Get Adobe Flash player

แม่ชีประทุม โชติอนันต์ (๓) โดย พระเล็ก พลูโต

Font Size:

             

             

พอตอนห้าโมงเย็น ลงทำวัตรเย็น เลิกทำวัตรเย็นพากันไปเข้ากรรมฐาน...พอถึงเวลาหลวงพ่อได้แนะนำเรื่องการปฏิบัติ หลวงพ่อพูดเรื่อง มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ เห็นสวรรค์ เห็นนรก จะไปดูอะไรที่ไหนก็ได้ เมื่อข้าพเจ้านั่งฟังหลวงพ่อจบลง ข้าพเจ้าก็นั่งหันหน้าไปถามเพื่อนที่มาด้วยกันขึ้นว่า จะฝึกไหม เรื่องฤทธิ์ เพื่อนพูดว่า "ไม่เอา" เมื่อข้าพเจ้าถามเพื่อนแล้ว เพื่อนจึงถามข้าพเจ้าขึ้นว่า "คุณประทุม คุณชอบฝึกฤทธิ์ไหม" ข้าพเจ้าตอบเพื่อนว่า "ไม่เอา ไม่ชอบฤทธิ์"

พอข้าพเจ้าพูดจบลงเท่านั้น เสียงหลวงพ่อดังขึ้นทันที "ใครก็ตามเมื่อเข้ามาในที่นี้แล้วต้องเชื่อฉัน ถ้าไม่เชื่อ โน่นประตูอยู่ทางโน่นออกไป"

ข้าพเจ้า และเพื่อนมองตากันเฉย ส่วนข้าพเจ้าก็มองดูตามเสาว่า เขาคงติดเครื่องฟังเอาไว้แน่ มิฉะนั้นหลวงพ่อจะได้ยินได้อย่างไร เพราะหลวงพ่อท่านนั่งไกลจากข้าพเจ้า และเพื่อนมาก ตอนนี้นั่งตัวแข็งไม่กล้าพูดอะไรกัน ครั้นต่อมา ครูมาฝึก ครูที่ฝึกข้าพเจ้าชื่อ คุณเปี๊ยก ชื่อจริงจำไม่ได้ ขอโทษด้วยนะคะ ครูฝึกสอนให้ข้าพเจ้าตัดขันธ์ห้า ข้าพเจ้าเพิ่งรู้จักขันธ์ห้าสะอาดหมดจดวันฝึกนั่นเอง ทำมาเกือบตายรู้ไม่ละเอียด ครูแนะนำดีมาก ข้าพเจ้าไม่ลืมคุณ เมื่อครูฝึกถาม ข้าพเจ้าตอบตามเห็น

ครูฝึกถามว่า “มีใครมายืน หรือนั่งอยู่ก็ตาม ข้างหน้าบ้าง”

ข้าพเจ้าตอบครูฝึกว่า “มี เป็นชายมายืนอยู่ แต่งตัวสวยงาม”

ครูฝึกถามต่อไปว่า “แต่งตัวลักษณะอย่างไร?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “แต่งตัวทรงเครื่อง สวมชฎา สวยงาม ลักษณะน่าเคารพมาก”

ครูฝึกถามอะไร ข้าพเจ้าก็ตอบได้หมด เพราะภาพนั้นจะเกิดให้ข้าพเจ้าเห็น

...เมื่อหมดเวลาการทดสอบอารมณ์ ครูฝึกถามข้าพเจ้าว่า คุณป้า คุณป้าอยู่บ้าน คุณป้ารักษาศีลอะไร

ข้าพเจ้าตอบครูฝึกขึ้นว่า "ป้าอยู่กับบ้าน ป้ารักษาศีลห้า ถ้าวันไหนเป็นวันพระแปดค่ำสิบห้าค่ำป้าไปค้างวัด จึงรักษาอุโบสถ"

ครูฝึกบอก "หนูนี่ก่อนมาเป็นครูฝึก หนูทำมาเกือบสองเดือนยังไม่เท่าคุณป้าเลย  คุณป้าจิตดีจังเลย คุณป้าได้แล้วนะ"

ข้าพเจ้าได้ฟังครูฝึกพูดจบลง จึงย้อนถามครูฝึกขึ้นว่า "ที่ครูว่าป้าได้แล้วน่ะ ป้าได้อะไร"

ครูฝึก "อ้าว ก็ป้าเห็นหมด รู้หมด ไม่ติดไม่ค้าง ไปได้ตลอดเช่นนี้ ป้าได้แล้ว"

ข้าพเจ้าถามว่า "ที่เห็นอะไรต่ออะไรเช่นนี้หรือที่เรียกว่าได้"

ครูฝึกตอบว่า "ก็ใช่ละซิคุณป้า นี่แหละเขาเรียกว่าได้แล้ว"

ข้าพเจ้าบอกว่า "อ๋อถ้าเช่นนั้นละป้าก็เห็นมานานแล้ว แต่ป้าไม่เข้าใจคำว่าเห็นนี่ เขาเรียกว่าได้ มีคนเขาหาว่าป้าเป็นบ้า"

ครูฝึกบอกว่า "ป้าอย่าคิดเช่นนั้น"

จากนั้นต่อมาได้เวลาอุทิศส่วนกุศล คำอุทิศส่วนกุศลของหลวงพ่อถูกใจข้าพเจ้ามาก พอกลับมาถึงที่พักสักครู่ ก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อพูดมาตามสาย ข้าพเจ้าจึงยกมือกราบหลวงพ่อมีความสบายใจขึ้นมาก

...ได้พบหลวงพ่อตามเป็นจริง ข้าพเจ้านึกอยู่ในใจว่า เราไม่เสียทีที่เกิดมาได้พบพระในพระศาสนา เป็นพระแท้ที่หายาก ในระหว่างที่นั่งนึกถึงหลวงพ่ออยู่ พอดีได้ยินเสียงตามสายเครื่องกระจายเสียงตามห้อง หลวงพ่อพูดขึ้นว่า "วันนี้พวกได้ณานสี่ ระวังกามฉันทะจะเกิด" เมื่อข้าพเจ้าฟังว่า กามฉันทะ ไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฟังแล้วก็ไม่ได้เก็บมาคิด...พอสมาทานเรียบร้อยแล้ว พิจารณาขันธ์ห้าย้อนไปมาอย่างเคยปฏิบัติมาแล้วนั่นเอง พอนั่งไปไม่นานเท่าใด เห็นในวัดแถวโบสถ์สว่างหมด มีผู้ชายเดินเข้ามาหาข้าพเจ้า พอใกล้จึงรู้ว่า สามีของข้าพเจ้าเอง พอมาถึง เขาคิดมิดีมิร้ายเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า เขาไม่พูดอะไร จะปล้ำอย่างเดียว ข้าพเจ้าเสียใจ พยายามไม่ให้เขาถูกตัว และพูดขึ้นว่า "นี่คุณสถานที่นี้เป็นสถานที่สำคัญของพระศาสนา คุณไม่กลัวบาปกรรมบ้างเลยหรืออย่างไร ฉันอุตส่าห์หนีมาถึงวัดหลวงพ่อแล้ว คุณยังตามมาทำลายความดีของฉันอีกหรือ แม้ก่อนอยู่บ้านฉันก็มิเคยร่วมกับคุณมานานแล้ว ทำไมคุณจึงตามฉัน ข้าพเจ้าเอามือสองมือทำท่ายันไว้กลัวเขาถูกตัว ได้พูดขึ้นว่า คุณจงกลับไปเสีย และอย่ามาถูกตัวฉัน ฉันรักษาศีลเพื่อความบริสุทธิ์ ไม่ต้องการให้ศีลมัวหมอง

...จงกลับไป ฉันไม่ยอมดีกับคุณอีกต่อไป ฉันเบื่อ และเหม็นคุณ ออกไป ออกไป ในระหว่างที่เกิดนิมิตนี้ พักอยู่ห้องเบอร์ ๑ ข้างโบสถ์นั่นเอง ผลที่สุด เขาออกไป ไม่เหลียวมาดูข้าพเจ้าเลย ส่วนข้าพเจ้าก็มิได้สนใจแต่อย่างไร เสร็จแล้วจึงคลายจากสมาธิ

ตอนนี้ห้าทุ่มเห็นจะได้ เมื่อคลายจากสมาธิแล้ว เกิดกลัวศีลขาด เพราะต่อสู้กับผู้ชาย เพราะตอนนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องศีล กลัวไปหมด คิดมาคิดไป จะปลุกเพื่อนบอกให้รู้ก็อายเขา เพราะเรื่องไมสู้ดี เดี๋ยวเพื่อนคิดว่า น่ากลัวคิดถึงเขามากกระมังถึงกับเห็นเขา พูดตามจริงขอรับรองศีล ไม่เคยนึกถึงเลย นิมิตนี้มาเกิดได้อย่างไร ข้าพเจ้านึกเสียใจรำพึงว่า พังแล้วคราวนี้ อุตส่าห์ปฏิบัติมาตั้งนาน มาพังลงครั้งนี้เสียแล้ว อุตส่าห์ตามหลวงพ่อมา ก็เพิ่งพบวันนี้ ก็ต้องมีมารตามมาทำลายจนได้ นึกไปนึกมานานมาก มาคิดอีกที เขามิได้ทำอะไรเรา ศีลของเราจะขาดหรือหรือไม่ขาด ในทันทีนั้นก็นึกขึ้นว่า เอาอย่างนี้ดีกว่า เราจะลองปฏิบัติดูใหม่ซิว่า เราจะเข้าสมาธิดู ถ้าศีลของเราขาด ก็คงไม่เกิดสมาธิ เข้าห้องน้ำล้างหน้า..ก็นั่งสมาธิใหม่ จิตพร้อมนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยะสงฆ์ หลวงปู่ปาน และหลวงพ่อฤาษี

..และเทวดาทั้งหมดที่ข้าพเจ้าบูชามา ถ้าข้าพเจ้านี้ศีลยังไม่ขาด ขอให้สมาธิจงได้เหมือนเคยปฏิบัติมาด้วยเถิด พอพุทโธไปไม่นานเท่าไร เกิดแสงสว่างจ้าขึ้น เห็นพระลอยมาสององค์ ตรงเข้ามาหาข้าพเจ้าด้านขวา เมื่อเข้ามาใกล้ก็จำได้ว่า หลวงพ่อปาน ท่านมองหน้าข้าพเจ้านิดหนึ่ง ท่านยิ้มให้น้อยๆ ท่านลอยเข้ามาใกล้หูขวา ท่านสอนธรรมะให้แล้วก็ลอยหายไป อีกองค์หนึ่งมาติดๆ กัน นั้นคือ หลวงพ่อฤาษี ท่านลอยตามหลวงพ่อปานมา แต่ไม่ได้พูดอะไร ท่านลอยมาเฉยๆ แล้วก็หายไป ท่านหายไปแล้ว ข้าพเจ้าคลายสมาธิ นั่งกราบนับไม่ได้ว่ากี่ครั้ง ด้วยความดีใจเป็นที่สุด ในที่สุดข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่า นี่คือ กามฉันทะ เล่นงานเราเข้าแล้ว ข้าพเจ้าพักอยู่เจ็ดวัน พอวันที่เจ็ด เข้าไปกราบลาหลวงพ่อ เห็นโอกาสเหมาะ

"หลวงพ่อคะ โยมถือโอกาสกราบลาหลวงพ่อวันนี้เลยเพราะรุ่งเช้าโยมจะต้องไปรถเที่ยวเช้าค่ะ หลวงพ่อ”  "เอ่อ โยมจะกลับแล้วหรือ"  “เจ้าค่ะหลวงพ่อ”

"เอ่อ โยมกลับไป ไปแนะนำเขาได้เลยนะโยม เพราะโยมได้แล้ว เด็กๆ นั้นแหละดี ช่วงนี้เทวดามาเกิดเยอะ เด็กไปไวกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กจิตสะอาดไปเร็ว ข้อสำคัญ ที่โยมควรจำ ฉันจะบอกให้ โยมอย่าไปเป็นขี้ข้าชาวบ้าน เมื่อเขาอยากรู้ ให้เขาฝึกดูเอง ...จำไว้โยม ระวังคนที่มันไม่ได้ มันจะอิจฉาโยม ยิ่งอ้ายหัวโล้นนี่สำคัญนัก โยมจำคำฉันให้ดี เมื่อก่อนฉันมาอยู่วัดนี้ใหม่ๆ ก็ปลูกกระต๊อบอยู่โคนโพธิ์ พวกมันพากันมา จะรื้อหลังคาฉัน ฉันเป็นพระไม่มีใครใส่บาตร ต้องผูกข้าวกิน เดือนละสามร้อยบาทน่ะโยม โยมจำคำฉันไว้ให้ดี"

ข้าพเจ้ากราบรับคำ ที่ครูบาอาจารย์สั่งด้วยความเคารพ และเก็บรักษาไว้จนวันตาย ถือคำสั่งของท่านนี้เป็นกำลังที่เราจะต้องผจญภัยไปที่ต่างๆ เอาไว้เป็นยารักษาอารมณ์ ยามเราเกิดท้อถอย เราจะได้ไม่ถอย กำลังจะเข้มแข็งขึ้น เมื่อนึกครูบาอาจารย์สั่งเรามาว่าอย่างไรในครั้งแรก ข้าพเจ้าเคารพคำสั่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อตลอดมา ให้ท่านสั่งครั้งเดียว อย่าให้ท่านสั่ง ครั้งสอง คำว่าสองไม่มี หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็กราบลาหลังพ่อ ยังพักอีกหนึ่งคืน ในคืนวันนั้นข้าพเจ้าปฏิบัติไปเป็นเวลาดึกมาก เมื่อจิตสงบข้าพเจ้าได้พบกับหลวงพ่อ ท่านมาหา และถามว่า "จะกลับแล้วหรือ" ข้าพเจ้าตอบค่ะ พรุ่งนี้โยมจะกลับบ้านค่ะหลวงพ่อ "เอ่อ ถ้าโยมจะกลับ อย่าลืมบอกให้ทั่วนะ บริเวณวัดเราทั้งหมดนี้ บอกเขาเสียนะโยม" เจ้าค่ะ

...เท่านี้ท่านก็ไป เมื่อคลายจากสมาธิแล้ว นึกถึงหลวงพ่อ โถ ยังห่วงใยเรามาสั่งเสียให้เราบอกให้ทั่วข้าพเจ้ากราบลง ใจนึกถึงหลวงพ่อ ดิฉันกราบหลวงพ่อครั้งนี้ ขอให้หลวงพ่อทราบด้วยนะคะ หลวงพ่อผู้มีพระคุณใหญ่ของโยม พอเช้ามืด ข้าพเจ้าเอาจิตส่งไปทั่วบริเวณ บอกคำขอลาทั้งหมดทุกท่านทุกองค์ พอสว่างก็ขึ้นรถกลับ...

ครั้นอยู่ต่อมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสขึ้นมากราบหลวงพ่ออีก เป็นครั้งที่สองในปีเดียวกัน เพราะข้าพเจ้ามีเรื่องที่อยากรู้แต่ไม่กล้าถาม ยังมีอยู่วันหนึ่ง ข้าพเจ้าเข้าไปนั่งฟังบรรดาญาติโยมที่มาหาหลวงพ่อว่า ใครคนใดคนหนึ่ง อาจจะถามเรื่องเดียวกับเรา เราจะได้ไม่ต้องถาม แต่ก็ไม่เห็นมีใครถามเลยสักคนเดียว หลวงพ่อพูดกับญาติโยมที่มาเรื่อยไปเรื่องการปฏิบัติ ในทันทีทันใดนั้น หลวงพ่อได้พูดขึ้นว่า "ใครก็ตามปฏิบัติไป จิตเป็นสมาธิแก่กล้ามีกำลังมาก มีลมของฌานออกทางจมูก ผู้นั้นมีฌานกล้ามาก" ข้าพเจ้ากราบหลวงพ่อ นึกในใจว่า หลวงพ่อรู้อารมณ์จิตเรา เพราะอยากรู้เรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไม่กล้าถาม กลัวว่ามันจะเลยเถิดไป ข้าพเจ้าส่งจิตไปกราบหลวงพ่อ โยมยังมีอีกสองข้อ แต่วันนี้พอก่อนเพราะแขกหลวงพ่อมาก จะเป็นการจุกจิกกับหลวงพ่อเกินไป วันหลังจึงจะขอทราบ

ครั้นต่อมา ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปใหม่ ข้าพเจ้ากราบหลวงพ่อแล้วก็นั่งเฉย อยู่ฟังคนอื่นๆ ถามหลวงพ่อบ้างหลวงพ่อทักกับโยมบ้าง ครั้นต่อมา หลวงพ่อพูดเรื่องธรรมะ เรื่องการเจริญพระกรรมฐาน ข้าพเจ้านั่งฟังนิ่งแต่ภายในจิตนั้นอยากรู้เรื่องตัวเอง หลวงพ่อพูดมากมายหลายอย่าง น่าฟังทุกตอน ฟังแล้วไม่เบื่อ ในที่สุดหลวงพ่อได้เอ่ยว่า "ใครก็ตามเมื่อปฏิบัติไปในระหว่างเจริญพระกรรมฐานก็ดี จิตมีสมาธิแก่กล้า ถ้าบุคคลนั้น อุทิศส่วนกุศลไปในฌาน ถือว่าผู้นั้นเป็นเลิศมีฌานแก่กล้าดีมาก" ข้าพเจ้ากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อมองๆ มาทางข้าพเจ้าบ้างเป็นครั้งคราว ครั้นต่อมาข้าพเจ้าได้มาหาหลวงพ่อเช่นเคย เพราะยังไม่หมดข้อข้องใจ ข้าพเจ้าได้เข้าไปนั่งปะปนกับญาติโยม แต่มิได้ถามอะไร นั่งเฉยเช่นนั้นแหละ คือ ฟังเขาถาม และฟังหลวงพ่อ บางครั้งหลวงพ่อหยุด ให้โอกาสญาติโยมถาม ครั้นต่อมา หลวงพ่อพูดเรื่องปฏิบัติ เรื่องอภิญญา ในที่สุดหลวงพ่อได้พูดขึ้นว่า "ใครก็ตามที่ปฏิบัติได้แล้ว บางคนหูได้ยินเสียงที่ไกลแสนไกล เขาคุยกันถึงโน้นได้ยินหมด ได้ยินถึงพรหมเขาคุยกัน บางทีก็คุยไปด้วย นี่ของเก่าส่งผล" ข้าพเจ้ากราบหลวงพ่อ และกำหนดจิตกราบเรียนว่า โยมหายข้องใจทุกประการแล้วค่ะ หลวงพ่อ ผู้รู้จริง ผู้รู้แท้ ผู้รู้แจ้ง

...ไปที่ไหน เขาหาว่าเป็นบ้าเสียสติเพราะปฏิบัติ มีหลวงพ่อเท่านั้นที่รับรองข้าพเจ้า และไขความกระจ่างแจ้งให้กับข้าพเจ้าจนหมดทุกอย่าง บางคนติเตียนว่า หลวงพ่อชวนให้เห็นนรก เห็นสวรรค์เป็นทางที่ผิด พากันงมงาย ไม่เป็นเรื่องจริง ข้าพเจ้าปฏิบัติมากก่อน ที่จะมารู้จักหลวงพ่อ เมื่อได้พบท่านแล้ว ก็ไม่เคยเรียนให้ท่านทราบเรื่องธรรมะสามข้อนี้ เพราะกลัวท่านจะหาว่าเอาอะไรมาถาม จึงไม่กล้า จึงใช้จิตกราบเรียน เพราะอยากรู้ ในที่สุดหลวงพ่อตอบตรงทั้งสามข้อ ที่ข้าพเจ้าใช้จิตเรียนถาม ข้าพเจ้าเคารพหลวงพ่อผู้รู้จริง ผู้รู้แท้ ผู้รู้แจ้งนี้เป็นองค์ที่สอง รองลงมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนตลอดชีวิตเป็นต้นไป "ของจริงต้องว่ากันให้เห็นจริง เหมือนดังหลวงพ่อ หลวงพ่อมีพระปัญญาแตกฉาน ญาณแตกฉาน สมเป็นพระในพระศาสนา"