Get Adobe Flash player

เกร็ดประวัติ อภินิหาร ครูบาวงศ์ (๑๗) โดย พระเล็ก พลูโต

Font Size:

 

               มีเมืองหนึ่งชื่อ "พันธุมติ" กษัตริย์ผู้ครองเมืองชื่อ "ท้าวพันธุมติ" ซึ่งมีมเหสีอยู่ ๗ องค์ ทิศเหนือของเมืองนี้มีครอบครัวหนึ่ง มีสามพ่อแม่ลูกอาศัยอยู่ สองสามีภรรยาเป็นยาจก มีบุตรชายคนเดียว เมื่อบุตรมีอายุ ๗ ขวบ มารดาสิ้นชีวิตลง ต่อมาเมื่ออายุ ๑๑ ขวบ บิดาก็สิ้นชีวิต ก่อนสิ้นใจได้สั่งเสียบุตรว่า ให้เอาศพฝังไว้ใกล้ๆ กระท่อม นานเข้าศีรษะของบิดาก็จะหลุด ให้นำเอาศีรษะไปสักการบูชาทุกค่ำเช้า ถ้าอายุครบ ๑๖ ปี ให้บุตรศีรษะนั้น ลากไปสู่นครพันธุมติ ซึ่งมีภูเขาอยู่ หากศีรษะไปติดข้องที่ใด ให้ทำแร้วเป็นกับดักสัตว์ไว้ที่นั้น

เมื่อบิดาสิ้นชีวิต บุตรชายได้ฝังศพไว้ใกล้กระท่อม แล้วไปขออาศัยอยู่กับลุงซึ่งเป็นนายจ่าบ้าน โดยอาศัยเลี้ยงวัวหาฟืนให้เป็นสิ่งตอบแทน จนอายุได้ ๑๖ ปี จึงได้ทำตามที่บิดาสั่งไว้ โดยลากศีรษะบิดาไปสู่นครพันธุมติ จนไปถึงภูเขา เมื่อลากศีรษะขึ้นภูเขาไปจนถึงถ้ำแห่งหนึ่ง ศีรษะไปติดข้องอยู่ปากถ้ำ จึงทำแร้วดักสัตว์ใหญ่ ณ ที่นั้นแล้วกลับบ้าน

รุ่งเช้าเขาไปดูแร้วที่ดักไว้ ปรากฏว่ามีสัตว์ใหญ่ติดอยู่ สัตว์นั้นรูปร่างคล้ายหมี มีหูสี่หู มีดวงตาห้าดวง เขาได้ตัดเอาเถาวัลย์ผูกสัตว์นั้นนำกลับมาบ้าน แล้วหาสิ่งกำบังอย่างมิดชิด จากนั้นไปหาหญ้า และใบไม้มาให้กิน สัตว์สี่หูห้าตาไม่ยอมกิน เอาแต่นอนหลับ ตกกลางคืนเขาก่อไฟผิง บังเอิญสะเก็ดถ่ายไฟกระเด็นออกนอกกองไฟ แมงสี่หูห้าตาก็กินถ่านไฟเป็นอาหาร เมื่อเขาเห็นดังนั้นจึงหาฟืนมาเผาแล้วเอาถ่านไฟให้กินเป็นจำนวนมาก รุ่งเช้าแมงสี่หูห้าตา ถ่ายมูลออกมาเป็นทองคำ เมื่อรู้ว่าแมงสี่หูห้าตากินถ่านไฟแล้วถ่ายเป็นทอง เขาจึงหาถ่านไฟให้กินเรื่อยๆ แมงสี่หูห้าตาก็ถ่ายออกเป็นทองคำจำนวนมาก เขานำทองที่ได้ไปฝังไว้ทุกวัน

กล่าวถึงท้าวพันธุมติผู้ครองนครมีราชธิดาองค์หนึ่งชื่อ "พระนางสีมา" อายุได้ ๑๖ ปี มีรูปโฉมงดงามเป็นที่หมายปองของบรรดากษัตริย์หัวเมืองต่างๆ และมีหลายเมืองต่างส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายเพื่อขอราชธิดาไปเป็นมเหสี ท้าวพันธุมติรู้สึกลำบากใจ จึงหาทางออกโดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า หากเจ้าเมืองใดสามารถสร้างลำคำ (รางน้ำทองคำ) ตั้งแต่เมืองของตนมาถึงวังของราชธิดาได้ ก็จะยกราชธิดาให้เจ้าเมืองนั้น เงื่อนไขนี้ไม่มีเจ้าเมืองใดสามารถทำได้

ฝ่ายชายกำพร้าผู้ยากไร้ได้ทราบข่าว  จึงไปขอให้ลุงไปทูลราชธิดาของท้าวพันธุมติ ส่วนลุงก็ได้แต่เวทนา วันหนึ่งมีพ่อค้าชาวจีนฮ่อกลุ่มหนึ่งมาพักแรมที่บ้านชายนั้น เขาจึงว่าจ้างให้พ่อค้าเหล่านั้นสร้างลำคำตั้งแต่บ้านจนไปถึงวังของราชธิดาสีมาจนสำเร็จภายในคืนเดียว

รุ่งเช้า ท้าวพันธุมติเห็นลำคำเป็นอัศจรรย์ ก็ให้เสนาอำมาตย์ติดตามไปดู เมื่อพบว่าเจ้าของเป็นใคร จึงจัดขบวนแห่ไปรับเอาชายเข็ญใจไปเป็นราชบุตรเขย เมื่ออภิเษกให้เป็นคู่ครองราชย์ธิดาสีมาแล้ว จึงไต่ถามว่า ได้ทองคำมาอย่างไร เขาจึงเล่าเรื่องแมงสี่หูห้าตาให้ฟัง ท้าวพันธุมติจึงให้เสนาไปขุดทองในสวนมาไว้ในพระคลังให้หมด และให้ราชบุตรเขยไปนำแมงสี่หูห้าตามา เขาก็ไปจูงเอามา แต่เมื่อจูงมาชาวเมืองต่างมามุงดู แมงสี่หูห้าตาก็ตกใจ วิ่งหนีกลับไปอยู่ถ้ำตามเดิม ท้าวพันธุมติก็ให้ตามเอามาอีก คราวนี้ชาวเมืองต่างมามุงดูเป็นจำนวนมากขึ้น แม่สี่หูห้าตาก็ยิ่งตกใจวิ่งหนีไปอีก ท้าวพันธุมติเห็นดังนั้น จึงวิ่งไล่ตามจับจนเลยเข้าไปในถ้ำ ครั้งนี้หินถล่มลงปิดปากถ้ำไว้ โดยที่เสนาวิ่งตามไม่ทัน ทำให้ท้าวพันธุมติถูกขังอยู่ในถ้ำกับแมงสี่หูห้าตา

ท้าวพันธุมติถูกขังอยู่ในถ้ำเป็นเวลาหลายวัน เพราะไม่มีทางออก มีเพียงรูเล็กๆ โดยใช้ตาข้างเดียวแนบส่องดูภายนอกได้เท่านั้น ท้าวพันธุมติคิดในใจว่า ตนคงต้องตายในถ้ำนี้แน่นอน คงไม่มีโอกาสอยู่กับมเหสีอีก จึงสั่งเสนาไปตามมเหสีทั้งเจ็ดมา เมื่อมเหสีมาแล้ว พระองค์จึงขอให้เปิดผ้าถุงให้ดูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย มเหสีตั้งแต่ลำดับที่ ๑ ถึง ๖ ไม่ยอมเปิดผ้าถุง เพราะความอาย แต่มเหสีองค์ที่ ๗ รู้สึกเห็นใจ จึงยอมเปิดผ้าถุงให้ดู ทันใดนั้น แมงสี่หูห้าตาในถ้ำอดหัวเราะไม่ได้ ก็ระเบิดหัวเราะออกมา ปากถ้ำจึงเปิด พระยาพันธุมติได้โอกาสจึงวิ่งหนีออกมาได้

เมื่อกลับถึงเมือง ท้าวพันธุมติได้อภิเษกให้บุตรเขยเป็นกษัตริย์ครองเมืองแทน จนถึงอายุขัยพระองค์ก็ถึงแก่พิราลัย บุตรเขยผู้เป็นกษัตริย์ได้ครองเมืองโดยธรรม และได้สร้างโรงทานถึง ๖ หลัง เพื่อให้ทานแก่ยาจกคนยากไร้ จากนั้นได้เทศนาสั่งสอนเสนาอำมาตย์ และชาวเมืองให้ตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองพันธุมติก็ดำรงชีพตามวิสัยอย่างสงบสุข

เรื่องราวที่มเหสีองค์เล็กเปิดผ้าถุงให้ท้าวพันธุมติดู  เป็นเหตุให้สามีทั้งหลาย รักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวง  และถ้ำดังกล่าวได้ชื่อว่า "ถ้ำยุบ" ตั้งแต่นั้นมา

อีกตำรา ครูบาวงศ์ท่านเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้วได้มีชายหนุ่มกำพร้าเข็ญใจ มีฐานะค่อนข้างลำบากยากเข็ญ แต่เป็นคนขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ยังชีพด้วยการปลูกข้าว และพืชผักพอยังชีพในที่ดินผืนเล็กๆ  มีอยู่ปีหนึ่งเกิดฝนฟ้าไม่ต้องตามฤดูกาล เกิดทุกข์เภทภัย ต้นข้าวที่ปลูกไว้เหี่ยวเฉาตาย ทำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ชายหนุ่มผู้นี้เสียมาก แต่ก็พอยังมีต้นข้าวส่วนน้อยอีกส่วนที่ไม่ตาย ยังให้ชายเข็ญใจพอมีอาหารไว้ประทังชีวิตวันข้างหน้าอยู่บ้าง

กล่าวถึงพระอินทร์บนวิมานแมนแดนสรวง เล็งแลเห็นความทุกข์ยากลำบากในความเป็นอยู่ของชายผู้อาภัพวาสนา จึงบังเกิดความเมตตา แปลงกายจำแลงแถลงร่างมาช่วยชายหนุ่มอาภัพโชคผู้นี้ โดยแปลงเป็นสัตว์ประหลาด เป็นลิง  มีหู ๔ หู มีตา ๕ ตา ซึ่งในโลกมนุษย์จักไม่มีสัตว์ประหลาดเช่นนี้

สัตว์ประหลาดตัวนี้ปรากฏตัวขึ้นที่ผืนนาที่ทำกินของชายเข็ญใจ เข้าไปทำลายต้นข้าวอันเหลือน้อยนิดจนหมดสิ้น ชายเข็ญใจมาพบเข้าจึงบังเกิดโทสะ คิดจะฆ่าสัตว์ประหลาดตัวนี้ทันที แต่ก็หามีอาวุธใดที่จะทำร้ายสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้ จนเวลาผ่านไป ชายเข็ญใจได้จับสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้ จึงจับมาขังไว้ที่กระท่อมของตน โดยได้ผูกติดไว้กับเสาไม้ 

เมื่อถึงเวลาเย็น ชายเข็ญใจต้องหุงหาอาหารรับประทานตามยถากรรม จึงบังเกิดความเมตตาแบ่งอาหารให้แก่สัตว์ประหลาดตัวนั้น แต่มันไม่ยอมกินแม้แต่น้อย  และดูเหมือนว่ามันกำลังหนาวจัด ต้องการความอบอุ่นมาก ชายเข็ญใจจึงไปหาฟืนแล้วก่อกองไฟให้มัน เมื่อความอ่อนเพลียมาถึง ชายเข็ญใจได้หลับไป ตื่นมาอีกทีพบว่า สัตว์ประหลาดนั้นจับเอาถ่านไฟแดงๆ ร้อนในกองเพลิงไปกินเป็นอาหาร จึงสร้างความอัศจรรย์แก่ชายผู้นั้นมาก เมื่อตื่นมาตอนเช้าพบว่า สัตว์ประหลาดตัวนี้ได้กินก้อนถ่านไฟจนหมดแล้ว ยังขับถ่ายออกมาเป็นก้อนทองคำ ชายเข็ญใจจึงนำทองคำไปขาย และได้กลายเป็นเศรษฐีร่ำรวยต่อมาในที่สุด

เรื่อง “แมงสี่หูห้าตา” นี้ เป็นปริศนาธรรมที่ครูบาวงศ์ ท่านตั้งใจสอนให้คนปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม โดยมีองค์พระอินทร์แปลงกายลงมาเป็นตัว “แมงสี่หูห้าตา” ประกอบ  หลวงปู่วงศ์ท่านสอนให้ทุกคนเจริญ พรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และ ให้รักษาศีล ๕ ข้อให้เคร่งครัด....จะทำให้ไปไหนมาไหนก็จะเป็นที่รักของมนุษย์  ตลอดจนถึงพรหมเทพเทวา อานิสงส์ของศีลนั้น จะทำให้มีกินมีใช้ไม่รู้จักหมดตามที่พระท่านให้พรว่า... “สีเลนะ โภคะ สัมปะทา”   และเมื่อมีพรหมวิหาร และศีล จะช่วยทำให้กิเลส ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ เบาบางลงจนหมดได้ในที่สุด...กลายเป็นพระทองคำ (พระอรหันต์) ตามที่ท่านให้พรว่า... “สีเลนะ นิพพุติง ยันติ” ข้อธรรมเปรียบเหมือนแมงสี่หูห้าตา จะกินถ่านไฟเป็นอาหารแล้วถ่ายออกมาเป็นทองคำฉันนั้น

วัตถุมงคลของหลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ  “แมงสี่หูห้าตา” องค์ที่ลงให้ชมนี้ จัดเป็นต้นตำรับยุคแรกๆ ที่ท่านเริ่มสร้างขึ้น และโด่งดังมากในบรรดาเครื่องรางของขลังล้านนา หาชมองค์จริงพบเจอได้ยากมากๆ องค์พระอินทร์ท่านติดต่อขอให้หลวงปู่จัดสร้างขึ้น และท่านจะมาช่วยเรื่องพิธีปลุกเสก เพื่อช่วยเหลือญาติโยมในการทำมาค้าขาย หาทรัพย์ แสวงหาโชคลาภ หลายท่านบูชาไปแล้วต่างพบเจออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์กันมากมาย ร่ำรวยไปตามๆ กัน จากสัมมาอาชีพ และการเสี่ยงโชค บางท่านเจอตัว “แมงสี่หูห้าตา” ออกมาจากเครื่องรางชิ้นนี้ มาปรากฏกายให้เห็นก็มี

ท่านว่า วัตถุมงคลของหลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ นั้นเหมือน “กลองผีสิง” ประเภท ไม่ต้องตี...ก็ดังได้เอง อัญเชิญตั้งไว้ หรือบูชาเพื่อให้เกิดความโชคดีแบบ “ค้าม่วนขายหมาน” หรือ “ฮิมาค้าขึ้น”  หรืออีกนัยหนึ่งคือ โชคดีบวกกับมหานิยมนั่นเองครับ

วิธีบูชา “แมงสี่หูห้าตา”  จุดธูป ๙ ดอก แล้วให้ถวายผลไม้ ดอกไม้ น้ำ และอาหาร ทุกวันพระ

พระคาถา แมงสี่หูห้าตา ตั้งนะโมฯ ๓ จบ

สาธุ  อะหัง นะมามิ พระอินทร์ อากาเส จะ พุทธะ ทิปังกะโร นะโมพุทธายะ อิอะระณัง อะระหัง   กุสะลา ธัมมา สัมมา สัมพุทโธ ทุสะนะโส นะโมพุทธายะ พระโสนามะ ยักโข เมตตามหาลาภา ปิยังมะมะทันตะ ปริวาสะโภ วาสุนี  หะเต โหนตุ ชัยยะ มังคะลานิ

คาถาบูชาพระอินทร์ แม้ไม่มีวัตถุมงคลรูปพระอินทร์ หรือเกี่ยวเนื่องพระอินทร์ ก็บูชาได้

โบราณท่านว่า...บุคคลหญิงชาย ผู้ใดได้สวดบูชาทุกค่ำเช้า  จักห้ามเสียยังภัยทั้งหลาย กันฟ้าฝ่า กันไฟไหม้ อันตรายทั้งปวง จักมิบังเกิดมีมา  อยู่เย็นเป็นสุข เป็นมหาโชคลาภ มีเงินทองไหลมาเทมา

ใครดวงตก อาภัพโชคลาภ การงานไม่ดี ลองสวดบูชาดูนะครับ และถ้าจะดีเห็นผลเร็วควรสมาทานศีลห้า และเจริญพรหมวิหารสี่ มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปด้วยจักเป็นการดียิ่ง แล้วขอพร ขอโชคลาภตามที่ปรารถนาจะสำเร็จเสร็จสมทุกประการแล