Get Adobe Flash player

เกร็ดประวัติ อภินิหาร ครูบาวงศ์ (๑๐) โดย อ.เล็ก พลูโต

Font Size:

                เรื่องที่ ๕๐ พญานาค ปรากฏกาย ในช่วง ๒ ปีแรก เนื่องจากการขนส่งลำบากมาก ต้องใช้ชาวบ้านช่วย พระที่ไปจำพรรษาไปรับคนงาน ชาวบ้านมาช่วย ก็โดนกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน ตามขึ้นมาต่อว่า เพราะเค้าไม่ค่อยพอใจ (คงกลัวชาวบ้านจะเปลี่ยนศาสนามานับถือพุทธ) ก็มาขนคนงานกลับหมด พออีกวันรุ่งขึ้น คนงานชุดใหม่มาทำงานแทน

                ประมาณ ๑๐.๐๐ น ตอนเช้า ได้ยินเสียงเด็กกระเหรี่ยงเล็กๆ ร้องเอะอะโวยวาย ว่า "อะไร อะไร" แล้วชี้ไปบนเจดีย์ที่สร้าง ขณะนั้นมีคนอยู่ประมาณ ๔๐ คน มองที่บนเจดีย์ เห็นพญานาคตัวใหญ่เท่าพระเจดีย์ ทำการพัน เหมือนทักษิณาวัตรรอบพระเจดีย์ ประมาณ ๑๕ นาที ทุกคนเห็นหมดพร้อมกัน ลักษณะพญานาคเหมือนที่บันไดทางขึ้นโบสถ์ เป็นสีเขียวสีแดง แสดงให้เห็น ๑๕ นาที ก็เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า ทั้งชาวบ้านทั้งคนงาน ต่างก้มลงไหว้ทั่วกัน

                เหตุการณ์ในวันนั้นไม่มีกล้องบันทึกไว้ (ไม่เหมือนภาพดอกบัวบนท้องฟ้า ที่วัดห้วยต้ม) แต่มีคนในเหตุการณ์ที่เห็นด้วยตาเป็นพยานครบทุกคน ใครจะไปคิดว่าเรื่องเล่าที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กจะเป็นเรื่องจริง คิดทีไร ขนลุกทุกที หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ไม่มีชาวบ้านที่ต่อต้านอีกเลย และยังช่วยกันมาทำบุญที่วัดด้วย ผมคิดว่าบางอย่างที่เราทำ อย่าคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เค้าไม่รู้ไม่เห็น จริงๆ แล้วเค้ามองเราตลอด

                นอกเรื่องนิดหนึ่ง บริเวณวัดโลกะวิทู จะมีน้ำผุดบ่อน้อย ซึ่งเห็นมีคนว่าศักดิ์สิทธิ์ มีคนที่มาทำบุญเป็นเจ้าของกิจการโรงงานทอผ้าจากกรุงเทพฯ ซึ่งประสบปัญหากิจการขาดทุน ไปอธิษฐานกราบไหว้ขอให้กิจการดี ปรากฏว่ากิจการที่จะต้องปิด กลับมาเจริญรุ่งเรือง ได้คำสั่งซื้อ กำไรหลายล้าน ถ้าใครได้มีโอกาสขึ้นไปทำบุญบนวัด ก็ไปลองอธิษฐานกันดู ให้ชีวิตทางโลกประสบผลสำเร็จกันทุกคน

                บริเวณยอดดอยที่ตั้งของวัดโลกะวิทูนี้ มองไปจะเห็นดอยอีกลูกซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ หน่อการ่า ...ซึ่งใครติดตามอ่านกระทู้พี่มหาหิน คงได้ทราบกันไปบ้าง ดอยนี้ ท่านตุ๊ดี ลูกศิษย์อีกองค์ของครูบาเจ้าชัยยะวงศา ได้นำคณะศรัทธาไปช่วยกันสร้างไว้

                ที่เจดีย์โฆ๊ะพะโด๊ะ หรือโลกะวิทู แห่งนี้ ทุกวันนี้ยามค่ำคืนก็จะปรากฏดวงไฟ เหมือนลูกแก้ว ลอยไปมา เห็นกันถ้วนหน้า อยู่เนืองๆ เป็นเรื่องจริงๆ ดั่งที่เค้าเล่ากันมา ทำให้เชื่อว่าสถานที่นี้คงมีความสำคัญ และศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ครูบาท่านถึงได้บอกให้มาค้นหา และสร้างทำไว้

                เรื่องที่ ๕๑ ครูบามาแนะนำตอนสร้างโบสถ์ นึกเรื่องเกี่ยวกับโฆ๊ะพะโด๊ะได้อย่างที่ทราบกัน พระเจดีย์แห่งนี้ได้สร้างหลังจากครูบาได้มรณภาพแล้ว ตอนระหว่างที่หลวงพี่เต๋ (พระอาจารย์อ่อนแก้ว) ต้องการจะสร้างพระอุโบสถ ก็ได้จัดการสร้างตามที่ตกลงกับพวกช่าง แต่ธรรมเนียมทางภาคเหนือ ก่อนการก่อสร้าง หรือรื้อถอน จะมีการสวดถอน เนื่องจาก (พระอาจารย์อ่อนแก้วคิดว่าพระอุโบสถที่กำลังจะสร้างนี้) เป็นพระอุโบสถใหม่ หลวงพี่เต๋จึงไม่สวดถอน ก่อนการก่อสร้าง ครูบาวงศ์ท่านมาตำหนิ (ดุ) ในนิมิต "ทำไม ไม่สวดถอน" ตกลงคณะที่ก่อสร้างอุโบสถใหม่ จึงต้องทำการสวดถอนตามที่ครูบาท่านมาบอกในนิมิต

                เรื่อง พญานาค ปรากฏด้วยกายเนื้อนั้น พระอาจารย์อ่อนแก้ว ชัยยะเสนโน ท่านอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ท่านบอกว่า..หากท่านเห็นเพียงคนเดียว ท่านก็จะไม่พูด.. พูดไม่ได้..แต่ทว่า.. นี่ คนเข้าเห็นกัน ประมาณ ๔๐ คน.. พยานมีมาก

                เรื่องที่ ๕๒ ครูบา กับวัดพระพุทธบาทตะเมาะ ภาพนี้ (ภาพบน) ครูบา ถ่ายที่วัดพระพุทธบาทตะเมาะ (เต่าหมอบ) เป็นวัดที่ครูบาศรีวิชัย ครูบาขาวปี และครูบาวงศ์ ท่านเคยได้มาพัก และจำพรรษา วัดนี้มีแท่นบรรทมของพระพุทธเจ้า (เมื่อครั้ง พระองค์เสด็จมาบริเวณนี้) และของพระอรหันต์สาวกครูบาท่านชอบวัดนี้มาก เคยบอกว่า ถ้าไม่ได้อยู่ที่ห้วยต้ม จะมาอยู่ที่ตะเมาะ

                ว่ากันว่าใครที่ชอบปฏิบัติให้มาที่วัดนี้ เพราะจะทำให้สงบได้เร็วขึ้น อาคารที่เห็นในรูป (ด้านหลังครูบาเจ้า) เป็นอาคารที่ครูบาวงศ์ท่านสร้างโดยใช้วิธีเข้าลิ่มไม้ ไม่มีตะปู ผมไม่ทราบว่าอัจฉริยภาพทางด้านการก่อสร้างของท่านเริ่มตั้งแต่เมื่อไร ไม่ทราบว่าท่านเรียนทางการก่อสร้าง และงานศิลปะต่างๆ จากอาจารย์องค์ไหน

                ความเชี่ยวชาญทางการก่อสร้างนี้เอง ครูบาศรีวิชัยถึงได้ไว้วางใจ ให้ท่านควบคุมงานสำคัญหลายแห่ง เคยอ่านว่า นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ท่านเซอร์ไอแซค นิวตั้น ก็เคยสร้างสะพานไม้เล็กๆ แบบไม่ใช้ตะปูเลยคล้ายกันนี้ ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ที่อังกฤษ

                วัดพระบาทตะเมาะในปัจจุบันมี พระอาจารย์นพดล ซึ่งเป็นลูกศิษย์องค์หนึ่งของครูบาจำพรรษาอยู่ ซึ่งตรงกับคำทำนายที่ครูบาได้เคยบอกไว้ว่า "วัดนี้จะมีพระทางใต้มาอยู่" (พระใต้ หมายถึงพระภาคกลาง)

                เรื่องที่ ๕๓ ความชำนาญในเชิงช่าง ในรูปคือ เจ้าแม่จามรี เจ้าเมืองลี้ ไม่ใช่ เจ้าแม่จามเทวี คนละองค์กัน ครูบาท่านให้ช่างเขียนตามที่ท่านบอก รูปวาดจะอยู่ในกุฏิของท่าน ท่านจะตั้งใจมาก ให้แก้ไขแบบตามรูปจนท่านพอใจ 

                ครูบา ท่านมีความสามารถหลายอย่างในงานช่างงานศิลป์ ช่วงบ่ายๆ เวลาว่างจากญาติโยม และงานต่างๆ ท่านจะใช้เวลาออกแบบงานอาคารในวัด ซึ่งท่านทำได้ดีมากๆ เสียด้วย...ส่วนภาพวาดเจ้าแม่จามรี ท่านให้ช่างแก้ไข และเขียนอยู่นาน ตอนแรกไม่เข้าใจว่าท่านให้เขียนภาพใคร ภายหลังจึงได้มีการสร้างรูปปั้นตามแบบภาพที่ท่านให้ช่างเขียน 

                ปกติลูกศิษย์มักจะเกรงใจ และไม่ค่อยมีคนกล้ารบกวนท่านมีอยู่ครั้งนึง ท่านเคยให้คนปั้นรูปพระอุบาลี เพื่อไปถวายวัดอุบาลีที่ศรีลังกา ครูบาท่านก็ควบคุมงานเอง ช่างปั้นก็ทำตามแบบที่ท่านแนะนำ นัยว่าหน้าตาพระอุบาลี เป็นแบบที่ครูบาบอก นั่นเอง

                เรื่องที่ ๕๔ ครูบา เรียกฝน ที่เขื่อนภูมิพล ตั้งแต่สมัยครูบาท่านเป็นเณร ได้ติดตามครูบาชัยยะลังก๋า กับ ครูบาศรีวิชัย ท่านก็อาศัยเดินทางเส้นทาง เหล่านี้ จวบจนบั้นปลาย ท่านได้ไปบูรณะวัดพระธาตุแก่งสร้อย ท่านก็ยังต้องนั่งเรือไปตรวจงานบ่อยๆ

                สมัยท่านยังดำรงขันธ์อยู่ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าของทางเขื่อน จะนิมนต์ครูบาทุกปี เพื่อไปทำบุญ สืบชะตาเขื่อน ผมเคยได้ตามครูบาไปด้วย ได้สวดมนต์กับครูบา นอนเฝ้าท่านหน้าห้อง กับ หลวงพี่เต๋

                เรื่องนี้ มีลูกศิษย์มาเล่าให้ฟัง ตอนเริ่มแรก ปีนั้น น้ำในเขื่อนแห้ง ไม่รู้จะทำอย่างไร เจ้าหน้าที่เค้านิมนต์ครูบามาทำพิธี เค้าขอให้ท่านเรียกฝนให้ หลังครูบาอธิษฐานฝนก็ตก ตามที่เจ้าหน้าที่ขอไว้หลังจากนั้นมา เค้าก็นิมนต์ท่านมาทำพิธีสืบชะตาเขื่อนทุกปีเรื่องนี้ ไม่มีโอกาสได้ถามครูบา แต่บันทึกเอาไว้คิดถึงเรื่องครูบาเรียกฝนทุกครั้งที่ไปเที่ยวเขื่อน....ลูกศิษย์เล่าให้ฟังอีกที เห็นว่าแปลกดี

                เรื่องที่ ๕๕ วัว หลังวัด มีอยู่วันนึง เพื่อนมาบอกให้ไปทำบุญไถ่ชีวิตโค ก็เลยช่วยซื้อชีวิตโคฝูงนั้น แล้วก็เอาไปถวายครูบาที่วัด ครูบาท่านก็มารับโคฝูงนั้น ตอนแรกไปวัดระยะนั้น ยังเห็นท่านทำคอกให้วัวอยู่ พอมาระยะนึง ไม่เห็นแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าวัวไปไหน

                ช่วงบ่ายไปนั่งคุยกับ ตุ๊กร ที่กุฏิท่านหลังวัด ก็เล่าเรื่องถวายวัวให้ตุ๊กรฟัง ตุ๊กรบอกว่า วัวที่ผมถวาย ครูบาเอาไปปล่อยให้หากินหลังวัด ครูบาจะอธิษฐานหินเป็นหลักเขตเอาไว้ วัวฝูงนั้นจะหากินอยู่ในเขตบริเวณที่ครูบาท่านทำไว้ ไม่ออกนอกเขตนั้น ไม่มีรั้วกั้น

                เคยมีขโมย พยายามจะลักวัวไป แต่ก็จะหลงหาทาง ไม่สามารถออกจากบริเวณที่ครูบาอธิษฐานไว้บันทึกเอาไว้ ครูบาท่านอธิษฐานก้อนหินเป็นหลักเขต ตอนนั้น อยากได้สัก 4 ก้อน เอาไปเป็นรั้วบ้าน ไม่มีโอกาสได้ขอท่าน

                เรื่องที่ ๕๖ เนื้องอกหายไปไหน? โดย มัลลิกา กาญจมาภรณ์

                มีลูกน้องของศิษย์หลวงพ่อท่านหนึ่ง ป่วยเป็นโรคเจ็บในช่องท้องน้อยมานาน บางครั้งปวดมากจนทนไม่ไหว จึงไปตรวจที่โรงพยาบาล ได้ตรวจเช็คอยู่หลายครั้ง จนหมอสรุปได้ชัดเจนว่าเป็นเนื้องอกที่ปีกมดลูก ต้องผ่าตัด และได้นัดผ่าตัดในราวกลางเดือนพฤษภาคม 2543

                ศิษย์ท่านนั้นจึงได้แนะนำว่า ก่อนจะไปผ่าตัด ให้หาโอกาสไปกราบหลวงพ่อครูบาชัยวงศ์ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มสักครั้ง ขอให้ท่านผ่อนหนักเป็นเบา พอดีกำลังจะมีงานวันเกิดหลวงพ่อที่วัด ลูกน้องคนนั้นจึงได้ไปร่วมงาน เมื่อวันที่ 23-24 เมษายน 2543 แล้วได้บนกับท่านว่า ขอให้หลวงพ่อช่วยให้ หายจากโรคร้ายนี้ โดยไม่ต้องผ่าตัดด้วยเถิด แล้วลูกจะช่วยงานบุญงานโรงครัวโรงทานที่วัดหลวงพ่อ

                หลังจากเสร็จงานกลับมาถึงบ้าน ตกกลางดึกก็ได้หลับ และฝันไปว่า หลวงพ่อท่านมาหา ท่านได้ถามว่าลูกตั้งใจจะไปช่วยงานที่วัดจริงหรือ แล้วท่านได้ขึ้น ไปเหยียบที่ท้อง ในฝันนั้นเหมือนกับว่า ได้มี น้ำอะไรไม่รู้ไหลออกจาก ช่องท้องจนนองที่นอน จึงตกใจตื่นขึ้นมา ยังได้จับดูที่นอนว่าเปียก หรือมีน้ำอะไรหรือไม่ ปรากฏว่าที่นอนก็ไม่ได้เปียกเปื้อนน้ำอะไรเลย

                เมื่อถึงวันที่นัดผ่าตัด หมอได้ทำการตรวจเอ็กซเรย์อีกครั้งก่อนทำการผ่าตัด ปรากฏว่าเนื้องอกไม่พบ ที่แรกหมอไม่แน่ใจ จึงได้นัดตรวจดูอีกครั้ง แต่ไม่พบเนื้องอก หมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ทั้งที่แปลกใจอย่างนั้น หาสาเหตุในทางการแพทย์ไม่ได้เลยว่าเป็นไปได้อย่างไร

                แสดงว่าหลวงพ่อครูบาชัยวงศ์ได้เมตตามาช่วยจริงๆ เหมือนในนิมิตฝัน คงเป็นอภินิหารของหลวงพ่อแน่ๆ เธอเชื่ออย่างนั้น จึงได้ตั้งใจว่าจะไปช่วยงานบุญ 100 วัน ที่ท่านมรณภาพ เพื่อเป็นการแก้บน และตอบแทนบุญคุณของหลวงพ่อ.............