Get Adobe Flash player

เกร็ดประวัติ อภินิหาร ครูบาวงศ์ (๑๑) โดย อ.เล็ก พลูโต

Font Size:

          เรื่องที่ ๕๗ พระรอด....ครูบาเปลี่ยนชีวิตคนๆ หนึ่ง โดย ธรรมสานห์

                คุณพ่อของข้าพเจ้านั้นเป็นคนที่ศรัทธาครูบาชัยยะวงศามาก และเจอประสบการณ์จากท่านมามากก็จะขอเล่าเรื่องพระรอด.....ครูบาเปลี่ยนชีวิตคนๆ หนึ่ง

                พ่อผมได้เดินทางไปภาคเหนือกับเพื่อนพ่อผม เพื่อนผมเล่าว่า ภรรยาเขาเปลี่ยนศาสนาคริสต์เป็นพุทธได้เพราะท่านครูบา เพื่อนพ่อผมได้พาภรรยาไปกราบครูบาวงศ์ที่วัดพระบาทห้วยต้ม ภรรยาเพื่อนพ่อผมเป็นคนที่ศาสนาคริสต์ เลยไม่ศรัทธาครูบา ครูบาท่านได้คายชานหมากออกมา และได้หยิบทิชชู และท่านก็นำชานหมากห่อทิชชูไว้ และกล่าวว่าว่า ห้ามเปิดห่อชานหมาก ภายใน  วันถึงเปิดได้ วันที่เจ็ด ภรรยาได้เปิดห่อชานหมาก ปรากฏว่าชานหมากของท่านได้กลายเป็นพระรอดชานหมาก หลังจากนั้นภรรยาเพื่อนพ่อผม จึงหันมาศรัทธาครูบาวงศ์ และเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ

                ครูบาวงศ์ท่่านมีเมตตามาก ขนาดช่วยคนให้มานับถือศาสนาพุทธได้อย่างอัศจรรย์

                เรื่องที่ ๕๘ ประวัติพระบาทกบ จากหนังสือ ธรรมปกิณกะ เล่ม ๑

                ...มีเรื่องของประวัติพระบาทกบ เกี่ยวเนื่องกับครูบาท่าน

                ในอดีตกาล ในยุคที่ พระพุทธตัณหังกะโร   ได้มาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

(ก่อนพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ย้อนไป ๒๘ พระองค์) มีเด็กชายพี่น้อง ๔ คน เป็นคนยากจน กำพร้าพ่อแม่ ตั้งแต่ยังเล็กๆ ด้วยกัน จึงต้องหาอาชีพรับจ้างทั่วไป เพื่อหาเลี้ยงปากท้องไปวันๆ บางวันก็ไม่ค่อยพอ กินไม่ค่อยอิ่ม

                เด็กชายพี่น้อง ๔ คน ต่างก็รับจ้างเป็นคนเลี้ยงควาย ให้กับนายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) ผู้มีฐานะคนหนึ่งเป็นประจำ พวกเขาจะต้อนควายฝูงใหญ่ให้หากินหญ้าตามประสาที่กลางทุ่งแห่งหนึ่ง ส่วนพวกเขาก็จะไปหลบพักนั่งหลบแดดอยู่ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง คือ "ต้นทองกวาว" ในขณะที่นั่งพักก็จะเฝ้าดูควายไปด้วย พอตกเย็นก็ช่วยกันต้อนควายเหล่านั้นกลับเข้าคอก จะกระทำเช่นนี้อยู่ทุกวันเป็นประจำ

                วันหนึ่งประมาณเที่ยงวัน ขณะที่พวกเขา ๔ คนพี่น้อง นั่งหลบแดดเฝ้าดูควายอยู่ภายใต้ร่มต้นทองกวาวอยู่นั้น ก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย ในที่สุดก็เลยถามกันเองว่า "พวกเรา พี่น้องนี้ ใครปรารถนาอยากจะเป็น อยากจะได้อะไรบ้าง ใครนึกอยากจะมีอะไร ทำอะไรก็ให้บอกมา"

                โดยพวกพี่ทั้ง ๓ คน ได้พูดถามกับน้องคนสุดท้องว่า "น้องล่า..จะเป็นอะไรอยากได้อะไร อยากจะเป็นเจ้านาย เศรษฐีร่ำรวยมีข้าวของ เงินทอง หรืออยากได้อะไรให้พูดมาเลย"

                น้องคนสุดท้อง ก็มานั่งคิดพิจารณาว่าจะเป็นอะไรดี จะเป็นเจ้าบ้านเจ้าเมืองก็มีความทุกข์ ปัญหามาก เป็นคนมั่งมีข้าวของเงินทองก็ทุกข์ ต้องคอยระวังรักษา เป็นเจ้าลูก-เจ้าเมียก็ทุกข์ อันใดก็ทุกข์ทุกอย่าง ไม่เห็นดี ไม่เป็นสุขโดยตลอดเลย สู้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าดีกว่า จะได้พ้นทุกข์ มีสุขอย่างแท้จริง

                จึงได้กล่าวตอบพวกพี่ๆ ไปว่า "พี่ของข้าทั้ง  เอ๋ย ตัวข้าปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างเดียว" แล้วน้องสุดท้องก็ถามกลับยังพี่ชายคนที่ ๓ ว่า

                "แล้วอ้ายล่ะ ปรารถนาอะไร อยากเป็นอะไร อยากได้อะไร"

                พี่คนที่ ๓ ก็ว่า "ถ้าน้องปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ตัวอ้ายก็ปรารถนาจะเอาขี้บูชา"

                น้องสุดท้องก็ตอบว่า "ดีแล้ว...ถ้าอ้ายปรารถนาอย่างนี้"

                หลังจากนั้นน้องสุดท้องก็ถามพี่ชายคนที่ ๒ ว่า "อ้ายล่ะ ปรารถนาอยากได้อะไร อยากเป็นอะไร ขอให้บอกแก่น้องด้วย"

                พี่คนที่ ๒ ก็ตอบว่า "ถ้าน้องปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า อ้ายก็ปรารถนาจะถอนขนที่ก้นบูชา"

                น้องก็ตอบว่า "ดีแล้ว อ้ายปรารถนาอย่างนั้นดีแล้ว"

                พี่ชายคนโตเมื่อได้ยินน้องรองทั้งสองกล่าวคำปรารถนาเช่นนั้นต่อน้องสุดท้อง ก็ไม่พอใจ จึงได้กล่าวดุด่าน้องทั้งสองว่า "พวกสูนี่โง่เง่า หรืออย่างไร น้องปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า แต่สูทั้งสองกลับจะเอาของไม่ดีไปบูชา สูนี่แย่ โง่เง่าเต่าตุ่น ที่ถูก เราควรปรารถนาอย่างน้องล่าดีกว่า"

                พี่น้องทั้ง ๔ พูดกันแค่นี้แล้วก็เลิกกันไป เวลาผ่านไป จนพี่คนโตถึงแก่กรรม ก็ได้ไปเกิดเป็น พญากบ เฝ้าดอกบัวอยู่ น้องคนที่สอง เมื่อถึงแก่กรรมก็ไปเกิดเป็น พญานกยูง น้องคนที่สาม ถึงแก่กรรมตามอายุขัยก็ไปเกิดเป็น พญาผึ้ง

                ส่วนน้องคนสุดท้องปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อถึงแก่กรรมก็ไปเกิดเป็นผู้มีศีล มีสัตย์ มีเมตตา และได้เกิดเป็นหน่อพุทธางกูรมาทุกชาติ จนเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

                ส่วนพี่ๆ ทั้ง ๓ คน ก็ได้บำเพ็ญบารมี เพื่อจะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไป ในอนาคตกาลตามวิถีแห่งความปรารถนาในภายหลัง

                ผลจากการตั้งจิตปรารถนาอะไรอย่างไรไว้ ก็ต้องเป็นไปตามผลแห่งความปรารถนา ตามนั้น น้องคนสุดท้องปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องมีความอุตสาหะ วิริยะ บำเพ็ญบารมี สร้างสมคุณงามความดี เป็นเวลาถึง ๔ อสงไขยแสนกัป จึงได้เป็นพระพุทธเจ้าตามความปรารถนา

                ส่วนพี่คนที่ ๓ (ตัวครูบา) ที่ปรารถนาจะเอาขี้บูชา ก็ได้เป็นพญาผึ้ง ซึ่งคนทั้งหลายจะนำเอาขี้มาทำเป็นเทียน เพื่อจุดบูชาพระพุทธรูป หรือพระธาตุเจดีย์วิหาร เป็นปูชนียวัตถุแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

                ส่วนพี่คนที่ ๒ ที่ปรารถนาจะเอาขนที่ก้นบูชาพระพุทธเจ้า ก็ได้มาเกิดเป็นพญานกยูง ซึ่งพุทธบริษัทได้นำเอาขนหางที่สวยงามมาทำเป็นพัด และเครื่องประดับ เพื่อใช้บูชาในพิธีทางศาสนาต่างๆ

                ส่วนผลกรรมของพี่ชายคนโตที่ว่า "น้อง  คน โง่เง่า" ทำให้มาเกิดเป็นพญากบ เฝ้าดอกบัวอยู่ โดยไม่รู้คุณค่าของดอกบัว และยังติดตามมาในชาติต่อๆ มา แม้เมื่อมาเกิดเป็นกษัตริย์ บริวารของท่าน ก็ใช้คำพูดไม่ดีเป็นอาจิณกรรม คือ ชอบว่าผู้อื่น "โง่ เซ่อ" เป็นประจำ

                ฝ่ายพญานกยูง ซึ่งเป็นน้องคนที่ 2 เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ บริวารของท่านคือ พม่า และ ไทยใหญ่ ซึ่งมีนิสัยใช้ผ้าโสร่งที่ปกปิดก้น เอามาเช็ดหน้า เอามาหนุนนอน เช่นเดียวกับนกยูงซึ่งถือหางเป็นสำคัญ

                ส่วนพญาผึ้ง ซึ่งเป็นน้องคนที่ เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์อีก บริวารของท่านคือ พวกกระเหรี่ยง พวกละว้า พวกชาวเขาเผ่าต่างๆ พวกนี้มีอาจิณกรรม คือ มีนิสัยนุ่งผ้าแล้วไม่ยอมซัก นุ่งจนผุจนขาด ถ้วยไหตะไลชามของใช้ก็ไม่ยอมล้าง ตัวก็ไม่ใคร่จะอาบน้ำ ขี้ไคลพอกอยู่หนา แทบจะเอามาปั้นเป็นก้อนเหมือนขี้ผึ้งได้ คล้ายๆ กับผึ้งที่สะสมขี้เอาไว้ฉะนั้น

                อาจจะกล่าวได้ว่า อุปนิสัยของแต่ละคน แต่ละเชื้อชาติ ย่อมสืบทอดสะสมกันมาเป็นอเนกชาติ ยากที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ในชาติปัจจุบัน แม้แต่พระอัครสาวกก็ไม่เว้น จะมียกเว้นแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

                ขอย้อนกล่าวถึงพี่ชายคนโต ซึ่งมาเกิดเป็นพญากบ ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระพุทธกัสสปะ (พระพุทธเจ้าองค์ก่อนพระสมณโคดม) ในระยะนั้นมีพระมหาเถระเจ้าองค์หนึ่ง ธุดงค์มาที่วัดพระบาทห้วยต้ม มาหยุดพักอยู่พี่พระบาทกบในปัจจุบัน ท่านได้สวดพระอภิธรรม และมาติกา ณ ที่นั้น

                ขณะเดียวกันพญากบได้ออกจากฝั่งแม่น้ำ และเข้ามาใกล้พระมหาเถระ พญากบก็ได้ยินเสียงมหาเถระเจ้าสวดอยู่ก็ยินดีนั่งฟัง เข้าใจว่าเสียงนี้เป็นเสียงของพระพุทธเจ้า พญากบตั้งสตินั่งฟังอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ในขณะที่พระมหาเถระเจ้ายังสวดไม่จบ ก็มีหมอพรานปลาผู้หนึ่ง ซึ่งหากินด้วยการหาปลา นำเอาเหล็กแหลมสำหรับแทงตะพาบน้ำมาด้วย

                เมื่อเดินมาพบพระมหาเถระเจ้ากำลังสวดอยู่ แต่ไม่เห็นพญากบที่กำลังฟังธรรมอยู่นั้น หมอพรานปลาผู้นั้นก็เอาเหล็กแหลมที่ถือมานั้นทิ้ง (ปัก) ลงไปถูกพญากบโดยไม่ตั้งใจ ส่วนพญากบนั้นถูกเหล็กแหลมแทงตัวก็ยังไม่รู้สึกตัว เพราะฟังพระสวดเพลินอยู่ ส่วนพรานปลาผู้นั้นก็น้อมตัวเข้าไปใกล้พระมหาเถระเจ้า นั่งลงคุกเข่าไหว้ แล้วฟังเทศน์ที่นั่นจนพระมหาเถระเทศน์จบ

                เมื่อจบแล้วก็ไหว้พระมหาเถระ แล้วก็กลับหลังออกมาเอาเหล็กแหลมที่ปักไว้ ก็เห็นเหล็กแหลมแทงใส่พญากบก็ถอนออก แล้วร้องว่า "โอ้หนอ....เหล็กนี่แทงถูกกบตายเสียแล้ว" ส่วนพระมหาเถระได้ยินเสียงหมอพรานร้องอย่างนั้น ก็เข้ามาใกล้ที่หมอพรานแทงพญากบ และบอกว่า

                "อ้าว....หมอพรานทำไมแทงใส่กบ กบนี้ไม่ใช่กบธรรมดาสามัญ เป็นพญากบตัววิเศษ มันดักนิ่งฟังธรรมอยู่"

                หมอพรานก็บอกมหาเถระเจ้าว่า "ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ากบอยู่ที่นี่ ข้าก็เอาเหล็กแหลมนี่ทิ้งลงไปซ่อนไว้ที่นี่ เพื่อจะไปฟังธรรมที่ท่านเทศน์อยู่ เพราะจะเอาเหล็กแหลมนี่ไปด้วย ก็ไม่สมควรจะนำไปฟังเทศน์ ข้าพเจ้าก็เลยเอาทิ้งไว้นี่ เพราะไม่รู้ว่ากบอยู่ที่นี่"

                พระมหาเถระก็สงสารกบตัวนั้น จึงตั้งสัจจะอธิษฐานเอาเท้าเหยียบหลังกบ ให้เป็นรอยพระบาทไว้ เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ต่อไปเบื้องหน้า

                ส่วนพญากบ ขณะที่ถูกแทงก็ไม่รู้ตัวว่าตาย เมื่อรู้ตัว ก็กลายเป็นเทพบุตรอยู่ชั้นฟ้าดาวดึงส์ อยู่ปราสาทสูง ๑๒ โยชน์ กว้าง ๑๒ โยชน์ มีเทพยดาทั้งหลายเป็นบริวารอยู่มากมายหลายโกฏิเนื่องจากผลบุญกุศลที่พญากบได้ตั้งใจฟังเทศน์อยู่นั้น ทำให้พญากบได้ไปเกิดชั้นดาวดึงส์ เป็นเทพอยู่ชั้นฟ้า ๗  ชาติ ตายจากชั้นฟ้าก็มาเกิดเป็นมหาเศรษฐีอยู่ในมนุษยโลก ได้เป็นใหญ่ในบรรดาเศรษฐีทั่วไป มีนามว่า เมณฑกมหาเศรษฐี

                ต่อจากนั้นมาก็ได้มาเกิดเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์อีกหลายชาติ และท่านเมณฑกมหาเศรษฐีนี้ ก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในภายหน้าในขณะที่ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้านี้ ก็ยังเป็นหน่อพุทธางกูร บำเพ็ญบารมีอยู่ทุกชาติ จนกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า

                ฉะนั้น พวกเราพุทธบริษัททั้งหลาย จึงควรเอานิสัยพญากบที่ได้ฟังเทศน์อย่างตั้งใจจนได้เป็น เมณฑกเทวบุตรส่วนพญาผึ้ง และพญานกยูง ท่านก็เป็นหน่อพุทธางกูร บำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศน์ ไปทุกชาติ จนกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกอีกองค์หนึ่งในภายหน้า