Get Adobe Flash player

พระอนาคามี 2 โดย อ.วารุณี พิทักษ์สินากร

Font Size:

เราจะหาธรรม ได้ที่ไหน? เราจะเริ่มต้นได้อย่างไร ? ธรรมะของพระตถาคต เป็นเพียงสิ่งเดียวในโลกที่อยู่เหนือกฎไตรลักษณ์  คือไม่มีวันและ ไม่มีทาง ดับ 0 ทุกอย่างนอกเหนือจากนี้แล้ว  ล้วนแต่ไม่เที่ยงทั้งนั้น ...แน่นอนอะไรที่มันไม่เที่ยง ก็คือ...ทุกข์ ด้วยอยู่ใต้กฎของทุกข์ขัง อนิจจัง  อนัตตา   กันทั้งนั้น ธรรมะของพระองค์จึงเป็นของสูงอย่างมาก จนข้าน้อยไม่อาจพรรณนาได้ ใครที่นำของสูง ไปใช้ด้วยผิดเจตนา  เอาไปฉ้อฉลด้วยกลโกง หลอกต้มเวไนยสัตว์ ด้วยกัน  จะพ้นนรกไปได้อย่างไร โดยเฉพาะถ้าผู้นั้นอยู่ในผ้าเหลืองด้วยแล้ว จะรู้เป็นสิ่งแรกเลยว่า ต่อให้เป็นคนที่มีเงินทองมากที่สุดในโลก ก็หาความสุขไม่ได้ ไหนจะกฏหมายจากทางโลก ไหนจะกฏแห่งกรรมกฏของนรก ที่จะตามหลอกหลอน สามัญสำนึกของตนเอง จะบอกตนเองอยู่ทุกขณะจิตว่า....ตนเองทำอะไรอยู่ หลอกใครหลอกได้หลอกตนเองนั้น... ไม่ได้แน่จิตของผู้นั้นเองบันทึกไว้หมด

แสงแห่งปัญญานั้น...ใช่ว่าจะได้เห็นกันทุกคน  การจะได้ธรรม นั้นแม้จะอยู่กับชีวิตประจำวันทุกๆวันแล้ว ยังมองไม่เห็นกัน ด้วยกิเลสปิดหูปิดตาให้มืดมิดมากันหลายชาติหลายภพ  มาก็มืด อยู่ก็มืด ไปก็มืด

 เคยมีผู้ทูลถามพระตถาคตว่า “ผู้ที่จะไปพระนิพพานได้นั้นมีมากแค่ไหน” พระองค์ยกตัวอย่างว่า

 ขนโคกับเขาโคเป็นอย่างไร? ผู้ที่จะเวียนว่ายตายเกิดนั้นเปรียบเป็นขนโค  ผู้ที่จะเข้าพระนิพพานได้นั้น เป็นเขาโค

 อสุภะ อสุภัง หรืออสุภะกรรมฐาน  คือเครื่องมือสำหรับฆ่ากิเลส สำหรับฆ่าตัณหาราคะโดยตรง อสุภะ อสุภัง จะแตกต่างกับกายคตานุสสติ การเพ่งกายคตานุสสติเพ่งจากกายเป็นๆ โดยจับที่กรรมฐาน 5 เกษา โลมา นขา ทันตา ตโจ ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันสะอาดหรือสกปรกอย่างไร มันอยู่กับเราจีรังยั่งยืนแค่ไหน อ่านได้จากบท "เมื่อปัญญาฆ่ากิเลส" ส่วนการเพ่งอสุภะ อสุภังนี้ จับเอาจากซากศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ จะวาดภาพตัวเราเองตายหรือคนใกล้ชิดได้ทั้งนั้น ท่านยังแยกออกเป็น 10 หมวดหมู่ จากเริ่มตายใหม่ๆ ไปถึงเริ่มพองอืด เริ่มเขียวคล้ำ เริ่มส่งกลิ่นเหม็น เนื้อหนังที่พองเริ่มปริแตก น้ำหนองน้ำเลือดไหลเยิ้ม สัตว์ได้กลิ่นเริ่มมากิน แมลงวันมาตอมวางไข่ ไข่กลายเป็นหนอนขนาดใหญ่ ดูดแทะน้ำเลือดน้ำหนองยุบยับทั้งหนอนขาวหนอนดำ มีขนไร้ขน  นกกาหมามาลากไส้ลากพุงไปกิน จนซากศพแห้ง กระดูกหลุดร่วงมาทีละชิ้น ใครจะถนัดเพ่งขั้นตอนไหนของซากศพได้ทั้งนั้น หรือจะทั้งหมดจนชำนิชำนาญก็ได้ แต่แนะนำให้จับขั้นตอนเดียวขั้นตอนหนึ่ง...เราเองนั้นมั่วไปหมด  ผู้ที่เพ่งกายคตานุสติส่วนมาก ก็มักเข้าอสุภะ อสุภัง ไปด้วยกันเลย พระพุทธองค์กล่าวว่า ผู้ใดทำอย่างจริงจังใน 7 วัน 7 เดือน หรือ 7 ปี สามารถบรรลุอรหันต์ผลได้ แล้วแต่บารมีเก่าของแต่ละคนช้าเร็วไม่เท่ากัน เพราะการเพ่งอสุภะ อสุภัง เป็นการตัดกามราคะโดยตรง เนื่องจากกามราคะนี้เป็นกิเลสตัวใหญ่สุด จัดเป็นแม่ทัพใหญ่ของตัวกิเลสทั้งมวลที่นำสัตว์โลกทุกชนิดท่องเที่ยวไปในวัฏสงสาร ตัวก่อภพก่อชาติ หากฆ่ามันได้ ภพชาติก็ไม่มี

        บางท่านที่เพ่งอสุภะ อสุภัง ถึงกับอาเจียนออกมาก็มี บ้างก็ไม่กล้าเพ่ง เห็นเป็นทุกข์เป็นโทษว่าน่ารังเกียจ ขยะแขยง (ความรู้สึกเช่นนี้ได้ถูกกิเลสปิดหูตาไม่ให้เห็นความจริง) เพราะมันเป็นสัจธรรม เป็นธรรมที่พระตถาคตได้ผ่านมาแล้ว อรหันตสาวกทุกท่านก็เพ่งกันมาหมด แม้หลวงปู่หลวงตาที่ล่วงลับไปแล้ว อสุภะ อสุภัง กายคตานุสสติ นำพาท่านหลุดพ้นกันมาแล้ว

        การเพ่งอสุภะ อสุภัง จะทำให้จิตที่เคยยึดติดอยู่กับกายขันธ์ ได้รู้เห็นความจริงทุกวันว่าสังขารร่างกายคนเรานี้แท้จริงมันสกปรก มันเน่าเหม็น มันหาอะไรที่สวยงามจีรังยั่งยืนไม่ได้ มนุษย์เรามาปรุงแต่งอย่างโง่เขลา รู้ไม่เท่าทันกิเลส แท้จริงของจริงมันเป็นเช่นนี้เอง พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นจึงพากันไปเพ่งซากศพในป่าช้า บ้างก็นอนใกล้ๆ ซากศพเลย ได้ยินแม้เสียงน้ำเหลืองน้ำหนองแตกไหลออกมาดังปุๆๆๆ ได้กลิ่นซากศพที่กำลังอืดเน่า..มาหลายมิติ ทั้งกลิ่นทั้งเสียง..หรืออาจตัวเป็นๆในยามดึก หลวงพ่อพุธโดนมาแล้ว ถึงกับยอมรับว่า  ผีมีจริง

       ยัง ทำให้จิตเกิดอคติอย่างมากกับกายขันธ์ที่เคยเห็นว่างาม อ๋อ...งามจากการปรุงแต่ง ของจริงมันเป็นเช่นนี้เอง เมื่อจิตได้เห็นบ่อยๆ นานๆ เข้าจากความสลดสังเวชที่สะสมในดวงจิต จิตจะคลายถอนจากอุปาทานที่ยึดมั่นมานานว่า กายนี้ของเรา มีเรา มีเขา จิตจะถอนเลย และไม่ยอมนำกายขันธ์นี้ไปร่วมสมสู่หลับนอนอะไรกับใครอีก กับยังลดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ในรูปของสัญญาที่เข้ามาให้เบาบางลง  ตัณหาราคะที่เคยเกาะติดอยู่ในจิต มันเกิดความเบื่อหน่าย เพราะมองใครมันทะลุไปถึงป่าช้าข้างในหมด จิตมันจะสงบของมันเอง มันไม่เอา ไม่ยอมรับ บางรายถึงกับไม่ยอมเข้าสังคมกับคนหมู่มากเพราะเหม็นมนุษย์ด้วยกัน...ดูความอัศจรรย์ทางจิต จิตมันรับไว้ทั้งหมด จิตมันรู้ มันรับ มันเห็น มันสัมผัสจากของจริง มันเป็นสันทิฏฐิโก คือรู้ได้ด้วยตนเอง เมื่อใครเพ่งอสุภะ อสุภังผ่านได้ จากบทแรกพระอนาคามี 1 เพราะเขาตัดกามราคะได้ เขาไม่ต้องไปเกิดในกามโลกอีก ภพภูมิที่มนุษย์เราท่องเที่ยวด้วยทุกข์เวทนาบ้าง สุขบ้าง มีทั้งหมด 31 ภพภูมิ 25 ภพภูมิจัดเป็นกามโลก คือผู้ที่เกิดในภพภูมิเหล่านี้ต่างก็ยังมีกามราคะกันอยู่ ยังตัดกามราคะไม่ได้ จึงต้องเวียนว่ายตายเกิด ขึ้น-ลง นรกสวรรค์ไปจนกว่าจะได้คิวมาปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น แล้วการจะปฏิบัติเพื่อหลุดจากวงจรได้นี้ จะต้องได้เกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น (เพราะสัตว์ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ถ้าใครได้เป็นมนุษย์ชาตินี้แล้วต้องหลุดไปเกิดเป็นสัตว์นรกหรือสัตว์โลกก็น่า เสียดายนัก ถ้าใครได้เป็นมนุษย์ในชาตินี้ ได้เกิดในพุทธศาสนา และได้เห็นธรรมของพระตถาคตแล้ว นับว่าผู้นั้นโชคดีอย่างมากที่ฉวยโอกาสนั้นเอาไว้) ..อย่าประมาทกันทีเดียว..เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก

        25 ภูมิที่จัดเป็นกามโลก ได้แก่ อบายภูมิทั้ง 4 สวรรค์ทั้ง 6 ชั้น รูปพรหม 11 ชั้น อรูปพรหม 4 ชั้น ส่วนภพภูมิอีก 6 ชั้นที่เหลือ เป็นภพภูมิที่ตัดตัณหาราคะได้หมดแล้ว คือรูปพรหมจากชั้นที่ 12-16 พรหม 5 ชั้นนี้ เรียกว่า "พรหมสุทธาวาส" อันเป็นแดนเกิดของพระอนาคามีเท่านั้น ท่านปฏิบัติด้วยความเพียรอย่างยิ่งยวด ทุ่มกันสุดชีวิต วิ่งกันสุดฝีเท้า สติปัญญามีเท่าไหร่ ท่านใช้มาฆ่าราคะจนหมด กับข้อปฏิบัติก็เข้มข้น คือ มรรค ทั้งสติปัญญา ศรัทธา ความเพียร พระอนาคามีท่านยังตัดโทสะได้ด้วย ผู้อยู่พรหม 5 ชั้น ตัดกามราคะได้จึงหลุดจากกามโลก ไม่ต้องมาเกิดอีก กฏเกณฑ์ของเทวโลก ยมโลก ช่างยุติธรรมเหลือเกิน ใครทำใครได้ อีกชั้นที่เหลือคือ พระนิพพาน ท่านตัดได้หมด อวิชชาที่ติดอยู่ในจิต ฝังรากแก้วรากฝอยมาหลายกัปกัลป์ รื้อถอนตัวนี้ออกหมดเมื่อไหร่ ท่านก็เข้าพระนิพพานได้ทันที  ดังนั้นภพภูมิของกามโลกทั้งหมดไม่ใช่ที่พึงปรารถนาของนักปฏิบัติ การเพ่งอสุภะ อสุภังและกายคตานุสสติจึงเป็นเครื่องประหารกามราคะโดยตรง เพราะมนุษย์เราและสัตว์โลกทั้งหมด "ตัดกันไม่ได้" มันยากมาก...พระอนาคามีเท่านั้น ที่ตัดได้ ..ก่อนจะเดินเข้าสู่พระอรหันต์

        ผู้ปฏิบัติอาจมีความเชื่อกันว่า การทำใจให้ "สงบ" อันเป็นรากฐานเริ่มแรกเลยในการเข้าสู่สมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานนั้น จะต้องได้มาจากการนั่งสมาธิ เพื่อรวมจิตให้นิ่ง ให้สงบเพียงอย่างเดียว อันนี้เป็นความคิดที่ผิด เราขอแนะนำให้จับกรรมฐาน 4 ตัวนี้ ซึ่งสามารถกำหนดจิตให้สงบได้โดยไม่ต้องนั่งสมาธิสำหรับผู้หาเวลามาปฏิบัติจริงๆไม่ได้ เอ้า...อย่างน้อยก็ให้พ้นอบายภูมิ  ดังนั้นจงเชื่อกันเสียใหม่ว่า จิตของมนุษย์เรานี้สามารถทำให้สงบได้โดยไม่ต้องนั่งสมาธิ กับสามารถเกิดชั้นพรหมได้โดยไม่ต้องสวดมนต์ รักษาศีลหรือภาวนา เอากันอย่างนั้นเลย เพราะ 1 ใน 4 กรรมฐานนี้ ใครมีอยู่ในนิสัยสันดาน ขึ้นชั้นพรหมเลย ไม่ต้องสวดมนต์ รักษาศีล ตัวแรกเราแนะนำให้จับที่พุทธานุสติ คือพุทโธนั่นแหละ คือขอให้มีความกตัญญูรู้คุณต่อพระพุทธเจ้า ที่ให้เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ที่ให้เราได้เกิดมาในพุทธศาสนาที่ให้เราได้ปฏิบัติธรรม  ระลึกในบุญคุณของพระธรรมที่ทรงค้นพบ คำสั่งสอนอันสูงค่าประมาณมิได้ เป็นมรดก เป็นเครื่องมือปลดปล่อยเวไนยสัตว์ ซึ่งกว่าจะทรงตรัสรู้ได้ ไม่ได้ใช้เวลา 2-3 ปี แต่หลายกัปกัลป์ ท่องพุทโธได้ทุกขณะจิต ทุกเวลา ทุกลมหายใจ การระลึกในบุญคุณ คิดถึงพระองค์ตลอดเวลา จิตใจเราจะสงบเหมือนมีพระองค์อยู่ในใจ ประทับอยู่กลางใจ ไปไหนท่านไปด้วย ไม่กล้าทำความผิด ยังได้ตัวศรัทธาในพระตถาคต ศรัทธาในพุทธศาสนา มาอีกตัว ตัวศรัทธานี้พูดมาแล้ว จัดเป็นอุปกรณ์ 1 ใน 4 ตัวของมรรค ที่เป็นเครื่องมือฆ่ากิเลสโดยตรง คือสติ ปัญญา ภาวนา ศรัทธา ความเพียร ผู้ปฏิบัติจะทิ้งพุทธานุสติไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด พุทธานุสติจะทำให้จิตใจสงบมาก เพราะเหมือนพระองค์อยู่กลางใจ ตัวที่ 2 คือ เมตตา เมตตาบารมีจัดเป็นหนึ่งใน พรหมวิหาร 4 หนึ่งในบารมี 10 ทัศ พระป่า พระกรรมฐาน โดยเฉพาะสายหลวงปู่มั่น ใครไม่มีตัวเมตตา อย่าเดินป่าเดินธุดงค์เด็ดขาด ตายสถานเดียว เมตตา ด้วยปรารถนาอยากให้เขามีความสุขความสบาย อยากให้เขาพ้นทุกข์ ใครก็ตามแม้ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ ไม่สวดมนต์ ไม่รักษาศีล ไม่ทำสมาธิ แต่มีกระแสแห่งความเมตตาอยู่ในนิสสัย ทุกลมหายใจเข้าออก ผู้นั้นตายไปขึ้นชั้นพรหมเลย เพราะได้บอกชัดแล้วว่า เมตตามีแต่เอื้อเฟื้อ มีแต่ให้ ตัดขาดจากคำว่าเห็นแก่ตัวโดยอุปนิสัย ไม่รักษาศีลก็เหมือนมีศีลอยู่ในตัว เพราะจะไม่ยอมทำผิดทั้งทางกายวาจา คนที่มีเมตตามากๆ จะฆ่าสัตว์ก็ไม่ได้ จะขโมยก็ไม่ได้ เพราะเขามีแต่ให้ จะผิดลูกเมียใครก็สงสารกลัวเขาทุกข์ (แต่บางรายเมตตาเค้า แล้วไปเอาเค้าก็มี จึงว่าตัวราคะแม่ทัพใหญ่ของกิเลสใครชนะมันได้ยาก) เมื่อจิตตั้งอยู่กับตัวเมตตาตลอดเวลา จิตใจมันจะสงบสุขเยือกเย็นจากเมตตาญาณของมันเอง กระแสแห่งความเมตตายังคุ้มครองป้องกันภัยจากอาวุธ สิ่งเสนียดจัญไรทุกอย่าง ยังนำมาใช้ประโยชน์ได้ เมื่อเราเมตตาสงสารใคร เราแผ่เมตตาให้เขา โดยทำจิตให้นิ่ง คิดถึงใบหน้าของผู้นั้น ทำบ่อยๆ แม้ศัตรูก็กลายมาเป็นมิตร กระแสแห่งความเมตตานี้กว้างใหญ่ไพศาลไปทั่ว 3 โลก โดยคนธรรมดาที่ไม่ปฏิบัติก็นำมาใช้ได้ ใบหน้าก็อิ่มเอิบไปด้วยอิ่มบุญจากเมตตาบารมี ไปไหนมีแต่ร่มเย็นเป็นสุข เป็นที่ยอมรับ

        โดยเฉพาะนักปฏิบัติคนไหน จับตัวเมตตา เวลาเขาเข้าญาณจะขั้นไหนก็ตาม ไม่ว่าขณิก อุปจาระ หรืออัปปมาสมาธิ ให้แผ่เมตตาไปให้ใครไม่ว่าอยู่ส่วนไหน มุมไหนของโลก ให้สรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก กว้างใหญ่ประมาณมิได้ เขาจะได้รับ จิตของคนนั้นที่อยู่ในกระแสเมตตา และกำลังแผ่เมตตาจะมีอานุภาพมาก กับอานิสงส์ที่จิตจะได้รับขณะนั้น แม้จะเพียงแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นก็ตาม จิตของคนผู้นั้นจะได้รับความสุขอิ่มอาบซาบซ่าน เหมือนเข้าพระนิพพานหรือเข้าพระอรหันต์ผลกันเลย ฉะนั้นเมตตาบารมีนี้ แม้เราว่างจากงานขณะนั่งพัก หรือเข้านอน เวลานอนเราแผ่เมตตาให้คนใกล้ชิด ให้เพื่อนๆ ที่มีชีวิตตกต่ำ หัดทำบ่อยๆ กระแสแห่งเมตตานี้จะจับที่จิต เป็นการสร้างสะสมให้จิตมีพลังมากขึ้นสงบมากขึ้น  แผ่เมตตาได้ไกลขึ้น เราก็ได้อานิสงส์มากขึ้น ข้อสำคัญจิตใจเราจะสงบเยือกเย็นของมันเอง โดยอัตโนมัติ ยิ่งใครเป็นผู้ปฏิบัติเวลามานั่งภาวนา จิตจะสงบได้อย่างรวดเร็วและมากขึ้น เพราะมันสงบอยู่เป็นทุนแล้ว....

ติดต่อราได้ที่ 085-660-2475 ,053-110-417 , 025105335, หรือ e-mail This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

www.ajanva.net    วันพระ จะไม่รับสาย

อมิตาภพุทธ