Get Adobe Flash player

เมื่อปัญญา ฆ่ากิเลส ตอน 2

Font Size:

ขอย้อนกลับมาว่าขณะที่เราเดินปัญญานั้น กิเลสจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ

ปัญญาอยู่ไหนกิเลสอยู่นั่น จนกว่าเราจะฆ่ามันได้  คือถ้าใครสามารถ ใช้ตัว สติที่ตั่งมั่นได้นานๆ คุมปัญญา ให้พิจารณา อย่างที่เรากล่าวมา กรรมฐาน 5 เริ่มจาก ผม –หนัง  ได้อย่างแจ่มชัดและต่อเนื่อง คือระหว่างพิจารณา ต้องมองเห็นภาพพจจ์ อย่างชัดเจนด้วย  จนจบ ไม่ขาดตอน  โดยไม่ปล่อยให้กิเลส ลากออกไปก่อน  คือระหว่างพิจารณา จิตแว๊บบบ ออกนอกเรื่อง ขาดตอน เพราะกิเลสลากไปคิดโน่นคิดนี่ ไปบ้านโน้นบ้านนี้  นี่ก็แสดงว่า ตัวสติ ยังไม่แก่กล้า ไม่ตั้งมั่นพอ

ให้กลับไปเดิน สมถะกรรมฐาน ใหม่  แต่ถ้าใคร ทำได้ ม้วนเดียวจบไม่ขาดตอน แถม ต่อ เพ่งข้างใน เข้าอสุภะอสุพัง ไปเลย คนนั้น สติตั้งมั่น สมาธิ ดีมาก ให้ทำกลับไปกลับมาบ่อยๆ ทำตลอด บางคน ทำเป็นปีๆ จนคล่องแคล่ว ชำนาญ ปัญญาที่จะได้จากการทำการนี้บ่อยๆจนแข็งแรงแหลมคมฉับไว  จะถูกนำไปใช้ต่อสู้กับฆ่าแม่ทัพใหญ่ของกิเลสที่ชื่อราคะ(รอ..อ่านบทพระอนาคามี1-2-3) เพื่อยกระดับจิตให้สูงขึ้นแล้วก้าวเข้าสู่พรหมชั้นสุทธาวาส.....ขั้นสุดท้ายก่อน...ก้าวเข้าสู่...พระนิพพาน

ผลดี ซึ่งอาจมีมากกว่านี้  แต่เราเอาเท่าที่เรามีจากประสบการณ์ ของตนเอง ที่ได้มาจาก ความจริงที่ผ่านมา  จิตเมื่อได้เห็นความจริง ที่ถูกปัญญาขุดคุ้น ให้เห็นทุกวี่ทุกวัน  มันจะคลายจากอุปทานที่ยึดมั่นว่า ตัวเราของเรา เราอยู่กับ กาย กายอยู่กับเรา กายกับเรากับจิตเป็นหนึ่งเดียวกัน แท้จริงกายไม่มี เราก็ไม่มี เป็นแค่ธาตุทั้ง 4 มารวมกัน กายไม่จีรัง มันทิ้งเราไปทีละชิ้น ยังสกปรกเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นและปฏิกูล  มันทิ้งเลย มันวาง มันปล่อย แบบ ตัวใครตัวมัน กายอยู่ส่วนกาย จิต อยู่ส่วนจิต จิตมันถือว่า มีธรรมเป็นที่พึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยว จิตถือว่ามันเป็นอิสระ ไม่ง้อไม่แคร์ขันธ์ 5 ต่อไป แถม ยังใช้ขันธ์นี้แหละมาปฏิบัตธรรมแทน และยังทำให้ปลงกับละหลายๆอย่างในทางโลกได้ตามมา (ต่อไปจะสอนวิธี แยกเวทนา ออกจากกาย) กับจะทำให้ตัดราคะได้อย่างดี เพราะจิตจะเห็นอวัยวะทั้งหมด ทุกวี่ทุกวันว่าน่าเกลียด  แม้ของเราเอง ยังเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล กลิ่นเหม็น ขนาดนี้ จะไปกอด ไปจูบคนอื่น มันทำไม่ลง

ผลดีอีกอัน คือ การเพ่งเช่นนี้ พอออกจากสมาธิแล้ว จิตจะสงบ เยือกเย็นดีมาก มีความสุขอย่างอธิบายไม่ได้  กับต่อไปเมื่อมีอารมณ์ต่างๆเข้ามากระทบจิต หรือสมุทัย มันจะเผาอารมณ์เหล่านั้น ให้มอดลดลงไปได้อย่างมาก ...จะใช้คำว่าปลง ก็ไม่ผิดนัก...และปล่อยวาง

ผลดีอีกต่อไปคือ มันจะเริ่มปลงกับทุกสรรพสิ่ง ในโลกล้วนอนิจจัง มันเริ่มเบื่อหน่าย ไม่อยากยึดกับอะไร เบื่อผู้คน เริ่ม มีหิหริโอตัปปะ เกรงกลัวต่อบาป เบื่อเองโดยที่เราไม่ได้บังคับ เป็นของมันเอง....นั่นคือจิตได้ยกระดับสูงขึ้นแล้ว

ข้อสำคัญสุด ธรรม เริ่มเข้ายึดพื้นที่ในจิตได้บ้างแล้ว ตัวกิเลสเริ่ม สั่นคลอน  ห้องเครื่องสมุทัยที่ยึดพื้นที่ในจิตมาแต่แรกเริ่ม หรือ ทุกชาติภพแล้วนั่น เริ่มระสับระส่ายไม่เป็นขบวน  จงใช้ความเพียรต่อ ตีมันให้แตก คือพิจารณากันทุกวัน..ด้วยการเดินปัญญา

 แต่ตัญหาราคะยังมี เพราะยังฆ่าแม่ทัพใหญ่ของกิเลสไม่ได้  คือตัวตัญหาราคะ ถ้าใครได้อารมณ์ เล็กๆเหล่านี้ จงเพ่งอสุภะ อสุพัง  ต่อไปให้คล่องแคล่ว ชำนิชำนาญ เพราะนี่คือเส้นทางเข้าสอบ เพื่อให้ได้เป็นท่านพระอนาคามี  ซึ่งจะอ่านได้ในบท พระอนาคามีนะคะ ที่ว่า ข้ามขั้นพระโสดาบันไปพระอนาคามีนั้น  ต้องพูดให้ถูกค่ะ ว่าไม่ได้ ข้ามขั้น แต่กินทีเดียว 3 ตำแหน่งเลย  หรืออาจจะได้ พระโสดาบัน กับพระสกิทานามีมาแล้วโดยไม่รู้ตัวก็ได้ กับ อย่ามัวไปคำนึงถึงตรงนี้ให้มาก ให้ ใช้ตัว มรรค คือข้อปฏิบัติให้มากๆ โดยเฉพาะตัวศรัทธา  กับความเพียร ไม่งั้น สติปัญญา ก็ไม่ได้ด้วย…จะได้อะไรหรือไม่ได้นั้นไม่ต้องห่วง  เอาตัวสติปัญญา แม่ทัพใหญ่ฝ่ายธรรม มาให้ได้ก่อน...แล้วที่เหลือจะตามมาเอง กับเมื่อได้อะไรมาห้ามยึด..ระลึกไว้เสมอว่า เราก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ไม่พ้นความตายไปได้เช่นกัน....ทุกคนจะต้องตาย พระอรหันต์ ....มีมากมายนับไม่ถ้วนแต่ดับ 0 กันไปหมดแล้ว....อะไรก็ตามเมื่อเราได้มา คือพระอริยบุคคลทั้ง 4 ขั้น ...เมื่อได้มาแล้วได้มาเลย ไม่มีเสื่อม มีแต่ขึ้น ...ใครที่รู้ตัวว่าอยู่บนเส้นทาง หรืออยู่พระโสดาบันแล้ว...ขออนุโมทนายินดีด้วย...ขอให้ใช้ความเพียรเดินหน้าต่อไป

การเดินปัญญานี้คนที่เพ่งไม่จบ ถูกกิเลสลากออกไปก่อน  ซึ่งส่วนมากจะเป็น นิวรณ์ 5 ได้แก่ ความคิดเรื่องรักๆใคร่ๆเก่าๆในอดีต หรือปัจจุบัน  ความผูกใจเจ็บพยาบาท อาฆาต

อาการง่วงเหงา หาวนอน ความคิดที่ฟุ้งซ่าน สับสน และ ความลังเล สงสัย นิวรณ์ 5 ตัวนี้ จัดเป็นกิเลส ที่ ทำให้ผู้ปฏิบัติ ล่ม มาแล้วนับไม่ได้ เราถูกพ่อพราหม์ จีรภาค ทักเรื่องนิวรณ์ 5 จึงต้องตัดสินใจจำศีล 3 เดือน ตามที่ท่านวิรุฬปักเข ท่านแนะนำ 3 เดือนนี้ เป็น 3 เดือนที่คฤโหดสุดๆ ของชีวิตการปฏิบัติ ใช้ความเพียรหมดหน้าตัก และอากาศร้อนจัด  35-38 c แทบทุกวัน  

การที่จิต จะเป็นสมาธิได้นั่น จะต้องผ่านคำว่าจิตสงบไปก่อน พอจิตสงบต่อเนื่อง ส่วนมากจิตจะสงบแล้วถอน สงบแล้วถอน ทำบ่อยๆเข้าจิตจะสร้างฐาน ของมันเองให้เกิดมีสติ ตั้งมั่นยาวนานขึ้น เมื่อ จิตเริ่มละเอียดๆลงไปจิตจึงจะเริ่มเป็นสมาธิ ที่แบ่งเป็น ขณิกขะสมาธิ  อุปจาระสมาธิ  และสมถะ บางก็จัดเป็นญาณ 1 2 3 4 แล้วแต่ความถนัด บ้างก็ จับที่ วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกคตา อุเบกขา ตามลำดับ ถ้าจิตเกิดละเอียดลงไปยิ่งกว่านี้ จัดเป็นญาณสมาบัติ จะสุขมาก นิ่งมากนั่งกันเป็นวันๆ บางคนคิดว่าได้พระนิพพานแล้ว  ติดสุข กันเป็นแถว พระหลวงตามหาบัวติดอยู่ 5 ปี ลงจากเขาไป บอกพระอาจารย์มั่นว่า ได้พระนิพพานแล้ว ศิษย์กะครูเถียงกันโล้งเล้ง ลั่นกุฏิ พระเณรวิ่งมาแอบฟังกันใต้ถุนกุฏิ พระหลวงตา ก็เปรี้ยงๆๆ เถียงครูเต็มที่ เชื่อในหลักการของตนเอง ฟัดกับกิเลส แทบเป็นแทบตาย กว่าหลวงปู่มั่นจะลากออกมาได้  ด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง หลวงตามหาบัวจึงยอมมอบชีวิตจิตใจให้หลวงปู่มั่น ด้วยความกตัญญูรู้คุณครูบาอาจารย์ ขนาดหลวงปู่มั่นเป็นวัณโรค ก่อนที่ท่านจะละสังขาร หลวงตานอนมุ้งเดียวกันเลยเพื่อคอยดูแล โดยไม่รังเกียจว่าจะติดโรค เวลา หลวงปู่มั่นไอ ยามดึก อากาศเย็นจัด หลวงตาจะเอาสำลีพันนิ้วมือกวาดสเลดออกมาจากคอของหลวงปู่มั่นทุกทีที่ หลวงปู่มั่นไอ บางคืน ทั้งคืน เช้ามาสำลีเต็มกะละมัง ถ้าหลวงปู่มั่นไม่หลับ หลวงตาก็จะนั่งเฝ้าทั้งคืน เวลาจะหนักจะเบา หลวงตาดูแลคนเดียวหมด เรียก ว่าแบมือให้หลวงปู่มั่น ถ่ายลงบนมือเลย แล้ว หลวงตาเทใส่กระโถนอีกที ความสัมพันธ์ ระหว่างศิษย์กับครู ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้ง 2 ฟังแล้วน้ำตาจะร่วง ด้วยความซาบซึ้ง ถึงใจ  พระป่าสมัยโน้นผู้สร้างตำนาน แสนจะแร้นแค้นลำบากขัดสนไปเสียทุกสิ่ง  กว่าจะเข้ามรรคผลนิพพานกันได้  ครั้นไปแล้วยังไม่ไปลับ หวลกลับมาลากมาเข็นเอากับศิษย์ที่อยู่เบื้องหลัง ขอให้ระลึกกันไว้ กับกราบไหว้กันสุดชีวิต พอหลวงปู่มั่นละสังขาร ทำนบน้ำตาหลวงตามหาบัวพัง  และนั่งเศร้าโศรก อยู่ แทบเท้าครูบาอ. เกือบ 2 ชั่วโมง กว่าจะทำใจได้ ..จากนั้นท่านก็เตลิดเข้าป่าเลย

ถ้าใครเดินปัญญา ด้วยวิธีนี้ จนคล่องแคล่ว เขาผู้นั้น ก็ยังไม่ได้ “ความเป็นเอง แห่งปัญญามา” ผู้ที่จะได้สติอัตโนมัตินี้มาเอง โดย เขามาของเขาเอง บอกแล้ว ว่า การปฏิบัติธรรม คือการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น จิตจะพัฒนาตัวของเขาเอง จะมีพลังงาน จะได้ ธาตุรู้ จะได้มหัศจรรย์ทางจิตมา ตามขั้น ตามตำแหน่ง ว่าผู้ใดมีภูมิจิตภูมิธรรมกันมากน้อยแค่ไหน ก็จะยังไม่ได้ “สติอัตโนมัติ หรือความเป็นเอง แห่งปัญญามา” จนกว่าผู้นั้น จะผ่านสอบ เข้า พระอนาคามีพ้น หมายถึง ฆ่าแม่ทัพ ใหญ่ของกิเลส ตายคาที่.... จึงจะได้ความเป็นเองแห่งปัญญามานะคะ.... อันสิ่งที่ควรเคารพสักการะ ที่สูงค่าที่สุดทางพุทธศาสนา คือ “พระบรมสารีริกธาตุ” แต่มีอยู่อีกสิ่งนึงที่สูงกว่าพระธาตุคือพระธรรม เพราะพระธาตุนำคนเข้าพระนิพพานไม่ได้ แต่พระธรรม คำสั่งสอนของพระองค์ นำเวไนยสัตว์หลุดพ้นมานับไม่ถ้วนแล้ว  กับเป็นสิ่งเดียวในโลกที่อยู่เหนือกฏ ไตรลักษณ์  คือไม่ตาย ไม่ดับ 0

ดังนั้น ใครที่นำพระธรรมของพระตถาคต ไปใช้ด้วยเจตตนาที่เป็นอื่น  นรกนะคะ

เพราะพระธรรมของพระองค์ กว่าจะตรัสรู้นำมาใช้สอนสัตว์โลกได้ ต้องล้มลุกคลุกคลานผ่านการเสียสละ ชีวิตเลือดเนื้อ เวียน ว่าย ตายเกิด กว่าจะมาเป็นพระศาสดา

เอกของโลกได้  พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใครยังไม่มีอยู่ในใจ ...ถึงเวลาเปิดใจรับกันหรือยัง?

ป.ล.ทุกวันพระ เราจะไม่รับโทรศัพท์จากใคร

ติดต่อเราได้ที่ 085-660-2475 ที่เชียงใหม่ 053-110-417

www.ajanva.net e-mail This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.