Get Adobe Flash player

หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี (๑) โดย พระเล็ก

Font Size:

 

               ลพบุรี เป็นเมืองที่มีความสำคัญมาตั้งแต่อดีต ตั้งแต่สมัยขอม เราจะเห็นถาวรวัตถุหลายอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของลพบุรียุคขอมเรืองอำนาจ เช่น พระพุทธรูป พระกรุ วิหาร ปราสาท พระปรางค์สามยอด ฯลฯ เป็นต้น อีกทั้งสมัยพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ลพบุรีก็มีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองในสมัยนั้น เมืองลพบุรี มีสุดยอดพระเกจิอาจารย์มากมาย ซึ่งยังคงสืบทอดกันมาไม่ขาดสายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเป็นในสมัยก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ สุดยอดพระเกจิของเมืองนี้ที่คุ้นหูนักสะสมพระก็คงเป็น หลวงปู่ก๋ง ปรมาจารย์แห่งเขาสมอคอน หลวงพ่อสาย วัดเสือ หลวงพ่อกรัก วัดอัมพวัน หลวงพ่อเภา วัดถ้ำตะโก หลวงพ่อเนียม วัดเสาธงทอง แม้กระทั่งพระอาจารย์องค์สำคัญของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังที่เลื่องลือ ก็ยังอยู่ที่เมืองนี้ นั่นก็คือ หลวงพ่อแสง หรือ ขรัวตาแสง แห่งวัดมณีชลขัณฑ์ นั่นเอง

               ส่วนยอดพระเกจิอาจารย์ยุคหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จนถึง พ.ศ. ๒๕๒๐ ที่ขึ้นชื่อลือชาอยู่ในระดับแถวหน้าก็คงไม่พ้น "หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์" หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู หลวงพ่อบุญมี วัดเขาสมอคอน หลวงปู่มัง วัดเทพกุญชร หลวงพ่อทัน วัดหนองนา หลวงพ่อดำ วัดเสาธงทอง เป็นต้น ส่วนในยุคปัจจุบันที่โด่งดังก็มีหลายองค์ เช่น หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน หลวงพ่อทองดำ อาจารย์ติ๋ว เป็นต้น

               แต่ตอนนี้ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านรู้จักกับเรื่องราวของ หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ,ลพบุรี กันเสียก่อน ซึ่งนับเป็นพี่ใหญ่ของยอดพระเกจิในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ - ๒๕๒๐ โดยจะเห็นได้จากงานพิธีปลุกเสกพระเครื่องของวัดต่างๆ ในจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียงในสมัยนั้น ถ้ามีการนิมนต์หลวงปู่คำมี หลวงพ่อพริ้ง และหลวงพ่อบุญมี มาร่วมงานพร้อมกัน หลวงปู่คำมี จะได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำของพระสายลพบุรี เพราะว่ามีคุณวุฒิ และอาวุโสสูงสุด หลวงปู่คำมีเป็นพระไม่ธรรมดา เก่งทั้งด้านวิชาอาคม และวิปัสสนา ถ้าท่านได้อ่านประวัติของหลวงปู่คำมีที่จะได้นำเสนอในตอนต่อไปนี้ จะเห็นว่า ท่านได้เดินธุดงค์อยู่ตามป่าเขานับเป็นสิบๆ ปี เพราะท่านเป็นพระที่ไม่ยึดติดอยู่กับที่ จนกระทั่งในวัยชรา ท่านจึงมาจำพรรษาที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์ เพราะต้องการความสงบ

               หลวงปู่คำมี เป็นหนึ่งในศิษย์ของ สมเด็จลุน แห่งนครจำปาสัก และได้ศึกษาวิชากับ หลวงปู่ศรีทัต อำเภอท่าอุเทน นครพนม นอกจากนี้ท่านยังได้เรียนวิปัสสนากับ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล อาจารย์ใหญ่แห่งกองทัพธรรมอีกองค์หนึ่งในสายพระอาจารย์มั่น หลวงปู่คำมีมีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักตั้งแต่สมัยสงครามอินโดจีน ตอนที่มาอยู่ลพบุรีแล้ว เนื่องจากเมืองลพบุรีเป็นเมืองทหาร จึงมีพวกทหารมาขอเครื่องราง เช่น ตะกรุด เพื่อป้องกันตัว ซึ่งปรากฏว่ามีประสบการณ์ดี ดังนั้น ทหารจึงนับถือท่านมาก ต่อมาในสงครามเกาหลี  สงครามเวียดนาม พระของท่านก็สร้างชื่อเสียงอีกครั้ง เพราะทหารที่พกวัตถุมงคลของท่านทุกคน ล้วนปลอดภัยกลับมา หลวงปู่คำมีเป็นพระที่มีอายุยืนยาวถึง ๑๐๘ ปี มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นพระอีกรูปหนึ่งที่มรณภาพแล้ว สังขารไม่เน่าเปื่อย และทางวัดยังเก็บสรีระของท่านไว้ในโลงแก้วจนทุกวันนี้

               หลวงปู่คำมี เกิดเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๖ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง เวลาเที่ยงตรง ในสหราชอาณาจักรลาว เดิมชื่อ คำมี พระวิเศษ มารดาชื่อนางน้อย พระวิเศษ มีพี่น้องร่วมสายโลหิต ๙ คน หลวงปู่คำมีเป็นบุตรชายคนที่ ๕

               ลักษณะพิเศษของหลวงปู่คำมี ที่แปลกไปจากบุคคลธรรมดาโดยทั่วไปก็คือ ฝ่ามือทั้งสองข้างลวดลายของเส้นมือ มีลักษณะปรากฏเป็น ยอดปราสาททั้งสองข้าง ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง กลางฝ่าเท้ามีลักษณะปรากฏเป็น ยอดปราสาททั้งสองข้าง ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง กลางฝ่าเท้ามีลักษณะลวดลายคล้ายดอกพิกุล ที่กลางฝ่าเท้าทั้งสองข้าง

               เมื่อสมัยที่ท่านยังเยาว์วัยมีอุปนิสัยฝักใฝ่ในทางธรรม เพื่อให้ได้ศึกษา และเจริญก้าวหน้าในทางธรรมยิ่งๆขึ้น หลวงปู่จึงได้ขออนุญาตบรรพชาเป็นสามเณรจากโยมบิดา และโยมมารดาของท่าน ยังความปีติยินดีแก่โยมทั้งสองท่านเป็นอันมาก โยมบิดาท่านจึงพาหลวงปู่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์บรรพชาเป็นสามเณรกับ พระครูพล ที่วัดชุมพรพิสัย แขวงสุวรรณเขต เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว โดยมีพระครูพลเป็นพระอุปัชฌาย์ ขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๑๔ ปี

               ในระหว่างที่หลวงปู่คำมีศึกษาปฏิบัติธรรม และวิชาต่างๆ กับพระครูพล อยู่ที่วัดชุมพรพิสัยนั้น สิ่งที่ท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษคืออักขระ คาถา ยันต์ต่างๆ และมีความเจริญก้าวหน้าในการร่ำเรียนอย่างรวดเร็ว เมื่อท่านศึกษาปฏิบัติจนแก่กล้าแล้ว ท่านจึงขออนุญาตพระครูพลออกธุดงค์เพื่อแสวงหาสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การเจริญธรรม เป็นเวลา ๒ ปีที่ท่านได้ศึกษาวิชาต่างๆ อยู่กับพระครูพล และในเวลาเดียวกันนั้นเองท่านก็ได้ยินกิติศัพท์คำร่ำลือเกี่ยวกับถึงคุณวิเศษ และบารมีอันมหัศจรรย์ของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ทำให้หลวงปู่มีความปรารถนาอยากไปร่ำเรียนวิชาต่างๆ จากสมเด็จลุนเป็นกำลัง

               เมื่อท่านได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับพระครูพลจนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านจึงขออนุญาตกับโยมทั้งสองของท่าน และพระครูพล ท่านทั้งหลายเห็นความปรารถนาตั้งใจดีของหลวงปู่แล้ว ถึงแม้จะประหลาดใจกับสามเณรน้อย แต่ก็ไม่ได้ขัดศรัทธา หลวงปู่คำมีจึงกราบลาโยมทั้งสอง และพระครูพลเพื่อธุดงค์แสวงหาครูบาอาจารย์ที่จะศึกษาต่อไป จุดมุ่งหมายคือ นครจำปาศักดิ์ ที่พำนักของสมเด็จลุน

               พบสมเด็จลุนแห่งนครจำปาศักดิ์

               เมื่อท่านจากถิ่นฐานบ้านเกิดมาแล้ว การธุดงค์ในป่าประเทศลาวเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเพียงลำพังคนเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกทั้งกระแสข่าวการพำนักของสมเด็จลุนนั้น ก็ไม่ได้มีความแน่นอน วันนั้นได้ทราบว่าท่านจะไปโปรดญาติโยมที่เมืองอื่นในประเทศลาว วันนี้ได้รับทราบว่าท่านจะไปฝั่งไทย ยังความสับสนต่อท่านเป็นอันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านอดทนบุกป่าฝ่าดงต่อไปก็คือ ท่านต้องไปเรียนวิชากับสมเด็จลุนให้ได้

               หลวงปู่เล่าให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดฟังว่า การติดตามหาสมเด็จลุนในสมัยนั้นยากมาก ข่าวคราวของสมเด็จฯ นั้น มากมายไปด้วยบารมีอิทธิปาฏิหาริย์ บางข่าวลือว่ากันว่า ท่านเดินข้ามลำน้ำโขงมาได้อย่างสบาย บางข่าวว่าท่านถูกทหารฝรั่งเศสจับกุมโทษฐานระดมผู้คนเพื่อทำการต่อต้าน แต่สุดท้ายก็ทำอะไรท่านไม่ได้ เนื่องจากศรัทธาของญาติโยมที่หลั่งไหล มากราบไหว้ชื่นชมบารมีของสมเด็จนั้นมากมายเหลือเกิน อันเกิดจากบารมีธรรมของท่านล้วนๆ หาได้มีการปลุกระดม โฆษณาแต่อย่างใดไม่ สุดท้ายแม้แต่เหล่าบรรดาทหารฝรั่งเศสเองก็ให้ความเคารพนับถือสยบต่อท่าน

               สุดท้ายหลวงปู่ทราบข่าวว่า สมเด็จลุนท่านเสด็จมาโปรดญาติโยมที่นครจำปาศักดิ์ คราวนี้ท่านตั้งใจว่าจะเป็นตายอย่างไรท่านต้องไปกราบสมเด็จลุนให้จงได้

               หลวงปู่คำมีท่านเล่าว่าท่านยังแปลกใจตัวเองว่า ท่านดั้นด้นมาถึงสมเด็จลุนได้อย่างไร ส่วนสมเด็จลุนนั้นมองสามเณรน้อยที่บุกป่าฝ่าดงมาหมอบกราบอยู่ต่อหน้าท่านด้วยความชื่นชม

               คำถามแรกที่ท่านถามสามเณรน้อย  สามเณรน้อย มาหาข้าด้วยเรื่องอันใด และมาจากไหน

               หลวงปู่ก็เล่าให้ฟังว่า ท่านมาจากแขวงสุวรรณเขต ทราบว่าท่านเก่ง อยากจะมาเรียนวิชาจากท่าน

               สมเด็จลุนท่านยิ่งหัวเราะชอบใจในความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวของหลวงปู่ ที่สามารถมาหาท่านจากแขวงสุวรรณเขตโดยลำพัง รู้ได้อย่างไร ว่าข้าเก่ง และข้าดีอย่างไร

               สามเณรน้อยตอบไปว่า ข้าน้อยไม่ทราบว่าสมเด็จเก่งอย่างไร แต่ข้าน้อยมีความตั้งใจอยากมากราบสมเด็จให้ได้ และขอเป็นศิษย์ของสมเด็จ

               คำตอบของสามเณรน้อย เป็นที่ชอบใจของสมเด็จลุนเป็นอย่างยิ่ง จึงรับตัวไว้เป็นศิษย์ สามเณรคำมีอยู่รับใช้ และศึกษาวิชาต่างๆ จากสมเด็จลุนอย่างเคร่งครัด เมื่อท่านเห็นว่าสามเณรคำมีได้ร่ำเรียนวิชาต่างๆ จากท่านจนหมดสิ้นแล้ว ท่านจึงให้สามเณรคำมีกลับไปเผยแพร่ธรรม และโปรดโยมบิดามารดาของท่านที่สุวรรณเขต โดยท่านฝากสามเณรคำมีไปกับกองคาราวานชาวไทยใหญ่  หลวงปู่จึงได้กราบลาสมเด็จลุนมาด้วยความอาลัย

               ศึกษาวิชากับหลวงปู่ศรีทัต

               เมื่อหลวงปู่กลับมากราบพระครูพล อาจารย์องค์แรกของท่าน และโปรดญาติโยมที่วัดชุมพรพิสัยได้ระยะหนึ่ง ท่านได้เกิดความตั้งใจที่จะเดินทางไปไหว้พระธาตุพนมที่ฝั่งไทย จึงลาพระครูพลเพื่อเดินทางมาทางฝั่งไทย พอข้ามฝั่งโขงเหยียบถึงแผ่นดินไทย เกิดได้ทราบข่าวบารมีความเก่งกล้าของ พระครูศรีทัต แห่งอำเภอท่าอุเทน เมื่อนมัสการพระธาตุพนมเสร็จ ท่านจึงยังไม่กลับไปสุวรรณเขต แต่มุ่งหน้าสู่อำเภอท่าอุเทน เพื่อไปกราบนมัสการพระครูศรีทัต และขอฝากตัวเป็นศิษย์ เมื่อพระครูศรีทัตทราบความเป็นมาของหลวงปู่คำมี จึงรับสามเณรคำมีไว้เป็นศิษย์ หลวงปู่คำมีเล่าว่าได้อยู่รับใช้และศึกษาธรรมจากหลวงปู่ศรีทัต ที่เมืองไทยถึงสามพรรษา หลวงปู่ศรีทัตนั้นมีความเข้มงวดมากตั้งแต่เรื่องพระธรรมวินัย จนไปถึงการศึกษาวิชาต่างๆ ท่านมีความเคร่งครัดมาก จนเมื่อหลวงปู่คำมีอายุครบบวชท่านจึงลาหลวงพ่อศรีทัตกลับไปยังฝั่งลาวเพื่อทำการอุปสมบท

               พบพระอาจารย์ใหญ่แห่งกองทัพธรรม

               ท่านได้กลับมายังแขวงสุวรรณเขต และได้ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูพลเป็นพระอุปัชฌาย์ ที่วัดชุมพรพิสัย ท่านได้จำพรรษาโปรดโยมบิดามารดาที่วัดชุมพรพิสัยอยู่ ๒ พรรษา ด้วยความต้องการแสวงหาวิมุตติธรรมของท่านเป็นที่ตั้ง ท่านจึงลาโยมบิดามารดาของท่านอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ท่านไม่มีโอกาสได้กลับมาพบโยมของท่านอีกเลย ท่านกราบลาพระครูพล และโยมบิดามารดาของท่านแล้วออกธุดงค์มายังฝั่งไทยอีกครั้ง ธุดงค์ไปหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสานของไทยหลายพรรษา จนกระทั่งเข้าสู่เมืองโคราช ท่านก็ได้ยินชื่อเสียงความเป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัดของ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโร วัดป่าสาลวัน พระอาจารย์ใหญ่แห่งสายกองทัพธรรม ท่านจึงเดินทางไปกราบขอฝากตัวเป็นศิษย์ รับแนวทางปฏิบัติจากท่านหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่คำมีเล่าว่า หลวงปู่เสาร์มีความเชี่ยวชาญแก่กล้าทางด้านกสิณเป็นอันมาก โดยเน้นให้ความสำคัญทางด้านกสิณ ๔ อันเป็นปฐมของธาตุทั้งมวลในโลก คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งหลวงปู่คำมีได้ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติในการตั้งธาตุปลุกเสกวัตถุมงคลในกาลต่อมา