Get Adobe Flash player

พระผงรูปเหมือน หลวงปู่ผาง (๑) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

                เป็นสุดยอดวัตถุมงคล รุ่นพิเศษ ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้แก่ศิษย์ และสาธุชนที่มาร่วมงาน "วางศิลาฤกษ์พระเจดีย์ชัยมงคล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘" แม้จะไม่ใช่วัตถุมงคลรุ่นแรกที่เป็นพระผงรูปเหมือนของท่าน (รุ่นแรกออกปี ๒๕๑๔) แต่ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย เป็นของดีราคาถูกที่ศิษย์สายพระอาจารย์มั่นพบเห็นเมื่อไร เป็นต้องเก็บเอาไว้บูชาเมื่อนั้น เพราะเชื่อมั่นในปฏิปทาวัตรปฏิบัติที่หมดจดงดงาม และประสบการณ์อภินิหารที่เกิดขึ้นในวัตถุมงคลทุกรุ่นทุกรูปแบบของท่านนั่นเอง

                มวลสารที่นำมาสร้างพระรุ่นนี้ ประกอบด้วย ผงอิทธิเจ ปถมัง มหาราช พุทธคุณ ตรีนิสิงเห ผงดอกไม้ที่บูชาพระ ผงเกสร ๑๐๘ ว่าน ๑๐๘ ชนิด เส้นเกศาของท่าน และผงธูปกรรมฐาน ฯลฯ นอกจากจะได้รับการอธิษฐานจิต ปลุกเสกเดี่ยวจากหลวงปู่ผางแล้ว คณะศิษย์ผู้สร้างถวาย ยังได้นำไปให้พระสายกรรมฐานในยุคนั้นอีกหลายองค์อธิษฐานจิตอีกด้วย อาทิ พระอาจารย์ฝั้น, หลวงปู่ขาว อนาลโย, พระอาจารย์วัน อุตโม, หลวงพ่อจวน กุลเชษโฐ, หลวงปู่สาม อกิญจโน ฯลฯ เป็นต้น

                บูชา องค์ละ $39 (รวมค่าจัดส่งและตลับ) สภาพพระคัดสวยทุกองค์ และรับประกันความแท้ตลอดกาล สนใจติดต่อได้ที่ สนใจโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 365-227922-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์ ชื่อบัญชี นายภูมิพัฒน์ กุดเป่ง พระเล็ก จิตฺตคุตฺโต วัดพระธาตุดอยสุเทพ ยู.เอส.เอ. สนใจโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 365-227922-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์ ชื่อบัญชี นายภูมิพัฒน์ กุดเป่งโทร. (323) 736-6860 เขียนเช็คสั่งจ่าย Boonsom Corhiran 2948 Chino Hills Pkwy., Chino Hills, CA. 91709(086) 390-6697สนใจโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 365-227922-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์ ชื่อบัญชี นายภูมิพัฒน์ กุดเป่งสนใจโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 365-227922-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์ ชื่อบัญชี นายภูมิพัฒน์ กุดเป่งสนใจโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 365-227922-3 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์ ชื่อบัญชี นายภูมิพัฒน์ กุดเป่ง

                หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต วัดอุดมคงคาคีรีเขต อ.มัญจาคีรี ขอนแก่น ท่านเป็นหนึ่งในพระอาจารย์สายกรรมฐาน ซึ่งเป็นสายปฏิบัติที่มีชื่อเสียงในยุคเดียวกับ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ, พระอาจารย์วัน อุตฺตโม, หลวงปู่ขาว อนาลโย, พระอาจารย์สิงห์ ขันฺตยาคโม, พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ฯลฯ ที่มีผู้คนให้ความเคารพนับถือมาก ด้วยพระอาจารย์เหล่านี้เป็นศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต และพระอาจารย์เสาร์ กันฺตสีโล ที่มีพระกิตติคุณขจรไกลไปทั่วสยามประเทศมาจนกระทั่งทุกวันนี้

                พระฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานนั้น ผู้ที่นิยมสะสมพระเครื่องรางของขลังมักจะไม่ค่อยสนใจกัน เพราะคิดว่า พระอาจารย์เหล่านั้นท่านไม่ได้เล่าเรียนวิชาอาคมขลังกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ท่านเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมขลังมากมาย และยังปฏิบัติกรรมฐาน เจริญภาวนา แผ่เมตตาจิตให้กับผู้ที่เดินทางไปกราบไหว้เสมอ ธรรมะที่บริสุทธิ์ของพระอาจารย์ท่านที่ปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอนั้น ทำให้มีพลานุภาพสูง สามารถช่วยขจัดปัดเป่าภัยร้าย และช่วยขจัดทุกข์ให้กับผู้ที่ไปขอความเมตตาจากท่านได้

                พระสายกรรมฐานส่วนมาก นิยมที่จะใช้พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ อบรมสั่งสอนให้รักษาศีลห้าเพื่อให้เป็นคนดี มากกว่าที่จะนิยมสร้างวัตถุมงคลให้หลงติดในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แม้จะแก่กล้าวิชาสักเพียงใด ท่านจะไม่นิยมสร้างพวกเครื่องรางของขลัง แต่ก็มีหลายท่านที่ยินยอมให้ลูกศิษย์สร้างพระเครื่องที่เป็นเหรียญ หรือพระผงรูปเหมือนของท่าน หรือเป็นรูปพระพุทธ ฯลฯ ในวาระสำคัญต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต แห่งวัดอุดมคงคาคีรีเขต จ.ขอนแก่น นั่นเอง

                หลวงปู่ผางท่านอนุญาตให้ศิษย์ วัดวาอาราม และสถานที่ราชการต่างๆ จัดสร้างพระเครื่องในนามของท่านไว้มากมายหลายรุ่น หลายรูปแบบ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งในสมัยนั้น พระอาจารย์ที่สร้างพระเครื่องหลายสิบรุ่นนั้น ไม่ธรรมดานะครับ ถ้าท่านไม่แน่จริง เก่งจริงแล้ว คงไม่มีใครไปขอสร้าง เพราะถ้าไม่มีคนนับถือ หรือต้องการวัตถุมงคลมากๆ เมื่อสร้างออกมาก็จำหน่ายไม่หมด เสียดายที่ท่านจากไปเสียก่อนในเวลาอันสั้น ถ้าท่านมีอายุยืนยาวมากกว่านี้ หรืออยู่ในยุคนี้แล้ว เชื่อขนมกินได้เลยว่า พระเครื่องของท่านจะต้องมีถึงร้อยกว่ารุ่นอย่างแน่นอน ดูอย่างพระอาจารย์ฝั้นนั่นประไร พระเครื่องของท่านมีร้อยกว่ารุ่น รุ่นแรกๆ และหลายรุ่นมีราคาเป็นแสนเชียวครับ

                ในช่วงที่พระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน พระปฏิบัติได้รับการยกย่อง และได้รับการนิมนต์ไปร่วมการปลุกเสกพระเครื่องตามวัดต่างๆ สถานที่ราชการสำคัญจัดขึ้นมา หลวงปู่ผางท่านก็ได้รับการนิมนต์ไปด้วยทุกครั้ง มีครั้งหนึ่งที่หลวงปู่ไม่ยอมรับนิมนต์ไปร่วมงานในครั้งนั้น

                ทางเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย นำหนังสือไปกราบนิมนต์ท่านที่วัดอุดมคงคาคีรีเขต หลวงปู่ท่านตอบปฏิเสธทันที ท่านพูดบอกว่า ท่านไปไม่ได้ ยังติดภาระกิจหน้าที่อีกมากมาย ยังมีงานที่ต้องทำสะสางอีกเยอะ เจ้าหน้าที่คณะนั้นก็กราบลา พร้อมกับขอพร ขอให้ท่านพรมน้ำมนต์ และขอพระเครื่องของท่านติดตัว หลวงปู่ก็มอบให้ทุกคน

                หลังจากเจ้าหน้าที่ชุดนั้นออกพ้นเขตวัดไปแล้ว ท่านก็พูดขึ้นท่ามกลางศิษย์ และประชาชนที่เดินทางมาจากเมืองหลวงหลายท่าน ซึ่งกำลังฟังท่านสนทนาอยู่ ท่านพูดขึ้นมาว่า "ไปตาย ข้อยบ่ไปดอก" ทุกคนตะลึง แล้วท่านก็อบรมธรรมะพอสมควร แล้วก็ไปจำวัดของท่านตามปกติ วันนั้นผู้คนจากกรุงเทพฯ ที่ไปกราบท่านหลายสิบคน ทุกคนจะต้องรอให้ได้เวลาบ่ายมาก ถึงจะนั่งรถออกมาจากวัดไปรอขึ้นรถไฟ หรือรถยนต์ที่บ้านไผ่เข้ากรุงเทพฯ หากขืนไปตอนบ่าย ก็ต้องไปนั่งให้แมลงวันตอมที่สถานีรถแน่นอน

                จากนั้นมาไม่นาน พระอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติกรรมฐาน ก็ขึ้นเครื่องบินไปร่วมงานปลุกเสกพระเครื่องที่เมืองหลวง ผลปรากฏว่าเครื่องบินที่มีพระกรรมฐานนั่งมาด้วยนั้น ตกที่รังสิต พระสงฆ์ถึงแก่มรณภาพทั้งหมด แสดงว่าหลวงปู่ท่านรู้กาลอนาคตล่วงหน้านานแรมเดือน ท่านถึงไม่รับกิจนิมนต์ไปร่วมพิธี เพราะถ้าขืนไปก็ต้องมรณภาพ จึงตอบว่าไปไม่ได้ มีงานที่ต้องทำอีกหลายอย่าง นั่นคือ ผู้คนที่ไปกราบท่านในวันนั้น เป็นผู้มีธุรกิจหลายอย่าง เขานับถือหลวงปู่ผางอย่างมาก เขายังบอกอีกว่า สมัยนั้นการค้าขายก็ไม่ใหญ่โต แต่ด้วยความเคารพนับถือหลวงปู่ บูชากราบไหว้ท่านเสมอๆ ทำให้กิจการดีขึ้นตามลำดับ

                ท่านสามารถรู้ใจคนที่ไปหาว่าคิดอย่างไร ใครไปทำอะไรไว้  เมื่อไปหาท่าน ท่านก็จะสอนถึงผลกรรมดีกรรมชั่วให้คนฟัง ผู้คนฟังกันทุกคน แต่ท่านไม่บอกว่าใครเป็นคนนิสัยไม่ดี หากท่านสอนด้วยธรรมะแล้วไม่เชื่อ ผลของการทำบาปนั้นจะต้องตอบสนองคนกระทำในเวลาต่อมา แล้วถ้าคนไปหาท่าน ถามท่าน หลวงปู่ก็จะพูดขึ้นว่าคนผู้นั้นคนผู้นี้

                หรือบางทีท่านก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ฟัง ถ้าคนมีสติก็คิดได้ แต่ถ้าเป็นคนมีกรรมรุมเร้าก็จะหาฟังท่านเตือนสั่งสอนไม่ เขาจะปฏิเสธ และจะทำในสิ่งที่ตนพึงพอใจซึ่งเป็นการทำบาป และสร้างความชั่วร้าย ในที่สุดก็จะต้องเดือดร้อน ต้องรับกรรมอย่างน่าเวทนา

                บางคนเดินทางไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว ท่านบอกให้ค้างที่วัดก็มี บางรายก็ไม่ชวน คนที่ถูกท่านชวนให้ค้างที่วัดแล้วค่อยกลับในวันรุ่งขึ้นนั้น ปรากฏว่าต้องมีเคราะห์กรรมในการเดินทางด้วย มีคนไม่เชื่อ ท่านชวนให้ค้างวัด ชวนให้อยู่คืนหนึ่งแล้วค่อยเดินทางกลับ แต่ว่าเขาต้องการจะกลับอย่างเดียว แต่พอเดินทางกลับไปก็ประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บทั้งสาหัส และไม่สาหัส ตอนหลังมีชาวบ้านที่ไปกราบท่านในวันนั้นรู้เรื่อง จึงพูดบอกต่อๆ กันไปว่า หลวงปู่ชวนให้ค้างวัดก็ควรจะเชื่อ บางรายนั้นท่านบอกให้กลับตอนหัวค่ำทั้งที่ไปถึงวัดตอนเช้า

                แสดงว่าท่านเป็นผู้รู้ว่าจะมีเหตุอันใดเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง ท่านชวนนั้นเพื่อให้รอดพ้นช่วงอันตรายไปก่อน บางรายนั้นอยู่ไกล ถ้าจะให้เขาค้างคืนก็ไม่ได้ ท่านจะพูดเตือนสติว่า ขับรถให้ระวังให้มาก แล้วท่านจะนั่งแผ่เมตตาให้เขาก็จะพ้นอันตรายได้อย่างน่าอัศจรรย์

                ชาวบ้าน ๓ คนออกไปหาของป่า ช่วงนั้นบ้านเมืองเริ่มมีคนเข้าไปอยู่กันเรื่อยๆ ชาวบ้านไปหาของป่าก็พบเสือโคร่งตัวโตมาก พวกเขาตะลึงต่างพากันวิ่งหนีไปซุกซ่อนตัวในดงกอไผ่  เสือมันก็พยายามเข้ากัดทั้งสามคน คนหนึ่งก็นึกถึงหลวงปู่ผางขึ้นมา เลยพูดออกมาว่า "หลวงปู่ผางช่วยลูกด้วย" กระแสจิตของชาวบ้านที่ขอเมตตาจากหลวงปู่ผาง ขณะที่ท่านกำลังนั่งสนทนาอยู่กับญาติโยมร่วมสิบคนที่หน้ากุฏิของท่าน ทำให้หลวงปู่นั่งสงบนิ่งครู่ใหญ่ แล้วนั่งหลับตาเกือบครึ่งชั่วโมง แล้วท่านก็ออกจากสมาธิ ท่านพูดกับชาวบ้านที่อยู่ต่อหน้าท่านว่า "ช่วยชาวบ้านมันหน่อย เสือจะกินมันอยู่แล้ว มันเรียกให้ช่วย" พวกเขา ๓ คนก็รอดพ้นออกมาได้ อยู่ๆ เสือมันก็จากไปเอง พวกเขาจึงออกมาจากกอไผ่กลับมาบ้านได้โดยปลอดภัย

                ชาวนาที่ไปช่วยหลวงปู่ทำงานก่อสร้างในวัด อยู่ๆ ก็ป่วยไข้ขึ้นมา พักอยู่อาการก็ไม่ดีขึ้น กลับหนักขึ้นทุกที ซ้ำมีอาการเพ้อไข้อยู่ตลอดเวลา ช่วงนั้นหลวงปู่ท่านไม่อยู่วัด ไปช่วยงานก่อสร้างวัดในต่างอำเภอที่อยู่ห่างไกลออกไป เมียและแม่ของเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรที่คนป่วยมีอาการหนักขึ้นทุกที จะพาไปหาหมอในตัวอำเภอก็อยู่ห่างไกล การคมนาคมก็ไม่สะดวกสบายต้องนั่งเกวียนอย่างเดียว เกรงว่าจะตายเสียก่อนที่จะถึงมือหมอ เพื่อนบ้านเห็นเข้าก็รู้ว่าไม่ดีแน่ มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งแนะนำให้ไปขอน้ำมนต์หลวงปู่มาให้คนป่วยดื่ม เพราะมีคนไปเอามาดื่มหายเจ็บหายไข้กันเยอะแล้ว พอไปถึงวัดปรากฏว่า น้ำมนต์หมด พระในวัดบอกว่ามีคนมาเอาไปหมดเมื่อวานนี้เอง ท่านจึงแนะนำว่า ให้เอาน้ำในอ่างล้างเท้าของหลวงปู่ไปให้คนป่วยรดศีรษะ ลูบตามตัว แทบไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ อาการไข้ที่ขึ้นสูงก็ค่อยๆ ทุเลาลง และหายในเวลาต่อมา

                เรื่องน้ำล้างเท้ารักษาโรคนี้เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า ท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ฯ กทม. พระอรหันต์กลางกรุง ท่านถึงกับเอาอ่างล้างเท้าของท่านเก็บไว้ในกุฏิ เพราะพวกคนจีน และผู้คนในละแวกนั้น ต่างพากันมาตักเอาไปอาบ ดื่มกิน รักษาโรค ปะพรมสินค้าให้ขายดี ท่านกลัวว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นโรคทางเดินอาหาร กรณีของหลวงปู่ผางก็เช่นเดียวกัน ท่านเป็นพระบริสุทธิ์ และมีบุญญาภินิหาร สิ่งใดที่เป็นของท่านนั้น ถ้าใครมีไว้ และความเคารพนับถือแล้วก็จะบังเกิดผลทุกประการ บางคนนั้นขอผ้าเช็ดหน้าของท่านไปบูชาติดตัว ก็สามารถรอดพ้นอันตรายได้อย่างน่าอัศจรรย์

                ในเขตอำเภอมัญจาคีรี และอำเภอชนบท (จ.ขอนแก่น) ในสมัยนั้น เต็มไปด้วยเหล่า ผกค. พวกเขาก็เป็นชาวบ้านในท้องถิ่น แต่ด้วยความไม่เข้าใจในการปกครองนั่นเอง ประกอบกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองบางคนไปสร้างความเดือดร้อน และความเจ็บช้ำน้ำใจให้เขา จึงเป็นช่องทางให้เขาสร้างปัญหา บรรดา อ.ส. และเจ้าหน้าที่ซึ่งทำการต่อสู้ปราบปราม ผกค. ต้องได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตไปไม่น้อย แต่ผู้ที่นับถือหลวงปู่ และมีวัตถุมงคลของท่านพกพาจะรอดพ้นทุกราย