Get Adobe Flash player

เกร็ดประวัติ อภินิหาร ครูบาวงศ์ (๖) โดย อ.เล็ก พลูโต

Font Size:

               เรื่องที่ ๓๓ หลวงปู่ไม่ลาพุทธภูมิ สลับเรื่องลูกศิษย์ท่านอื่น เขียนลงหนังสือบ้างจากหนังสือ พระชัยวงศาปูชนียาลัย

               ประมาณปี ๒๕๓๕ ในช่วงเวลานั้น หลวงปู่ครูบาวงศ์ ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง หลวงปู่มักจะมาโปรดลูกหลานที่วัดบุปผาราม ฝั่งธนบุรีอยู่บ่อยๆ

               มีพระภิกษุรูปนึงถามครูบาว่า "หลวงปู่ไม่ลา (พุทธภูมิ) หรือครับ"

               หลวงปู่ตอบพร้อมคายน้ำหมาก และพูดทีเล่นทีจริงว่า "ขี้เกียจลา"

               พระรูปนั้นถามต่อไปว่า "แล้วอีกนานไหมครับ กว่าจะถึงคิวหลวงปู่"

               หลวงปู่ตอบว่า "จะว่านาน ก็นาน เมื่อตอนอธิษฐานปรารถนาอย่างนี้ ไม่คิดว่ามันจะนาน ไม่อยากลา เดี๋ยวเสียสัจจะ"

               จากหนังสือ สรณะในดวงใจ หลวงปู่กล่าวว่า

               "พระโพธิสัตว์บางองค์ บารมีแก่ แต่ไปนิพพานยังไม่ได้ เพราะเป็นหนี้ลูกหลาน อย่างหลวงพ่อ จะไปนิพพานชาตินี้ ลูกๆ ขอเกาะชายผ้าเหลือง ปรารถนาจะไปนิพานร่วมกับหลวงพ่อ ขอให้หลวงพ่อโปรด จะติดตามหลวงพ่อไปให้ได้

               หลวงพ่อก็ต้องอยู่เมตตาไปอย่างนี้ เพราะคนที่ขอติดตาม บารมีไม่เท่ากัน ก็ไปลำบาก ลูกๆ ทั้งหลายที่มีกิเลส มีกรรมมาก หลวงพ่อก็ต้องรอจนกว่าจะไปนิพพานได้ทั้งหมด แม้ว่าลูกศิษย์ที่ขอติดตามหลวงพ่อจะถูกจำคุกตลอดชีวิต หลวงพ่อก็จะคอยแต่หลวงพ่อจะไม่คอยสำหรับคนที่มีโทษประหาร"

               ที่ครูบาท่านย้ำเสมอคือ "ลูกๆ ที่บารมีแก่แล้ว ใครไปได้ให้ไปก่อน ไม่ต้องคอยหลวงพ่อ มันช้า"ขอบารมีครูบาวงศ์ คุ้มครองลูกหลานทุกคน

               หลายท่านอาจจะสงสัย หรือมีข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องของ "พระโพธิสัตว์" หรือ ผู้ที่ตั้งความปรารถนาบำเพ็ญเพียร สร้างบุญบารมี เพื่อที่จะตรัสรู้เป็น "พระพุทธเจ้า" ในอนาคต ในเรื่องของการ "ลาพุทธภูมิ" หรือ "ล้มเลิกความต้องการที่จะเป็นพระพุทธเจ้า" ว่า ทำได้ด้วยหรือ ขอตอบว่า "ทำได้ครับ" เช่น หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง ท่านเป็นองค์หนึ่งที่ "ลาพุทธภูมิ" และดับขันธ์เข้าสู่แดนนิพพาน ไม่กลับมาเกิดเพื่อสร้างบุญบารมีอีกต่อไปแล้ว

               พระโพธิสัตว์ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทที่ได้รับพุทธพยากรณ์  จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ใดพระองค์หนึ่งแล้ว ว่าจะได้อุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในกัปใด เป็นองค์ที่เท่าใด ในระยะเวลาเนิ่นนานเพียงใด อย่างเช่น พระศรีอริยเมตไตรย์ เป็นต้น ถ้าในกรณีนี้ จะลาพุทธภูมิไม่ได้ เพราะพุทธพยากรณ์จะต้องเป็นจริงเสมอ

               ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็คือ ประเภทที่ยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ ในกรณีหลังนี้ ผู้ที่ตั้งความปรารถนาเพื่อที่จะเป็นพระพุทธเจ้า อาจจะรู้ด้วยอนาคตังสญาณด้วยตนเองว่า จะต้องสร้างสมบุญบารมีอีกเนิ่นนานเพียงใด หรืออาจจะไม่รู้ก็ได้ ถ้าท่านบำเพ็ญบารมีมากพอที่จะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานแล้ว  ท่านอาจจะลาพุทธภูมิได้ ไม่ต้องบำเพ็ญเพียรบารมีเพื่อที่จะเป็นพระพุทธเจ้าอีกต่อไป

               ผมเองก็ไม่มีญาณหยั่งรู้ใดๆ หรอกครับว่า หลวงปู่ครูบาวงศ์ ท่านจัดอยู่ในพระโพธิสัตว์ ประเภทใด เพราะท่านไม่ได้บอกใครให้รู้ และไม่มีพระอรหันต์องค์ใด ที่เป็นสหธรรมิกกับท่าน มีญาณหยั่งรู้ที่จะบอกท่าน หรือบอกใครต่อใครได้ หรืออาจจะหยั่งรู้ แต่ไม่อาจบอกก็เป็นได้ สรุปง่ายๆ ก็คือ ท่านไม่ลาพุทธภูมิ ตามที่ลูกศิษย์ได้เรียนถามท่านก็แล้วกัน นั่นหมายความว่า ท่านไปอุบัติอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต ในฐานะหน่อพุทธางกูรบรมโพธิสัตว์เจ้า เพื่อรอการกลับมาอุบัติเพื่อสร้างบารมีที่จะเป็นพระพุทธเจ้า หรือ รอเวลาที่จะได้รับอาราธนาให้มาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้า โปรดชาวโลกต่อไป

               เท่าที่ผมศึกษา ก่อนสะสมพระเครื่องรางของขลังของพระเกจิอาจารย์ต่างๆ ผมทราบเพียงไม่กี่องค์เท่านั้น ที่ท่านปรารถนาพุทธภูมิ หรือเป็นพระโพธิสัตว์เจ้า อุบัติขึ้นมาเพื่อสร้างสมบารมี เช่น หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ ที่ในตำนานบอกว่า ท่านคือ พระศรีอาริยเมตไตรย์ ในอนาคต, หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค, ครูบาศรีวิชัย, ครูบาขาวปี และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง เป็นต้น

               ซึ่งเราจะเห็นว่า วัตถุมงคลที่เกี่ยวเนื่องในพระโพธิสัตว์เหล่านี้ ล้วนมีอภินิหารอย่างมากมาย ในด้านการคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย และอำนวยลาภผลต่างๆ จึงเป็นที่ต้องการของศิษยานุศิษย์ มาทุกยุคทุกสมัย ตราบจนกระทั่งปัจจุบันนี้

               ดังนั้น วัตถุมงคลของครูบาวงศ์ ที่ผมนำมาแบ่งปันนั้น จึงเป็นวัตถุมงคลที่มุ่งเน้นเรื่อง ลาภผล และการคุ้มครองป้องกันโดยเฉพาะ ตอนนี้พื้นที่เริ่มหวง ไม่ยอมให้ออกมาสู่สนามส่วนกลาง หรือคนต่างถิ่นแล้ว ที่ผมได้มาก็เพราะมีคนท้องถิ่นหาให้ โดยหาจากลูกหลานชาวบ้านแถวนั้น (ส่วนมากเป็นลูกหลานเชื้อสายกระเหรี่ยง) ที่ได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แล้วไม่รู้คุณค่าของที่ตนมีอยู่ หรืออยากจะได้เงินมากกว่าเก็บพระเอาไว้ บ้างก็ขโมยพ่อแม่มาออกตัว ซึ่งนับวันของจะร่อยหรอลงไป ต่อไปคงจะหาได้ยาก ราคาก็จะแพงขึ้นด้วย หากท่านเก็บสะสม หรือบูชาได้ในขณะนี้ ก็ขอให้รีบหามาบูชานะครับ เพราะของดีมีคุณค่าสูงเช่นนี้ มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีบุญวาสนาด้วยครับ

              

               เรื่องที่ ๓๔ เรื่องรอยเท้าของครูบา.. ก็เป็นที่รู้กัน ว่าครูบาท่านประทับรอยเท้าของท่านไว้หลายที่หลายแห่ง เท่าที่ผมบันทึกไว้ก็หลายรอย รอยที่วัดบ้านปาง ดูจะมีคนทราบเนื่องจากมีลูกศิษย์ถ่ายภาพเอาไว้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวข้องกัน...

               เมื่อวันที่หลวงปู่ไปรับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์  ท่านได้แวะพักผ่อนที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนและอาจารย์ปฐม พัวพันธ์สกุล ได้ถ่ายภาพขณะที่ท่านวัดรอยเท้าของท่านเอง เมื่อครั้งท่านอายุได้ ๒๒ ปี ที่ท่านได้เคยประทับไว้บนก้อนหินก้อนนี้ ในขณะที่ท่านได้ไปทำธุระส่วนตัวในป่าข้างทาง

               หลังจากทำธุระเสร็จแล้ว เทวดาได้ขอให้หลวงปู่ประทับรอยเท้าลงบนหินก้อนใหญ่ใต้ต้นไผ่หน้าประตูทางขึ้นวัดบ้านปาง เพื่อพวกเขาจะได้กราบไหว้บูชาปัจจุบันหินก้อนนี้เจ้าอาวาสวัดบ้านปางได้นำขึ้นไปประดิษฐานไว้บนวัด (ใกล้ประตูทางเข้าเขตอุโบสถ)และได้ให้หลวงปู่ประทับรอยมือไว้บนหินก้อนดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างมณฑปครอบไว้อย่างสวยงาม

               (จากหนังสือพระชัยวงศานุสสติ)

               เพิ่มเติมข้อมูลวันหนึ่งผมได้เรียนถามท่านเรื่องรอยพระบาทครูบาวงศ์ ที่วัดบ้านปาง ว่า รอยเท้าบนหินของท่านอยู่ตรงไหนครูบาท่านก็บอกตำแหน่งให้ผมไปหา เจอสภาพในตอนนั้นเหมือนก้อนหินธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจจึงนำความมาบอกครูบา บอกท่านว่า ไม่มีใครสนใจรอยเท้าของครูบาที่วัดบ้านปางเลย

               ท่านบอกผมว่า ถ้าไม่มีใครสนใจก็ให้ผมยกกลับมาไว้ที่ห้วยต้ม

               ผมก็ถามท่านว่า ไม่เป็นไรหรือ เทวดาที่ขอท่านจะว่าผมไหม

               ท่านบอก ไม่เป็นไร แต่ให้บอกขออนุญาตเจ้าอาวาสก่อน ถ้าเจ้าอาวาสอนุญาตก็ให้ยกมาได้ภายหลังได้มาวัดบ้านปางอีกครั้ง จึงเรียนเจ้าอาวาสว่า จะขอยกก้อนหินที่ครูบาวงท่านประทับรอยเท้าไว้กลับห้วยต้ม

               ท่านเจ้าอาวาสไม่อนุญาต ผมจึงบอกท่านว่า ถ้าไม่ให้ยกกลับ ผมขอสร้างมณฑปครอบรอยเท้าอาจารย์ผม เพื่อจะได้เป็นที่สักการะสืบไป

               ได้กลับมาแจ้งให้ครูบาท่านทราบท่านก็บอกแล้วแต่ศรัทธาของผม มณฑปที่วัดบ้านปาง จึงได้ก่อสร้างด้วยความตั้งใจของผมได้บริจาคเงินจำนวนหนึ่งให้ทางวัดบ้านปางก่อสร้างร่วมกับศรัทธาจนแล้วเสร็จ ไว้เป็นที่สักการะแก่คนรุ่นหลังต่อไปในภายภาคหน้าสมตามความตั้งใจที่ได้ทำเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงครูบาท่าน

               เรื่อง รอยเท้าของครูบา.....บันทึกเอาไว้ผมถามครูบาว่า ครูบาทำไว้อย่างไร (อธิษฐานเหยียบรอยเท้า ไว้บนหิน)

               ครูบาบอก...ครูบาอาจารย์ สอนเอาไว้วันหลังมีโอกาสถามเรื่องนี้อีก คำถามเดิมครูบาตอบแบบตลก...ใช้กำลังภายใน

               เรื่องการเหยียบรอยพระบาท รอยเท้าของครูบาท่าน คงเป็นอุปนิสัยแต่เดิมของท่าน ในประวัติแต่อดีตท่านก็ทำไว้ลูกศิษย์หลายคนชอบให้ท่านเอาเท้า เหยียบที่ศีรษะถือว่าเป็นมงคลกับตัวเองรอยเท้าตามสถานที่ต่างๆ ก็จดบันทึกเอาไว้ เกรงว่าภายหลังจะไม่มีคนทราบ หรือบางคนอาจจะไปทำอันตรายกับรอยเท้าของท่าน จะเป็นบาป

               เมื่อก่อน การจะบอกเรื่องนี้ ก็เกรงจะไม่ดี ส่วนมากก็ทราบแต่ในลูกศิษย์บางคน