Get Adobe Flash player

แม่ชีประทุม โชติอนันต์ (๖) โดย พระเล็ก จิตตฺคตฺโต

Font Size:

ครั้นอยู่ต่อมา แม่ชีถูกมาร คือ กรรมเก่า ตอนนี้หนักมาก รู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างมันมารวมอยู่ที่แม่ชีทั้งหมด ป่วยก็ป่วย เอี้ยวตัวไม่ได้ ตัวแข็งหมด ก่อนที่แม่ชีจะป่วยนั้น แม่ชีเห็นคนมากันเยอะมาก เดินตรงมาหา หนึ่งในจำนวนนั้นพูดขึ้นว่า "มาอยู่นี่เอง ตามหาเสียตั้งนาน" อีกคนหนึ่งในจำนวนนั้นได้พูดขึ้น "เอาเลยพวกเรา" คนทางด้านซ้ายเป็นคนสั่ง คนทางขาวบอกว่า "เอา เข้าไม่ได้ เต็มเสียแล้ว" แม่ชีรู้ว่าเขาจะทำลำไส้ และกระเพาะ แม่ชีนั่งเฉย ทางด้ายซ้ายพูดขึ้นอีก "เมื่อเต็มแล้วก็เอาเข้าผิวก็แล้วกัน" พอเขาพูดจบ คนด้านขวาเขาจัดการเอาเข้าตามผิวหนังแม่ชี แม่ชีนั่งดูตามตัวแม่ชี เห็นเส้นตามตัวทั้งหมดพองโป่งขึ้น แม่ชีไม่วิตกหรือสะดุ้งต่อเหตุการณ์เหล่านั้นเลย พอเขาจัดการกับแม่ชีแล้ว เขาก็พากันไป แม่ชีคลายจากสมาธิ นึกถึงเหตุการณ์ตามภาพนิมิต รู้ว่ากรรมเก่ากำลังมา เราจะต้องป่วย

พอรุ่งเช้า แม่ชีจึงบอกกับแม่ชีบุญช่วยว่า "อีกไม่เกินสามวัน แม่ชีจะป่วย" แม่ชีบุญช่วยเธอได้พูดขึ้นว่า "จะป่วยอะไรกันค่ะแม่ แม่แข็งแรงดีออกเช่นนี้" ..." แม่ชีคอยดู ถ้าไม่จริงตามคำพูดของแม่ชีละก็ ทีหลังแม่ชีพูดอะไรแล้ว เธอไม่ต้องเชื่อแม่" อยู่มาไม่เกินสามวัน แม่ชีป่วย อยู่ดีๆ ตัวแข็งนอนไม่ได้ ได้แต่นั่ง เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องหรือก็แทรกซ้อนเข้ามา เมื่อโรคภัยเบียดเบียน เรื่องที่ไม่น่าจะเกิดมันก็เกิดขึ้น จึงทำให้แม่ชีเจริญกรรมฐานหนักขึ้น อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย วันนี้เตรียมตัวตายไม่อยู่แล้ว เข้าห้องสั่งแม่ชีว่า "ถ้าแม่ชีนั่งเฉย นอนเฉย ห้ามเรียกเด็ดขาด วันนี้ขอลาแล้ว อยู่ไปเป็นทุกข์หนักนัก" น้อมใจถึงศีลที่เคยรักษามา ความดีทั้งหมดที่ได้เคยสั่งสมบารมีมา น้อมถึงบารมี ๑๐ เพื่อให้เป็นกำลังใจ นึกถึงทานที่บริจาคไปใส่มา จนข้อสุดท้ายอุเบกขา พิจารณากองอสุภะ พิจารณาเห็นเป็นของสกปรก พิจารณาข้างหน้าเห็น การเกิดเป็นทุกข์ ไม่ขอเกิดอีกต่อไป ชื่อว่า เกิดนิดหนึ่งไม่ต้องการ เข้าสมาธิเรียบร้อย ไปถึงรูปฌาน อรูปฌาน ยังไม่ถึงความพ้นทุกข์ ที่จริงแล้วพิจารณามากกว่านี้ แต่ขอย่อไว้แค่นี้ แม่ชีพิจารณาย้อนมาย้อนไป อยู่เช่นนี้นานมาก จนกระทั่งจิตเหมือนหรี่ลง หรี่ลงน้อยเต็มที....จิตออกจากร่าง พอดีได้ยินเสียงหลวงพ่อพูดขึ้นว่า "เธอจงหยุด อย่าเพิ่งไป ยังไปไม่ได้ ต้องอยู่ช่วยกันก่อน" แม่ชีได้ยินเสียงดังมาก เลยตกใจ

ครั้นต่อมาในคืนวันหนึ่ง หลังจากปฏิบัติแล้ว ต่างคนต่างก็พักผ่อนกันตามสบาย แม่ชีนอนหลับไปตั้งแต่สี่ทุ่มกว่า มารู้สึกตัวตอนตีหนึ่ง พอรู้สึกก็รู้ว่าร่างกายนี่ผิดไป ทำไมมีอุจจาระเปื้อนผ้านุ่ง โดยที่ไม่รู้สึกตัวว่ามันปวดท้องถ่ายเลย แม่ชีลุกขึ้น รู้อาการว่าอาการแบบนี้ของคนใกล้ตาย คือทวารเปิด คงใกล้ตายเป็นแน่ เพราะอาการมันบอก แต่มิได้ตกใจเลย เพราะเตรียมตัวอยู่เสมอเรื่องตายนี่ ลุกขึ้นเปลี่ยนผ้า พอดีแม่ชีพิสมัยตื่นขึ้น เธอเดินเข้ามาถามว่า "คุณแม่เป็นอะไรคะ" แม่ชีบอกขึ้นว่า "แม่ถ่ายออกมาไม่รู้ตัวเลยแหละลูก" แม่ชีพิสมัยเธอก็ดีใจหาย เธอเข้ามาจัดการชำระให้เรียบร้อย โดยที่มิให้แม่ชีต้องทำเลย เธอจัดจัดการให้หมดทุกอย่างสำหรับตัวแม่ชี ไม่บอกอาการกับแม่ชีพิสมัยว่าอาการอย่างนี้คือ อาการของคนใกล้ตาย คือ ทวารเปิด แต่แม่ชีเลี่ยงพูดขึ้นว่า "พิสมัย ถ้าแม่ชีนอนหลับ หรือนั่งอยู่เงียบๆ เธอไม่ต้องปลุกหรือเรียกแม่ชีนะ แม่ชีจะนอนให้สบาย" ว่าแล้วแม่ชีก็นอนต่อ แต่ภายในจิตพิจารณาธรรมที่เคยทำมา ตัดทำจิตมิให้ติดใดๆ เลย คิดอย่างเดียวว่า เรามาคนเดียว เราก็ต้องไปคนเดียว นอนอนุโลมธรรมะอยู่ พอจิตสะอาดไม่ติดเกาะใดๆ จิตโปร่ง ทันใด ได้ยินเสียงคนมาพูดอยู่ไม่ห่างกับแม่ชีเท่าไรนัก เสียงพูดว่า "เธอยังไม่ตายดอก นาน" พูดเท่านี้เสียงที่พูดหายไปสักประเดี๋ยว เสียงพูดต่อขึ้นคำท้ายว่า "ตาย" จับได้ใจความว่า "นานตาย" แล้วท่านพูดทิ้งระยะไว้ พอท่านพูด จิตรู้สึกทันทีว่า เสียงที่พูดนี้เป็นเสียงขององค์ที่สิบ พอแม่ชีรู้เท่านั้น ท่านก็หายไป

สร้างมหาวิหารโคตรเศรษฐีสุรนารีวรนาถ

ครั้นต่อมา เป็นฤดูฝน หลังคาที่มุงด้วยหญ้าคาผุเก่า ฝนตกครั้งไรทำให้แม่ชีมีความสลดใจมาก เพราะพระพุทธรูปทั้งหมดสามสิบสองรูป มีรูปหลวงพ่อปาน และรูปหลวงพระพ่อพระราชพรหมยานเปียกฝน แม่ชีเห็นสิ่งที่เคารพบูชาสูงสุด เป็นเช่นนี้จึงได้คิดแก้ไขว่า เราควรทำอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นในกาลครั้งนี้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น อยู่มาในค่ำคืนนั้น แม่ชีจึงได้จัดเตรียมการขึ้นในค่ำคืนนั้นเอง จะลองว่า ตั้งแต่เราได้ปฏิบัติมาจนถึงขณะนี้จะมีบารมีมากน้อยแค่ไหน ถ้าบารมีของลูกสูงคงสมปรารถนา ถ้าบารมีของเราน้อยยังไม่ถึง คงจะไม่ได้สมความตั้งใจในครั้งนี้ แม่ชีนั่งบริกรรมเอาจิตน้อมถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรม แลพระอริยะสงฆ์ พระอรหันตสาวกทั้งหมด ครูบาอาจารย์มี หลวงปู่ปาน และหลวงพ่อ และทั้งหมดซึ่งทรงด้วยคุณธรรม นึกถึงท่านปู่พระอินทร์ ท่านย่า ท่านแม่ และท่านท้าวมหาราชทั้งสี่พระองค์ และเทวดาทั้งหมดโลกธาตุ นึกถึงทานศีลบารมีสิบที่ได้บำเพ็ญเพียรมา นึกถึงเทวดาองค์ที่ท่านมาบอกชื่อไว้ว่า ถ้ามีอะไรที่จะให้ท่านช่วยละก็ให้นึกถึงชื่อท่าน แล้วท่านจะมาสงเคราะห์ และได้เล่าความเป็นมาขึ้นในจิตว่า

"การขอของข้าพเจ้าครั้งนี้ ข้าพเจ้ามิได้มีความโลภเกิดขึ้นเฉพาะตัวเอง การขอครั้งนี้ เป็นไปเพื่อต้องการให้พระพุทธศาสนา เจริญรุ่งเรืองถวารสืบไปในภายภาคหน้า และขอได้มีวิหารถาวรสักหลังหนึ่ง ถ้าการขอของข้าพเจ้าครั้งนี้ ยังมีปัญหาเจือปนอยู่แล้วไซร้ ขอท่านทั้งหลายที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ จงอย่าได้สงเคราะห์ข้าพเจ้าเลย ถ้ามาตรแม้นข้าพเจ้าบริสุทธิ์ใจจริง สะอาดจริงแล้ว ขอท่านทั้งหลายที่กล่าวนามมาก็ดี ที่มิได้กล่าวนามมาก็ดี จงได้โปรดรีบมาช่วยข้าพเจ้าโดยด่วน ตามคำปรารถนาของข้าพเจ้าครั้งนี้ด้วยเถิด" นั่งไปทำไปตามเรื่องตามราวตลอดมา

จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่ได้นั่งทำมาประมาณ สิบหรือยี่สิบวันดูจะไม่ถึงนี่แหละ ในเวลาบ่ายมีแม่ชีองค์หนึ่ง เดินเข้ามาในสำนัก แม่ชีเหลียวหน้าดูว่าเป็นใครก็รู้ทันทีว่า แม่ชีองค์นี้เราได้ไล่ให้เธอออกไปจากสำนัก เพราะมีความประพฤติไม่ค่อยดี ชอบเล่นหวย กินข้าวเย็น พอแม่ชีมาถึงก็ตรงลงกราบ แม่ชีจึงถามเธอว่า "เธอมีธุระอะไรกับแม่หรือ" แม่ชีเธอตอบว่า "มีค่ะแม่ (เธอพูดแล้วพร้อมกับหยิบของวางไว้ข้างหน้า) ของสิ่งนี้นะค่ะ มีคนฝากมาให้แม่เพื่อร่วมสร้างวิหาร" แม่ชีได้ฟังตามที่แม่ชีเธอเล่าบอก จึงได้ถามแม่ชีขึ้นว่า "ใครเป็นผู้ฝากของสิ่งนี้มาให้ ผู้ฝากเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย" เมื่อแม่ชีได้ฟังจึงตอบขึ้นว่า

"เป็นผู้ชาย คืออย่างนี้นะคะคุณแม่ ในค่ำคืนหนึ่งดิฉันได้นั่งปฏิบัติอยู่ในถ้ำ คืนนั้นอยู่ในราวประมาณห้าทุ่มเห็นจะได้ เกิดนิมิตเห็นผู้ชายแต่งตัวสวยงาม อร่ามด้วยเครื่องทองมายืนอยู่ข้างหน้า และชายนั้นได้พูดขึ้นว่า "พรุ่งนี้ตอนสองโมงเช้า เธอจงแต่งขันธ์ห้าขึ้น และจงมานั่งที่ตรงนี้ใหม่ ฉันจะฝากของสิ่งหนึ่งให้เธอ เอาไปให้แม่ชีประทุม เพื่อร่วมสร้างวิหาร" ดิฉันรับคำท่านแล้ว ท่านก็หายไป พอรุ่งเช้าดิฉันได้จัดแต่งเครื่องขันธ์ห้า พอได้เวลาก็ไปนั่งตามเดิม ดิฉันนั่งสมาธิจนถึงสิบโมงกว่า จึงคลายออกมา พอลืมตาก็เห็นของสิ่งนี้วางอยู่ ดิฉันนึกได้ทันทีเลยว่าของวางข้างหน้านี้ เป็นของที่ฝากมาให้แม่ ฉันจึงนำมา เพราะที่ตรงที่ฉันนั่งปฏิบัติมา ฉันกวาดเตียนไม่เคยมีอะไร ฉันนั่งปฏิบัติมาสองเดือนกว่าแล้วค่ะคุณแม่ ฉันไม่เห็นมีก้อนอะไรเลย"

แม่ชีแก้ห่อดูของ เห็นเหมือนก้อนหิน แต่มีร่องรอยถูกตัดแหว่งไป แม่ชีเห็นของมีรอยถูกตัดไป จึงถามแม่ชีเธอว่า "ของทำไมมีรอยถูกตัดเช่นนี้" แม่ชีมีสีหน้าไม่ค่อยดีตอบว่า เธอได้ของแล้ว เธอห่อของ ตั้งใจเดินทางเอาของมาให้คุณแม่ ตามคำสั่ง เมื่อเดินมาได้ครึ่งทาง ได้พบชายคนหนึ่ง เขาทำงานอยู่แถวนั้น เขาขอดู เธอให้เขาดู เมื่อเขาดูแล้ว เขาขอฉัน ฉันให้เขาคะ แม่ชีฟังเธอเล่าจบลง แม่ชีพูดว่า "เธอนี่ผิดอย่างหนักรู้ไหม เธอกล้าเอาของซึ่งเจ้าของไม่มีตัวตน ฝากมาให้ฉัน เอาแบ่งให้กับผู้อื่น ซึ่งของนี่มิใช่ของเธอ ทำผิดมาก เดี๋ยวเธอจะเดือดร้อน" ครั้นอยู่ต่อมา แม่ชีได้เดินทางมาหา แม่ชีเธอเล่าว่า "แม่ค่ะเดี๋ยวนี้ฉันทำสมาธิไม่ได้เลย ฌานที่เคยเห็นมาแต่ก่อนนั้น มันไม่เห็นเสียแล้ว" อยู่ต่อมาทราบว่าสึกไปแล้ว

ครั้นต่อมา หลังจากที่ได้รับของแล้ว ในวันนั้น แม่ชีเอาผ้าขาวปูใส่พานบูชาไว้ตรงหน้าหลวงพ่อปาน พอตอนกลางคืนในเวลาเช้ามืด ตีห้าครึ่งออกจากสมาธิ แต่ยังนั่งเฉยอยู่ แม่ชีมีความรู้สึกว่า มีคนมายืนอยู่ใกล้ทางด้านซ้ายมือ แม่ชีเหลียวดู เห็นขาโต วัดดูคงได้ประมาณยี่สิบนิ้วเศษ ไม่เห็นเข่า คือ มองดูไม่มีเข่า เข่ามองไม่เห็น...แม่ชี..เห็นเช่นนั้น ท่านมายืนชะโงกดูของอยู่ แม่ชียกมือขึ้นพนม และพูดกับท่านว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านมาดูของท่านหรือคะ เวลานี้แม่ชีได้รับของที่ท่านส่งมา ช่วยร่วมสร้างวิหารแล้ว เวลานี้ของใส่พานไว้ตรงหน้าหลวงพ่อปานนั่นแหละคะ ขอท่านจงช่วยดูแลรักษาของไว้ด้วย อย่าได้มีอันตราย เพราะสำนักนี้มีแต่ผู้หญิง ขอให้ท่านดูแลไว้ให้ดีด้วย จะได้สร้างวิมานแล้วคราวนี้ ท่านโปรดโมทนาแม่ชีนะคะ" แม่ชีพูดจบท่านเดินหายออกไป

ครั้นต่อมา แม่ชีหยิบของมาดูนึกได้ว่า เราควรจะเอาของนี้ไปให้หลวงพ่อ เพื่อกราบเรียนให้ท่านทราบ แม่ชีเดินทางไปหาหลวงพ่อที่ซอยสายลม เมื่อเข้าพบเอาของให้หลวงพ่อดู หลวงพ่อถามแม่ชีว่า "นั่นอะไร ของเป็นมันวับเช่นนั้น หรือ โยมจะเอาของมาให้ฉันทำอะไร" แม่ชีกราบเรียนไปว่า "ของนี้ โยมได้มาจากการปฏิบัติ มันวาวเองคะหลวงพ่อ”  "เออ ดีนะโยม" แม่ชีเห็นคนเอาเครื่องสังฆทาน เข้าไปถวายหลวงพ่อกันมาก จึงลาออกมาก่อน เมื่อนั่งแล้ว หลวงพ่อได้พูดขึ้นว่า "โยมที่เอาของมาให้ดูนั้นน่ะ เก็บของไว้ให้ดีนะ พันปีมีค่ามหาศาล โยมรักษาไว้นะ" หลังจากนั้นแล้ว จึงได้ลาหลวงพ่อกลับ และเดินทางกลับปากช่อง

ครั้นต่อมาในวันหนึ่ง แม่ชีช่วงนี้ป่วยบ่อยๆ ไม่ค่อยสบาย นอนป่วย แต่เอาของมานอนดู คิดจะทำอะไรดี เพราะของนี้เราไม่เคยเห็น คิดมาคิดไป แหม น่าจะให้เป็นทองคำเราจะได้รู้จัก นี่เป็นของที่เราไม่รู้จัก จะเอาไปทำเป็นอะไรก็ไม่รู้จะทำอะไรดี นึกเช่นนี้ น่ากลัวจะไม่ได้สร้างเสียแล้ววิหาร ใครเขาก็ไม่รู้ จะไปซื้อขายก็ไม่กล้า เพราะกลัวคนเขาไม่รู้จัก เขาจะมองหน้าเอา เมื่อไม่ได้สร้าง ก็ไม่สร้าง ตัดขันธ์ห้าดีกว่า ขืนคิดถึงของไม่มีประโยชน์ ของสิ่งนี้พาไปนิพพานไม่ได้ ว่าแล้วก็นอนหลับปลดขันธ์ห้า แต่ของนั้นยังอยู่ข้างตัวแม่ชี พอพิจารณาขันธ์ห้า ย้อนมาย้อนไปอยู่เช่นนั้น จับพุทโธบ้าง จับอานาปานุสติบ้าง ได้ยินเสียงพูดขึ้นข้างหูขวาว่า

"ของในห่อนั้นมีค่ามหาศาลนัก" พูดเน้นเสียงหนักมาก น่ากลัวท่านเคืองแม่ชีที่ว่า "ท่านน่าจะให้ทองคำ ให้อะไรมาไม่รู้จัก" น่ากลัวท่านคงเคืองจึงพูดเน้นเสียงหนักเช่นนี้ คงเห็นว่าให้มาแล้ว ยังแสดงความโง่มากนัก เมื่อแม่ชีได้ยินเสียงพูดอยู่ที่หู ตกใจลุกขึ้นเรียกแม่ชีเล็กให้เธอเข้ามาใกล้ๆ ฉันจะทดลองดู ให้แม่ชีตัด แต่ก่อนตัดได้ขอขมาโทษก่อน จึงตัดออกมาก้อนหนึ่ง เอาขึ้นตั้งไฟ กว่าจะละลายนานมาก พอละลายออกมาทั้งหมดเท่านั้น คือ ทองคำขาวไม่ผิด เนื้อสะอาดใสแจ๋ว เป็นรัศมีแวววาว หลายสีหลายแสง น่าอัศจรรย์จริง เมื่อแม่ชีเห็นแสงวาววับจับตา จิตก็น้อมไปว่า จะให้ทำเป็นสิ่งใดจงบอกมา พอดีจิตมีความรู้สึกว่า ไปทำพระขึ้น พอดีโยมมาจากจันทบุรี แม่ชีเห็นมีโอกาส จึงให้โยมขับรถไปส่งกรุงเทพฯ ทันที เมื่อถึงกรุงเทพฯ แล้วบอกให้หาตามร้านที่เขาทำพิมพ์พระ เมื่อติดต่อว่าจ้าง เขาทำพิมพ์พระเสร็จ จึงนำของไปเข้าที่โรงรีด เมื่อรีดเสร็จจะนำแผ่นของไปเข้าพิมพ์ ในระหว่างที่รีดอยู่นั้น แม่ชีเฝ้าอยู่ตลอด ได้ยินคนที่รีดพูดขึ้นว่า

"เอ นี่มันมันอะไรเนื้อสวยจัง ทีแรกนึกว่าเป็นตะกั่วเสียอีก" แม่ชีเลยทำเป็นไม่ได้ยินเขาคุยกัน ในระหว่างที่เข้าเครื่องพิมพ์อยู่นั้น แม่ชีเอาจิตอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ปาน หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ครูอาจารย์ทั้งหมด มีปู่พระอินทร์ แม่ย่า แม่ศรี ท่านท้าวมหาราชทั้งสี่ มี ท้าวธตรฐ เทวดาทั้งหมดเชิญมาร่วมในการทำพระในครั้งนี้ ครั้งนี้ได้ทำขึ้น ๒๘๕ องค์