมาจากตัวสมุทัย (ความคิด ความอยาก อารมณ์ต่างๆที่วิ่งเข้าจิตเราตลอดเวลา นำแต่ความทุกข์มาให้ จิตเป็นห้องเครื่องที่สะสมเต็มไปด้วยสมุทัย) นิโรธ คือรู้แจ้ง จากการที่เราดับทุกข์ได้แล้ว เครื่องมือที่ใช้ดับทุกข์และฆ่ากิเลสทุกตัวในพุทธศาสนา รวมอยู่ในมรรคๆนี้สำคัญมากๆค่ะ  คือ ข้อปฏิบัติ อันได้แก่ สติ ปัญญา  ภาวนา ศรัทธา และความเพียร โปรด สังเกต แต่ละตัว  ที่เป็นเครื่องมือเข้าสู่พระนิพพานนี้ หรือกุญแจสำคัญ พาให้เราหลุดพ้นจัดเป็นแม่ทัพใหญ่ในทางธรรม ที่จ้องฆ่ากิเลสโดยตรง  สังเกตว่า เรามีกันครบทุกตัวหรือยัง เราเตรียมพร้อมกันหรือยัง มีอะไรมั่ง  ขาดอะไรมั่ง อย่าลืมว่าเครื่อง มือเหล่านี้ คุณวิ่งไปหาซื้อ ที่ ไชน่า ทาวส์  หรือ wal-Mark  ก็ไม่มีขาย  สติ  ปัญญา ภาวนา ศรัทธา และความเพียร เราต้องปลูกฝั่งมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

ตัวศรัทธา นี้เราได้เน้นย้ำมา นานแล้ว  ทุกอย่างต้อง เข้ม พลังของทั้งหมดนี้รวมกัน กิเลส จะทิ้งเลย ยอมยกพื้นที่ให้ธรรมครอบครองหมด

การเดินปัญญา ใช้กรรมฐาน 5โดยนั่งสมาธิ เข้า สมถะกรรมฐาน ก่อนสัก 10-15 นาที ให้จิตนิ่ง อิ่มอารมณ์ โดยการท่อง คำบริกรรมภาวนา คำใดคำนึง จะพุทธโธ หรือหยิบกรรมฐาน 5 คำใดคำนึงออกมา ท่องนำร่องไปก่อน   จะเป็นเกษา หรือ ตโจ หรือทั้งหมด 5 คำ อนุโลม ปฏิโลม กลับไป กลับมา จน จิตนิ่ง ยามปกติ จิตมนุษย์เราที่ไม่ได้ปฏิบัติ จะมีหลายอารมณ์  หลายความคิด อันเกิดจากตัวสมุทัย ทำให้จิตไม่นิ่ง แถมบางทีทำจิตหดหู่เศร้าหมอง ขาด พลังงาน เมื่อไหร่ก็ตามที่จิตนิ่งเป็นหนึ่งอยู่ในอารมณ์ เดียว (คือคำบริกรรมที่เราหลอกล่อให้จิตจับอยู่กับคำนี้) จะทำให้จิตมีอารมณ์ เดียวไปถึงไม่มีอารมณ์ ใดๆเลย คือจิตว่าง จิตจะเกิดพลังงานอย่างมาก เช่นเดียวกับการเดินปัญญานี้ เข้าใจนะคะ เราพยายาม จะไปช้าๆ 

เมื่อจิตนิ่งได้ที่มีอารมณ์ เดียวหรือว่างดีแล้ว ให้จิตมองเห็น ผม คือเกศา ว่าเกศา  ของเรานี้

มัน เป็นของเราจริงหรือ มันสะอาด ดีหรือ น่าพิสมัย จริงหรือ ถ้าเราไม่ได้สระมัน 3-4 วัน มันเหม็นแล้ว ร้อนหน่อย เหงื่อก็ออก หนังศรีษะ ก็เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล บ้างก็มีทาซาน ห้อยโหนเต็มไปหมด (เหา) ถ้าเป็นของเรา เราไปตัดมันทิ้งทำไม ถ้าสะอาด ตัดแล้วทำไมไม่เอาเก็บไว้ เวลามันร่วงมา 1 เส้น ในจานอาหาร ทำไมเทอาหารทิ้ง  มันเป็นเราหรือ เราอยู่ตรงผมหรือ หรือเราอยู่ตรงไหน

ทำไม นานไป มันเป็นสี ขาว ทำไมเราต้องไปย้อมสี มันมีแต่เสื่อม ตามกฎพระไตรลักษณ์ ให้จิตมันได้รู้ได้เห็น เพ่งกันให้ ละเอียด นี่คือเดินปัญญา ให้จิตมันยอมรับความจริง จากนั้นมาดู ขน หรือโลมา ถ้ามันเป็นของเรา ทำไมเราต้องโกนมันทิ้ง แล้วถ้าไม่โกนทิ้งมันน่าพิสมัยมั๊ย  กลิ่นเป็นอย่างไร?  ถ้าไม่ได้ซักได้สระ สักอาทิตย์ เป็นงัย? ดูขนสัตว์ ยังเป็นที่อาศัย ของเห็ด ไร  ของคนล่ะ จะมีไม่ได้เชียวหรือ หรือเราจะเป็นขน เราอยู่ตรงขนหรือ ที่ว่า ตัวตน ของเรา ของเขา ตัวกู ของกู กูอยู่ตรงไหน ตรงผมก็ไม่เอา ตรงขน ก็ไม่เอา มาดู เล็บ ไม่ถึง 10 วัน ดำแล้ว ต้องตัดต้องแคะ ถ้ามีดี แล้ว ไปทาสี ไปแต่งเติมมันทำไม เมื่อตัดแล้ว ถ้าเป็นเรา ของเรา เราทิ้งมันทำไม เอาปัญญาเข้าขุดคุ้น เปิดให้เห็นอุบายของกิเลสที่หรอกเรามาได้ ทุกชาติภพ  หรือคำว่าตัวเรา ของเราอยู่ที่เล็บ ก็ไม่ใช่ ถ้าใช่ทิ้งมันไปทำไม ตัดมันออกทำไม พอมาถึงฟัน เอาปัญญา ตามเปิดมันออกมาที่ละเปาะๆ ทีละซี่ ฟันถ้าเราไม่ขัดล้าง เพียง 3 วัน เราเองยังทนกลิ่นไม่ได้แทบเป็นลม  สกปรกเป็นถังขยะที่รวมเศษ อาหาร ที่ ตกค้าง ยิ่งนานวันไป มันก็โยกคลอน หลุดร่วง ไปตามวัย ถ้าเป็นของเรา ทำไมไม่อยู่กับเราไปนานๆ มันหลุดร่วงจนใช้ของปลอมกันทั้งหมด ถ้ามันเป็นของเรา ทำไมเราไม่เก็บมันไว้ หรือมันเป็นเรา เราอยู่ตรงไหนกันแน่ที่เรียกว่าตัวกูของกู เพราะดูๆไปแล้วทุกอย่างมันไม่เที่ยงแท้ มันมีแต่ทิ้งเราหนีเราไปหมด  แม้ตัวทั้งตัวนี้ไม่ช้ามันก็ต้องคืนสู่ดิน แล้วตัวเราของเราอยู่ตรงฟันหรือ มันก็ไม่ใช่ หรือจะอยู่ที่หนัง ตโจ  ถลกหนังทั้งตัวออกมาซึ่งเป็นส่วนที่บางมาก จะได้แค่ก้อนกลมๆกำมือนึง  แม้แต่หนังนานวันเข้าก็ เต็มไปด้วยเหงื่อไคล หย่อนยาน เหยี่ยวย่นตามวัย ทุกรูขุมขน สกปรก ไปด้วยสิ่งปฏิกูล ยิ่งเมื่อถลกหนังออก ถ้าใครมีสมาธิจิตตั่งมั่นดี เพ่งอวัยวะต่อเลย ใช้ปัญญา ขุดคุ้นลงไป ให้เห็นอาหารเก่าอาหารใหม่ น้ำเลือดน้ำหนอง ให้เห็นว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียง การรวมตัว กันของธาตุทั้ง 4  ดินน้ำลมไฟ....หาอะไรที่จีรัง และเป็นเราไม่ได้เลย  เลยไปดูตับไต ไส้ พุง  ทั้งข้างนอกข้างใน มีมาพร้อมกลิ่น มีตัวไหนมั่ง ที่ไม่ทำเราทุกข์  ทั้งยังสกปรกเหมือนป่าช้าข้างใน  มีแต่ทุกข์เดี๋ยวเป็นโรคนั่นโรคนี่  อวัยวะ ทั้งหมด มีส่วนไหนมั่งที่จีรังยั่งยืน ที่เป็นสุข ที่เป็นเรา และจะอยู่กับเรา อย่างถาวรไม่ทิ้งเราไป คนที่รักกันปานจะกลืนจะกินพอตายไปทำไมไม่นำมาไว้บนเตียงในบ้านเอาไปทิ้งทำไม หมายถึงอะไร ....เราอยู่ที่ไหน.....เพราะเรามันไม่มี หมายความว่างัย เราอยู่ที่ไหน หมายความว่า กิเลสมันหรอกเรา มาตลอดเวลาหรืองัย ...พอจิตมันได้รู้ความจริง มันอาจตกใจ บ้างก็คลายจากอุปทาน...ที่ยึดมาตลอดเวลาว่าตัวกู ของกู  ว่ามีตัวมีตน บุคคล เราเขา แท้ จริงมันเป็นแค่ธาตุ ทั้ง 4  ที่ท้ายสุดต้องคืนสู่ดิน  เมื่อจิตรู้มันจะปล่อยวางจากกาย เป็นอิสระ เลิกยึดถือกาย แต่มีธรรมเป็นที่พึ่งแทน  ร่างกาย มันตายแล้ว เขาเอาเข้าป่าช้า แต่จิตนี่สิ ยังอยู่ แล้วก็ไม่เคยมีป่าช้าจิตที่ไหน  เพราะจิตไม่เคยตาย  แต่คน 99 จาก 100 ไปเอาใจใส่ ดูแลกาย แต่ของดี ของแท้ และ ตัว เรา ความเป็นเรา อยู่ที่จิต เจ้าค้า...ขอให้รู้ กายนั้นไม่เกิน 100 ปี ก็วอดวายบนเชิงตะกอนกันหมดทุกคน ออกมาเหลือไม่ถึงกระป๋อง (กระดูก) ผู้ปฏิบัติ เขาจึงเอาจิตให้รอด โดยการปฏิบัติกันหน้าดำคร่ำเครียดชำระล้างขัดฟอกจิต บางรายไม่ยอมอาบน้ำซักฟอกกายเอาเลยก็มี  แต่เพราะมันยาก จึงรอดได้ไม่กี่คน จากล้านๆคน ทุกวันคนตายกันทุกวัน แต่ทุกวัน ไม่มีใครไปนิพพานกันทุกวัน ไปคิดดู

เมื่อปัญญาได้ค้นพบความจริง บางรายจะน้ำตา ไหล จะสะอึก  ที่ถูกกิเลสฉุดลงนรกมาแล้วโดยเอากายขันธ์ มาหลอกใช้เราเป็นเครื่องมือให้เกิดชาติภพ  ถามสิมีขุมไหนที่เราไม่เคยไปกัน ถามอีกว่า สัตว์พันธุ์ไหนนอกจากมนุษย์แล้ว ไม่เคยเกิด  มันหรอกเรา มาก็โง่ อยู่ก็โง่ ไป ก็โง่  มันพบแต่ทุกข์ มาก็ทุกข์ อยู่ก็ทุกข์ ไปก็ทุกข์ ถามสิว่า ความสุข อยู่ตรงไหนมั่ง?

ถ้าใคร เดินปัญญาอย่างนี้ได้บ่อยๆ จนเข้า กายคตนุสติ  คือเพ่งอสุภะ อสุพังไปเลย

ทำบ่อยๆ จะเกิดผลเช่นนี้ค่ะ ตามตอน 2

ติดต่อ ได้ที่เบอร์ 085-660-2475 หรือที่เชียงใหม่ 053-110-417

www.ajanva.net e-mail This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ป.ล.ทุกวันพระจะไม่รับโทรศัพท์

อมิตาภพุทธ