Get Adobe Flash player

เกร็ดประวัติ อภินิหาร ครูบาวงศ์ (๙) โดย อ.เล็ก พลูโต

Font Size:

                เรื่องที่ ๔๖ We are the vegetarian...พวกเรา ลูกหลาน ลูกศิษย์ ครูบา เป็น พวก ไม่ทานเนื้อสัตว์ พวกหมู่คนเฒ่าคนแก่ที่ติดตามมาหลายรุ่นตั้งแต่สมัย ครูบาศรีวิชัย ครูบาขาวปี นำพาพวกลูกศิษย์รุ่นต่อมา ไม่ทานเนื้อสัตว์กันไปด้วยหลายร้อยหลายพันคนเป็นหมู่คณะ พวกเราที่ตามครูบาวงศ์ ท่านก็นำพวกเราไม่ให้ทานเนื้อสัตว์ไปด้วย

                ครูบาท่านฉันมังสวิรัติอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี ตอนไปอยู่กับครูบาชัยลังก๋า (อาจารย์องค์สำคัญของครูบา) ซึ่งท่านก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์เช่นกันถึงแม้ตอนเมื่อครั้งครูบาท่านยังเด็กเล็กสมัยยังไม่ได้บวช ท่านก็มีจิตนิยมในการไม่ทานเนื้อสัตว์ ท่านเล่าว่าท่านจะกินหัวกลอย หัวมัน ผักหญ้า มาตลอด

                ท่านให้เหตุผลว่า "สัตว์ทุกตัว มันก็รักชีวิตของมันเหมือนกัน เมื่อเราฆ่ามันตายเพื่อกินเนื้อมัน จิตของมันไปที่สำนักพญายม ก็จะฟ้องร้องว่าคนนั้นฆ่ามันตาย คนนี้กินเนื้อของมัน (ถึงแม้จะไม่ได้ฆ่า) คนกินก็เป็นจำเลยด้วยก็ย่อมต้องได้รับโทษ (เช่นเดียวกับกฎหมายของบ้านเมือง) แต่จะออกมาในรูปของการเจ็บไข้ได้ป่วย และความไม่สบายต่างๆ ซึ่งเจ้าตัวไม่รู้สึก เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา"

                ครูบาวงศ์ท่านได้อบรมพระเณร และชาวกระเหรี่ยงทั้งหลายที่มาอาศัยใบบุญของท่านให้กินมังสวิรัติไปด้วย โดยเฉพาะในบริเวณวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ถือเป็นพุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ปลอดการทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ครูบาท่านสอนว่าการไม่ทานเนื้อสัตว์จะทำให้การปฏิบัติกรรมฐานของเราได้ไวด้วย

                พวกลูกศิษย์สายตรงที่เป็นหมู่คณะของครูบาชัยลังก๋า ครูบาศรีวิชัย ครูบาขาว ครูบาวงศ์ ก็ไม่ทานเนื้อสัตว์ตามรอยอาจารย์ของพวกเรา ชักชวนหมู่คณะญาติพี่น้องเพื่อนฝูงให้ไม่ทานเนื้อสัตว์ไปด้วย ทานเนื้อคนอื่นมาหลายชาติแล้ว เลิกมันเสียในชาตินี้

                ค่อยๆ เพียรพยายามกันไป ตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ของพวกเรา ไม่ว่าจะครูบาชัยลังก๋า ครูบาศรีวิชัย ครูบาขาวปี ครูบาวงศ์ ท่านก็ไม่ทานเนื้อสัตว์ตั้งใจกันให้ดี ตามรอยเท้าของครูบาวงศ์ ที่ท่านทำเป็นแบบอย่างเอาไว้

                เรื่องที่ ๔๗ งู มาขอส่วนบุญ...มีเด็กวัดที่เป็นกระเหรี่ยงสนิทกันดี เล่าให้ฟังวันนั้นเขาตามครูบาไปตรวจงาน ครูบาเดินเข้าไปในป่าเป็นพงหญ้าท่านบอกว่า เดี๋ยวจะมีงูมาขอส่วนบุญ  ตัว พอเดินไป ก็มีงู เลื้อยมารอ จริงๆ

                เขาเล่าว่า ท่านยืนอุทิศส่วนบุญให้ สักครู่ งู ก็เลื้อยไป

                เพื่อนคนนี้เล่าให้ฟัง แต่ก็ไม่ได้ไปรบกวนถามท่าน เพราะเรื่องราวพวกนี้ ศิษย์ที่ใกล้ชิด พบเจอกันเป็นประจำทุกว้น จนไม่สามารถเล่ากันได้หมด เสมือนประหนึ่งงานครูบาแต่วันละล้วนอุทิศให้กับการโปรดทั้งคน สัตว์ เทวดา ไม่เคยหยุด ทั้งกลางวัน และกลางคืนตลอดชีวิตของท่านเป็นตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมได้บันทึกเอาไว้ในเรื่องของครูบาท่าน

                เรื่องที่ ๔๘ หลวงปู่บุดดา กับครูบาวงศ์ฯ หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรีกับครูบาวงศ์ ท่านนับถือกัน สนิทสนมกันดีมีอยู่วันหนึ่ง ในงานบุญของวัดห้วยต้ม ผมก็คอยช่วยดูแลครูบาท่าน ตอนครูบาท่านทำพิธี แถวศาลพระอุปคุตข้างศาลาพรหมจักโก ในตอนนั้น ได้พบกับหลวงพ่อองค์หนึ่งมาจากสิงห์บุรี ท่านมาคุยด้วย ท่านบอกว่าท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่บุดดา ก็เลยคุยกันหลายเรื่อง หลวงพี่องค์นั้นถามเรื่องเกี่ยวกับครูบาท่านหลายอย่าง คงเห็นว่าผมอยู่กับครูบา ผมก็เล่าให้ท่านฟัง ท่านก็เล่าเรื่องของหลวงปู่บุดดาเป็นการแลกเปลี่ยนบ้าง

                ท่านถามถึงเหตุการณ์ตอนก่อนหลวงปู่บุดดาจะมรณภาพ ที่หลวงปู่มาที่วัดว่า ผมอยู่ในเหตุการณ์ หรือไม่

                ตอบท่านไปว่า วันนั้นไม่ได้อยู่

                เรื่องคือ หลวงปู่ฯ ท่านมางานบุญของวัดห้วยต้ม พวกชาวบ้าน พวกกระเหรี่ยง แห่พวกหลวงพ่อ หลวงปู่ฯ ขึ้นเสลี่ยง ตอนที่อยู่บนเสลี่ยง หลวงปู่บุดดาท่านทำนิ้วชี้ไปบนท้องฟ้า ส่งสัญลักษณ์บางประการบอกครูบา คล้ายจะบอกครูบาท่าน

                หลวงพี่บอก หลวงปู่ฯ ท่านทำให้ครูบาฯ ดู...พวกคนในเหตุการณ์ก็ตีความกันไปต่างๆนาๆ บางคนก็บอกว่า ท่านบอกว่า ท่านจะไปข้างบนแล้วนะ บางคนก็บอกว่า อีก ปีท่านจะไปข้างบนนะ

                ต่อมา หลวงปู่บุดดาฯ ท่านก็มรณภาพ เหมือนที่ท่านทำนิ้วชี้ไปบนฟ้า เหมือนในวันงานตอนเลิกงาน ครูบาฯ มานั่งพักที่กุฏิ อยู่กับท่านสองคน ถามครูบาว่า "หลวงปู่บุดดา กับครูบาเป็นอะไรกันครับ"

                ครูบาบอก "หลวงปู่บุดดา บอกว่าท่าน (เคย) เป็นพี่ ส่วนนี่ เป็นน้อง"

                ถามท่านว่า "เคยเกิดกันมาหลายชาติเหรอครับ"

                ครูบาท่านยิ้มๆ บอก..อือ

                เรื่องที่ ๔๙ โคะพะโด๊ะ หรือ โฆ๊ะพะโด๊ะโคะพะโด๊ะ (โด๊ะบือ) เป็นชื่อดอยลูกหนึ่ง ตั้งอยู่ในหมู่บ้านแม่ตื๋นน้อย ต.แม่ตื๋น อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ บนยอดดอยแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท และพระเจดีย์เก่าแก่อยู่องค์หนึ่ง ชื่อเจดีย์โลกะวิทู หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาเล่าว่า เจดีย์นี้สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อครั้งพระองค์เสด็จมาประกาศศาสนาที่นี่

                เจดีย์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้าน หากฝนฟ้าไม่ต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านซึ่งเป็นชาวไร่ชาวนาก็จะไปขอฝน โดยการนำข้าวตอกดอกไม้ และขนมข้าวต้มไปถวายองค์พระเจดีย์ หลังจากนั้นฝนจะตกตามที่ขอ นอกจากนี้ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชาวบ้านมักจะเห็นแสงพุ่งออกจากองค์พระเจดีย์เป็นประจำ

                สมัยที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ได้สั่งให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และหลังจากที่หลวงปู่มรณภาพไปแล้ว ๒ ปี คุณอมรา พวงชมพู และคณะศรัทธาจากกรุงเทพฯ ได้นิมนต์หลวงพ่อสมชาย วัดป่าวิเวก จ.กาญจนบุรี เป็นองค์ประธาน พาคณะศรัทธามาสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครอบองค์เก่าเอาไว้ ซึ่งเดิมอยู่ในสภาพปรักหักพัง โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๗ แล้วเสร็จเมื่อปลายปี ๒๕๔๙

                ปัจจุบันที่ตั้งของพระเจดีย์อยู่ห่างจากปากทางเข้า เป็นระยะทาง ๑๙ กิโลเมตร ซึ่งได้ทำการราดยางไปแล้ว ๒ กิโลเมตร เมื่อต้นปี ๒๕๕๐ โดยงบประมาณของกองบัญชาการทหารสูงสุด และจากปากทางเข้าจะมีหมู่บ้านอยู่ประมาณ ๖ หมู่บ้าน ได้แก่หมู่บ้านพะนอดี-เลเคาะ-เลอะกรา-บราโว-ทุ่งต้นงิ้ว และโด๊ะผะโด๊ะ

                ตอนสมัยที่ครูบายังดำรงขันธ์ ๕ อยู่ ท่านเคยเล่า ให้ฟังว่า บนดอยแห่งนี้ มีสถานที่สำคัญของพระศาสนาซ่อนอยู่ ถ้ามีบุญวาสนา ก็ให้ไปค้นหา และสร้างเจดีย์ไว้ และครูบาท่านก็อธิษฐานขอพระธาตุ (ไม่ทราบว่าพระธาตุอะไร เพราะไม่ได้ถามครูบาท่านไว้) ลักษณะสีเขียว มอบให้กับพระอาจารย์อ่อนแก้วไว้ ผมคิดเอาเองว่า ท่านคงมองเห็นในอนาคตแล้วว่า เจดีย์แห่งนี้คงได้ค้นพบ และได้สร้างสำเร็จตามที่ท่านสั่งไว้

                ในความจริงแล้ว ท่านบอกว่า....เจดีย์นี้ สร้างมาก่อนสมัยพระเจ้าอโศกฯ เป็นเหมือน แม่แห่งพระเจดีย์ทั้งหลาย ในชมพูทวีป

                ครูบาท่านชอบมีโจทย์ยากๆ ให้เราทำเสมอ การผจญภัยค้นหาพระเจดีย์แห่งนี้ ก็เริ่มต้นไปตามที่ท่านบอก การคมนามคมไม่ต้องพูดถึง ขนาดปัจจุบันยังไปมาลำบาก ถ้าครูบาท่านไม่บอกให้ไป คงไม่ไปกันแน่นอน (ขนาดชาวบ้าน แถวนั้น อยู่กันมาชั่วลูกหลาน ยังไม่ทราบ) สภาพเจดีย์ที่มองเห็นครั้งแรก เสมือนเนินดิน หรือจอมปลวก มองยังไงก็คงไม่ทราบว่าเป็นเจดีย์เก่าแก่ จนคณะที่ไปค้นหาเจอซากก้อนอิฐ และลักษณะหลายๆ อย่างที่บ่งชี้ว่าเป็นเจดีย์ที่ค้นพบกัน ใต้ลงไปในฐานของเจดีย์ที่ค้นพบ มีพระธาตุสำคัญบรรจุไว้ภายใน เป็นการยืนยันว่าเป็นเจดีย์ที่เราค้นหาจริงๆ การก่อสร้างถาวรวัตถุจึงได้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งเป็นงานที่ไม่ง่ายเลย เนื่องจากการคมนาคมลำบากมากที่สุด และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย

ช่วงการก่อสร้าง ในช่วงแรก ปัญหาที่เจอคือ มีการต่อต้านจากหัวหน้าเผ่าของชาวเขาแถวนั้น เนื่องจากชาวบ้านซึ่งเป็นชาวเขาไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ด้วยบารมีครูบา ทำให้ผ่านพ้นไปได้ดี เนื่องจากการขนส่งทำได้ลำบาก การหาแรงงานก็ต้องใช้แรงจากชาวบ้านแถวนั้นช่วย บ้างก็เป็นกะเหรี่ยงคริสต์ บ้างก็เป็นชาวเขาเผ่าอื่น มาช่วยกันสร้างวัด ขอโมทนาบุญกับเพื่อนต่างศาสนาทั้งหลาย ที่น้อมเข้ามาในพระศาสนาด้วยบารมีครูบา หันหน้ามาเข้าวัดทำบุญในเขตพระพุทธศาสนากัน