Get Adobe Flash player

พระอนาคามี โดย อ.วารุณี พิทักษ์สินากร

Font Size:

Rx เด็กห้ามอ่าน

จากบท เมื่อปัญญา-ฆ่ากิเลส ทั้ง 2 บท  นั้นเป็นแนวทางแนะนำผู้ปฏิบัติผู้อยู่ไกลบ้านไกลวัด ในต่างแดน และที่เป็นแฟนคลับบทความเรา ให้รู้จักวิธี เดินปัญญา เพื่อแยกจิตออกจาก...กาย เพื่อนำสู่ความว่างจากโลกภายนอกทั้งหมด(ตัดแม่-...ให้หมด) ...โดยใช้ กายคตนุสติ  กับอสุภะกรรมฐาน....ตัดรูปธรรมคือกาย..ให้ได้  เมื่อใครทำได้ชำนาญแล้ว ให้ทำการปฏิบัติการจองเวรฆ่ากิเลส ต่อด้วยบทพระอนาคามี 1-2-3 ได้เลย

จาก ประวัติการปฏิบัติของพระหลวงตามหาบัว ท่านเทศน์ให้ฟังว่าเมื่อท่านจะต่อสู้กับแม่ทัพใหญ่ของกิเลสนั้น อย่างแจ่มแจ้ง เพียงแต่ท่านไม่บอกอย่างชัดเจนว่า เพื่อเข้าสู่พระอนาคามี  แต่เป็นที่รู้ๆกันว่า การฆ่า ตัญหาราคะได้ ก็คือขึ้นสู่พระอนาคามีนั่นแหละ ท่านเรียกว่าเป็นพระอรหันต์น้อยๆ  เมื่อชนะราคะมาได้แล้วต้องทำอย่างไรต่อ เพื่อเข้าสู่ประตูพระนิพพาน ท่านสอนไว้หมดอย่างสว่างไสว ที่ได้มาจากความจริงที่เกิดกับตัวท่านเอง ท่านสอนจากใจที่หมดสงสัยของท่านทีเดียว แต่ท่านจะปิดอยู่ 1 ขั้นตอน ที่ท่านไม่บอก โดยท่านบอกว่า “ตรงนี้ อาตมาพูดไม่ได้ มันเป็นเรื่องสันทิฏฐิโก คือผู้ทำเองจึงจะรู้ได้ อาตมาเปิดประตูให้แล้ว แม้แต่อาตมาเองหลวงปู่มั่นท่านก็ไม่บอก” เพราะมันจะไม่ตายตัวเหมือนกันหมดทุกคน แต่ละคนจะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันหลวงตามหาบัวท่านไม่ได้พูดหนเดียว ท่านพูดหลายหน แต่ละหนท่านพูดเป็นนัยว่า “สัมผัสด้วยตนเอง” ขอให้ทำให้ถึงขั้นนี้แล้วจะรู้กันเอง ผ่านหรือไม่ผ่านอยู่ที่ขั้นตอนนี้

 เราได้รู้จักใครคนนึงมากว่า 50 ปี เขาเป็นศิลปิน ชอบร้องเพลงและรักกีตาร์เป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่เคยไปร้องรำทำเพลงอะไรให้ใครฟัง ตรงข้ามเขามีชีวิตที่มีความเป็นส่วนตัวสูง กับใช้ชีวิตอยู่คนเดียวกับการปฏิบัติธรรมของเขามาตลอด  เราสนิดกันมากจนแทบจะมีชีวิตจิตใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เขาได้เล่าประสบการณ์ ของเขาให้ฟัง กับเขา ต้องการให้เราได้ก้าวข้ามขั้นตอนนี้ ให้ได้อย่างที่เขาเพิ่งจะได้มาหมาดๆ อะไรที่เราจะเล่านี้ จงใช้วิจารณญาณกันเอาเอง..อย่าได้เชื่อแม้แต่นิดเดียว และอย่าเพิ่งไม่เชื่อเลยเสียทั้งหมด  ทางที่ดีที่สุดจงปฏิบัติกันให้ถึงจุดนั้น “จงรู้กันด้วยจิต ศักดิ์สิทธิ์กันด้วยญาณ” แล้วจะพบคำตอบด้วยตนเอง  พระ อนาคามีถ้าเปรียบจักระทั้ง 7 ตามระบบภารตะ ก็คือจักระที่ 4 อนาธา เราเขียนบทพลังหลับคุณดาลินีไว้เมื่อเกือบ 10 ปีมาแล้ว ว่าจักระที่ 4 ยากที่สุด คือเราจะต้องหาทางสื่อกับจิตวิญญาณของเราให้ได้ จักระที่ 4 ตำแหน่งหัวใจ เปรียบเสมือนกวางดำที่วิ่งไล่ไขว่คว้าตามหากลิ่นของตนเอง กวางดำเขาจะเอาอวัยวะบางส่วนมาทำหัวน้ำหอมกลิ่น Musk ของผู้ชาย กวางจะเตลิดไปทุกทิศเพื่อตามหากลิ่นแต่หารู้ไม่ว่ากลิ่นนั้นอยู่ในตัวของมัน เอง การจะผ่านจักระที่ 4 ได้ คือคนผู้นั้นจะต้องหาทางสื่อกับจิตวิญญาณของตนเองที่อยู่ในตัวของตนเองให้ได้นั่นเอง เปรียบจักระนี้คือการได้ก้าวเข้าสู่ The Temple of God ให้ได้เสียก่อนจึงจะพบกับพระเจ้าในวัดนั้นได้ จึงจัดเป็นจักระที่ยากที่สุด จักระที่ 4 เทียบความยากก็เท่ากับการเข้าสู่พระอนาคามี เราจะค้นพบความจริงกับยอมรับกับความจริงนั้น..ว่า ภาพทุกอย่าง มันออกมาจากจิตเราเองทั้งสิ้น เหมือนกวางที่วิ่งหากลิ่นภายนอกแต่จริงๆมันซ่อนอยู่ภายใน  มันยากที่จะหาใครสักคน ตัดโลกภายนอกทั้งหมดลงได้ แล้วใช้ชีวิตอยู่แบบทวนกระแส ที่ทุกอย่างต้องย้อนศรหมด เพราะสัตว์โลกทุกตัวเกิดมาพร้อมกิเลส 105 ตัณหา 108 พอมันเกิดอารมณ์อยาก อารมณ์พอใจ ตัณหาราคะมัน Build in มาพร้อม ลืมตาดูโลกพอโตถึงวัยมันทำงานทันที ไม่ต้องมีใครสอน อะไรที่เขาสั่งสอนมาจากโรงเรียนมันหาไม่ได้ใช้ไม่พอเท่ากับอะไรที่กิเลสมัน สอน พาหามาให้...นรกทั้งนั้น ทั้งจักระที่ 4 และการเข้าสู่ภูมิพระอนาคามี จิตจะต้องนิ่งละเอียด ปัญญาต้องถูกปลุกมาแล้ว ปัญญาต้องคล่องแคล่วเฉียบแหลม รู้เท่าทันกิเลสที่แหลมคม กิเลสมีแม่ทัพใหญ่ที่สุดที่กัดกินเหล่าเวไนยสัตว์มาทุกชาติๆ ได้อย่างงดงาม ไม่มีใครเลยที่จะรอดพ้นจากมันไปได้ ชื่อว่า “ราคะ” ส่วนแม่ทัพธรรมที่ใหญ่สุดเป็นศัตรูคู่ชาติเวรกับราคะ ชื่อว่า “ปัญญา” ถ้าเป็นหมากรุกก็เหมือนเอาคิงกับคิงออกมาสู้กันเลย ....จะออกมาเป็นคิงคอง  part …อะไรก็แล้วแต่....รู้แต่ว่า ...จ๊าบบบบ..มาก

เพื่อนเราเขาเล่าว่า “ในระยะเริ่มแรกที่เราปฏิบัติ หลวงปู่มั่นท่านจะเข้มงวดมาก ดลจิตดลใจให้เพ่งแต่อสุภะ เราไม่รู้อะไรเลย เพราะใช้ชีวิตทำงานตามลำพังอยู่ต่างแดน อสุภะก็คือการแยกร่าง ชิ้นส่วน 32 ประการ เพ่งซากศพตนเองกลับไป-มากว่า 10 ปี  ท่านให้ทำก็ทำ  ท่านก็ไม่ได้บอกว่าทำแล้วจะเป็นอย่างไร เกิดอะไร ได้อะไร?  ทำตามท่านสอนลูกเดียวจนเกิดเป็นปฏิภาคนิมิต คือจำติดตา  แล้วมาเรียนรู้เองภายหลังจากภาคปริยัติว่าทำเช่นนั้นแล้วจะไปไหน เป็นอะไร  การปฏิบัติตามสายของท่านจึงง่ายที่สุดเร็วที่สุด คนหลุดพ้นเยอะที่สุด….ลูกศิษย์ลูกหาท่านยังแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วโลก...จนปัจจุบัน..น่าอัศจรรย์เหลือ

เขาเล่าต่อว่า “ร่าง ของใครเป็นๆคนนั้นนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดในสภาพแรกเกิด ใครอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง พร้อมมีดหมอผ่าตัดอันคมกริบ แถมมีอีโต้ขนาดใหญ่อีก 1 อัน มือกับเท้าของคนๆ นั้นถูกมัดหนาแน่นอยู่บนเตียง  ยังลืมตาจ้องมองกันอยู่ โดยไม่ลังเล มีดหมออันคมกริบในมือผู้ยืน ถูกจรดลงตรงคอ กดลงสุดแรงเกิด กรีดลงมาจนถึงท้องต่ำ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด มือเท้าสั่นระริก เลือดพุ่งกระฉูดฉีดเข้าหน้าผู้ยืน เขาไม่สนใจ เริ่มเอามีดตัดชิ้นส่วนภายใน วางมีดแล้วแหวกท้องไม่ทันเปิด ลำไส้เล็กใหญ่ทะลักออกมาพร้อมไขมันสีเหลือง กับเลือดนองออกมาภายนอก กลิ่นคาวคลุ้งตลบไปหมด ลำไส้ ตับไต ปอดหัวใจเครื่องในทั้งหมดถูกยกออกมาวางกองรวมในอ่างแก้วขนาดใหญ่ ร่างบนเตียงตายในสภาพตาค้าง  เลือดหยดเรี่ยราดเป็นทางไปหมด เขาเอาโถแก้วอีกใบรองเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง อีกใบใส่ส่วนที่เป็นเนื้อหนัง เอ็นกระดูก คว้าลำไส้มารีดมันออก อาหารเก่า อาหารใหม่ไหลพรวดออกมาจากลำไส้ กลิ่นสะอิดสะเอียนปนกับกลิ่นคาวเลือด จากนั้นเอามีดอีโต้ตัดหัวออกเฉาะถลกหนังศีรษะเอามันสมองออก แล้วรายการชำแหละชิ้นส่วนแต่ละชิ้นลอกเนื้อหนังออก จนเหลือแต่กระดูกยังมีเลือดเนื้อเอ็นติดรุ่งริ่งอย่างไม่เรียบร้อย เขาพิจารณามันอย่างละเอียดว่ามันสักแต่รวมกันมาจากธาตุทั้ง 4 โดยแท้ ไม่ได้มีอะไรเป็นเนื้อหาสาระเลย มันตัวนี้คือตัวเขาเอง มันตัวนี้ที่ทำให้เขาต้องเวียนว่ายตายเกิดในหลายชาติหลายภพภูมิ ลงนรกขึ้นสวรรค์ จมอยู่กับกองทุกข์กองกิเลสมานับชาติไม่ได้ ดูดิมันน่ารังเกียจสะอิดสะเอียนแค่ไหน  จะขอฆ่ามัน once just for all ขอฆ่าเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว จะเมตตามันไม่ได้ มันได้ฆ่าเขา ลากเขาลงนรกมาทุกชาติแล้ว ฆ่ามันได้ครั้งนี้ เขาจะไม่กลับมาเกิดอีก ครั้งเดียวเพื่อการหลุดพ้น เขายืนพิจารณามันโดยใช้หลักไตรลักษณ์ ได้เห็นโทษเห็นทุกข์จากตัวมัน ได้เห็นธาตุทั้ง 4 ที่รวมกันมาเป็นตัวมัน ได้เห็นความไม่เที่ยง ความทุกข์ที่อยู่กับมัน ความกำหนัดราคะของเขาหดหายไปหมดจากการที่เพ่งดูมันอยู่ทุกวี่ทุกวัน  เขาใช้เวลาชำระล้างกายจนสะอาด เดินกลับมาช้าๆ นั่งลงพิจารณา ว่ามันไม่ใช่เขา..มันไม่มีแก่นหาสาระ มันไม่งาม คนทุกคนเหมือนกันหมด จิตต่างหากที่เขาจะต้องเลือกไม่ใช่กาย   ดูกองกระดูกของตัวเขาเองครั้งนี้ เขาจะไม่จุดไฟไหม้มัน ให้มันกลายเป็นเถ้าถ่านคืนสู่ดินเช่นทุกครั้ง แต่เขาเหลือกองกระดูกทิ้งไว้เพื่อเพ่งพิจารณาดูมันอย่างตั้งใจ จนติดตาคาใจ เพ่งมันกลับไปกลับมา หลายรอบว่ามันไม่ใช่เขา เขาไม่ใช่มัน เขาไม่มี   จนจิตนิ่งละเอียด ตัวสติปัญญาที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้วทั้งแหลมคมฉับไวจ้องฆ่ากิเลส เป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยคิดเช่นนี้กลับไปกลับมา ที่เขาใช้ปัญญาเพ่งซากศพตนเอง ถลกหนังเนื้อ บางทีก็เห็นเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็นมีแร้งหนอนหนูมาแทะ หน้าศพยังหันมามองทางเขา เพ่งจนกระดูกถูกไฟเผา มอดเป็นถ่านกลายเป็นดิน แล้วจากดินรวมกลับมาเป็นกระดูก มีเนื้อหนังกลับมาเป็นตัวเขาอีก  บางครั้งก็ เพ่งจากเด็ก กลับมาสู่ วัยชรา ถลกหนังเนื้อกระดูกกลับไปกลับมาจนกระทั่งสุดท้าย ผ่าตัดแยกส่วนมันสดๆ จนเหลือแต่กระดูกกองอยู่เบื้องหน้า แม้อากาศจะร้อน ตัวเขาอาบไปด้วยเหงื่อไหลเป็นทางจากศรีษะลงมา  ทำเช่นนี้มาทุกวันติดๆกันในสภาพอากาศร้อนจัด ...วิเศษมาก ดีมาก  เพราะจิตสงบนิ่ง  จ้องมองกองกระดูกตนเองจนจิตดิ่งรวมกันเป็นหนึ่งเดียว จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นในวันนี้ เมื่อ...กระดูกมันลุกขึ้นนั่งท่าเดียวกับเขา แล้วยื่นหน้ามาจ้องมองเขากลับ “ฮ้า..!!!  เอ้า เอางั้นเชียวเรอะ เอ็งจะอยู่กับข้าก็ได้นะ ดีเหมือนกันเอ็งจะได้คอยเตือนสติข้า” “จริงนะ” มันตอบ พอได้ยินคำว่า “คอยเตือนสติ” โครงกระดูกตอบเสร็จลุกขึ้นวิ่งไปอีกห้องหยิบกีตาร์ของเขากลับมา แล้วมันก็นั่งเล่นในท่าของเขาพร้อมหัวเราะอั๊กๆๆๆๆ เขาตกใจสุดขีด “เฮ้ยๆๆๆ ไม่ได้ วางๆๆ นั่นหัวใจของข้า ข้ารู้ๆๆๆ แต่ข้ายังไม่พร้อม” มันตอบกลับทันทีว่า “เอ็งนั่นละวาง เอ็งจะเข้าพระนิพพานไม่ได้เอ็งคาตัวนี้อยู่” “พระเจ้าช่วย แกเล่นถูกจุดข้ามาก (ใช่เพราะมันคือตัวเขาเอง) ก็...ข้ายังไม่ไปไหนในวันสองวันนี้นะ ข้ากำหนดของข้าไว้เองหมดแล้ว ว่าเมื่อไหร่ตอนไหน แต่ตอนนี้ข้าต้องพึ่งมันก่อน อย่างอื่นในโลกข้าก็ทิ้งได้หมด แต่ตัวนี้ข้าไว้คลายเครียดของข้า เอ็งอย่ายุ่ง  ไม่มีมันคลายเครียด ข้าบ้าตาย” “เมื่อไหร่” มันตอบกลับมาแล้วมันก็แว้บ...หายไป มันเกิดขึ้นเร็วมาก...เขาเล่าต่อว่า “ เขาออกจากสมาธินั่งพิจารณาความทั้งหมด  จากอสุภะ อสุพังที่เขาจ้องมองอยู่ดีๆข้างนอก กระดูกเขาที่กองอยู่ แล้ว แล้วลุกขึ้นมา จิตเขาไม่ได้สั่ง จิตเขาเป็นเอกคตา เป็นหนึ่งอยู่กับกระดูกเขาที่กองอยู่  ใครสั่งมันลุก อำนาจอะไร? ใครสั่งมันลุก  อ้อ มันเป็นตัวอสุภะ อสุพังที่อยู่ภายในจิต ที่จิตมันเองนั่นแหละปรุงแต่งขึ้นมา ออกมาจากภายใน เห็นกันชัดๆว่ามันปรุงแต่ง งั้นความกำหนัดราคะความรู้สึกต่างๆมันก็ปรุงแต่งด้วยซิ มันสมมุติทั้งนั้น เพราะเขาจ้องอยู่ ก็เห็นมันกองอยู่เขาไม่ได้ จ้องตัวอื่น หรือสั่งให้มันลุก มันเป็นเพียงอาการ หนึ่งของจิต เป็นสมมุติทั้งนั้น แต่เมื่อมันจะมาทั้งที มันเบิลให้ 2 เด้งเลย คือจิตใต้สำนึกของเขาเองมาเตือนเขาเรื่องกีตาร์ ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็คือตัวของเขา วิญญาณของตัวเขาเอง  สิ่งเดียวที่มันมาเตือนมาบอกเขา มันช่างโดนจุดโดนใจเขาเสียเหลือเกิน แต่ไหนแต่ไรมา มันไม่เคยมาเพิ่งจะครั้งนี้  แล้วมันจะมาเพียงครั้งเดียว เพื่อให้รู้ว่าผ่านแล้ว อย่าหวังให้เกิดอาการเช่นนี้อีก จะมาครั้งเดียว ตอนนั้นตรงกับเวลาบ่าย 3 ที่ อากาศกำลังร้อนสุดทน   เหงื่อเขาท่วมตัวจากศีรษะตลอดลำตัว อากาศร้อนมาก ยังงงๆ อยู่ ถ้าใครทำมาถึงขั้นนี้ จะต้องเพ่งจนกระทั่งสื่อกับวิญญาณของตนเองได้ จึงจะเป็นการสอบผ่านชนะราคะมาได้ ทำจนกระทั่งกระดูกมันมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ แต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน กับจำไว้ว่าต้องเป็นไปเองตามธรรมชาติ ...เท่านั้น ปรุงแต่งเองไม่ได้ ใครดับราคะได้ ตัวโทสะ กับโมหะ ดับด้วยทันที แม้จะมีเหลือก็เบาบางมาก ไม่สามารถเล็ดรอดไปจากตัวสติปัญญาที่เป็นอัตตโนมัตินั้นไปได้ ในกรณีนี้เขามาเตือนถูกจุด เพื่อนได้ฝากเราไปถาม พระอ. เมื่อนำความไปถามพระอาจารย์เปลี่ยน แห่งวัดอรัญญวิเวก ที่อ.แม่แตง ท่านยิ้มตอบว่า “ดี เป็นกรรมฐานเก่าจากอดีตชาติ”  เมื่อไปถามพระฤษีนารอด กับหลวงพ่อจีรภาคให้ ทั้งคู่ตอบว่า “ผ่านแล้ว” หลวงตาพระมหาบัวท่านยังสั่งเอาไว้ว่า หากทำแล้ว ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับกระดูก กระดูกยังนอนแอ้งแม้งอยู่ ยังไม่ผ่านต้องทำใหม่ สติยังไม่แข็งพอ สมาธิยังตั้งมั่นได้ไม่นานพอ  กับต้องให้เป็นธรรมชาติ คือมันเกิดเอง จะไปนึกปรุงแต่งวาดภาพเอง นั้นไม่ใช่    

เพื่อนเล่าต่อว่า...จากวันนั้นมา   จิต ของเขาได้คลาย ถอนจากการยึดมั่นถือมั่น หรือตัวอุปทาน แล้วไม่ยอมรับขันธ์ อีกเลยไม่ว่าของตนเอง หรือของใคร คือผลจากการเพ่งอสุภะ อสุพัง...ว่ามันสกปรกเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล

 ถ้า ใครผ่านการสื่อกับกระดูกตนเองได้ หมายถึงกิเลสหยาบๆ ทั้งหมดจากภายนอกอันจัดเป็นรูปธรรมได้ขาดสะบั้นลงหมดแล้ว ได้เห็นโทษกับทุกข์ จากขันธ์ 5 อย่างแท้จริง จะเหลือแต่กิเลสที่ละเอียดภายในที่เรียกว่านามธรรม ที่จะต้องรื้อถอนเป็นอันดับต่อไป คืออวิชชาที่เป็นเพียงสมมุติที่เกาะกินใจอยู่ จะต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นวิมุตให้ได้ ก่อนจบบทนี้ขอบอกเคล็ดลับให้ 2 อย่างนะว่า

ถ้าจะเดินปัญญา เข้าฆ่าราคะ ให้เพ่งอสุภะ อสุพัง เป็นการตัดกิเลสชนิดหยาบภายนอกที่เรียกว่า รูปธรรมทั้งหมด” อย่างที่บอกมาแล้วในบท ให้อ่านซ้ำจนเข้าใจ รูปธรรม คือกาย ที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4

ถ้าจะเดินปัญญา เพื่อฆ่าอวิชชา ให้ใช้กฎพระไตรลักษ์ คือ ทุกข์ขัง อนิจจัง อนัตตา  เพื่อฆ่ากิเลสที่ละเอียดที่ซ่อนอยู่ในจิต เป็นด่านสุดท้าย ที่เรียกว่า นามธรรม  ให้ได้ คืออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งทุกข์สุขที่ยังหลงเหลืออยู่ในจิตทั้งหมด เมื่อได้แล้วจิตจะว่าง รักษาความว่างของจิตเอาไว้ระหว่างว่างภายนอก กับว่างภายใน แม้เห็นตัวผู้รู้ก็ต้องฆ่า” จะต้องว่างจากทั้งหมด แต่ถ้าจะดับทุกข์ธรรมดาๆทั่วไปให้จับที่อริยสัจ 4 จะลงภายหลัง

 ผู้ที่ผ่านขั้นนี้มาได้ เตรียมตัว พบกับกิเลสหยาบขนาดกลางที่จะเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว ที่เรียกว่า....นิวรณ์ 5 ที่จริงตัวนี้เข้ามาแต่แรกเริ่มแล้วเพียงแต่ว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะฆ่ามันจริงๆกันซะที...กับการนั่ง ระวัง ..เพราะผู้ที่ผ่านขั้นนี้มาได้ จิตจะนิ่ง เป็นอารมณ์เดียวตลอด กับนั่งปุ๊บนิ่งทันที ไม่นั่งก็นิ่ง ....จิตจะติดสุข ติดว่าง..ง่ายมากๆ.... ตัวปีติ เป็นอาหารของจิตเก็บไว้ได้ แต่ตัวนิมิตต่างๆทิ้งให้หมด อย่าติดอย่ายึด รวมถึงตัวทิฐิ มานะ จะต้องฆ่าให้หมด ก่อนเข้ารื้อถอน อวิชชา เป็นประการสุดท้าย ถ้าผ่านอวิชชาได้ ....ก็จบภาระหน้าที่ไม่มีการเกิดการตายอีก

ติดต่อเราได้ที่ 085-660-2475- หรือ 053-110-417 www.ajanva.net e-mail This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. วันพระ ไม่รับสาย ไม่รับงาน

อมิตาภพุทธ