Get Adobe Flash player

หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี (๒) โดย พระเล็ก

Font Size:

                เมื่อท่านได้ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เสาร์จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้กราบลาหลวงปู่เสาร์เพื่อธุดงค์ต่อไป ท่านได้เดินธุดงค์มาถึงอำเภอพระพุทธบาท สระบุรี ไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท และได้เดินธุดงค์มายังบ้านโปร่งสว่าง ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่บ้านโปร่งสว่าง และได้สร้างวัด และพระอุโบสถจนสำเร็จ จากนั้นท่านได้มาจำพรรษาที่บ้านประดู่ ได้มาสร้างวัด และพระอุโบสถ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่ ๑๖ พรรษา ในระหว่างที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่ ท่านยังได้ทำการสร้างวัด และพัฒนาวัดต่างๆ จนเจริญเป็นอย่างมาก เป็นที่ศรัทธาของญาติโยมในละแวกนั้น อันได้แก่ วัดหนองแก, วัดหนองจิก และวัดตาลเสี้ยน

                หลวงปู่คำมีท่านได้เล่าให้ฟังว่า เรื่องทั้งหลายมันชักจะวุ่นวายไม่มีเวลาแสวงหาความสงบ และปฏิบัติธรรม ท่านจึงจากญาติโยมทั้งหลายออกธุดงค์ต่อไปโดยมิได้ล่ำลา มุ่งมาทางจังหวัดลพบุรี  ท่านได้เดินธุดงค์มาพบ ถ้ำเอาราวัณ ท่านเห็นว่าเป็นสถานที่สัปปายะ เหมาะแก่การหลบหลีกจากความวุ่นวายทั้งหลาย ท่านจึงอาศัยเป็นที่พำนักในการเจริญธรรม

                แต่เพียงไม่นาน ญาติโยมก็ทราบข่าวจึงออกติดตามมาให้ท่านไปกลับไปที่วัด เพื่อเจริญศรัทธาให้แก่พวกเขาต่อไป พร้อมทั้งจะไปขอตำแหน่งพระครูให้ท่าน ท่านจึงแสดงให้ญาติโยมทั้งหลายทราบว่า การที่ท่านหนีออกมาก็เพราะลาภ ยศ และสักการะทั้งหลาย ท่านว่าเป็นความมัวเมา ความวุ่นวาย ท่านขอจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำเอราวัณต่อไป ญาติโยมทั้งหลายจึงต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง

                ต่อมาชาวบ้านดงจำปาได้มานิมนต์หลวงปู่ให้ไปโปรดญาติโยม และช่วยสร้างวัดที่นั่น หลวงปู่ได้ไปช่วยสร้างวัด และพระอุโบสถจนเป็นที่สำเร็จ หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดดงจำปาระยะหนึ่ง (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหม่จำปาทอง) ท่านจึงกลับไปพำนักที่ถ้ำเอราวัณอีกครั้ง ท่านอยู่จำพรรษาที่ถ้ำเอราวัณ ๓ พรรษา ในช่วงนั้นได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นบุกขึ้นประเทศไทย ท่านย้ายจากถ้ำเอราวัณมาจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำคูหาสวรรค์ ต่อมาไม่นานสงครามก่อตัวขึ้นเป็นสงครามอินโดจีน ท่านได้ทำเครื่องรางแจกทหารหาญที่ไปรบ ทหารทุกคนที่ได้รับเครื่องรางของขลังจากท่านไป และนำติดตัวไปสงครามคราวนั้น ปรากฏว่าปลอดภัยกันทั่วหน้า ไม่มีใครได้รับอันตรายใดๆ เลย

                อีกทั้งในสงครามในสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม ก็ปรากฏเฉกเช่นเดียวกัน ทหารทุกคนที่ไปสงครามคราวนั้น และมีวัตถุมงคลของหลวงปู่ติดตัวไปด้วย สามารถกลับมาโดยปลอดภัยทุกคน จ่าสมบัติผู้บันทึกเรื่องราวยืนยันโดยหนักแน่น แขวนวัตถุมงคลของหลวงปู่ติดตัวตลอด และให้ความเชื่อมั่นมากกล่าวถึงหลวงปู่คำมีด้วยเคารพศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง

                ปาฏิหาริย์ของหลวงปู่

                ร่างไม่เปียกฝนขณะที่หลวงปู่ปักกลดเจริญภาวนาอยู่ที่ป่าบ้านหนองปลาดุก (จากบันทึกไม่ทราบว่าเป็นจังหวัดใด) ครั้งนั้นมีหลวงตาทองคำ และหลวงพ่อหงส์ ร่วมธุดงค์ไปด้วย เกิดพายุฝนตกหนัก น้ำป่าไหลบ่ามาทางท่าน และพระภิกษุทั้งสอง หลวงตาทองคำ และหลวงพ่อหงส์ได้หนีน้ำป่าละจากกลดที่ท่านพักอยู่เดินมายังกลดหลวงปู่คำมี ท่านทั้งสองได้พบกับความแปลกใจ น้ำป่ามิได้ไหลเข้ามาบ่าท่วมทำลายกลดของหลวงปู่คำมีแต่อย่างใดไม่ อีกทั้งจีวรของหลวงปู่คำมีก็มิได้เปียกฝนอย่างเช่นพระภิกษุทั้งสอง

                ย่นระยะทางคราวที่ท่านพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์ใหม่ๆ วัดดงจำปา ได้มานิมนต์ท่านไปฉันเพลที่บ้าน หลวงปู่สั่งให้ผู้นิมนต์เดินทางล่วงหน้าไปก่อน เมื่อผู้นิมนต์กลับไปถึงบ้านถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นหลวงปู่กำลังตักน้ำล้างเท้า สร้างความสงสัยให้แก่พวกเขายิ่งนัก ว่าท่านมาได้อย่างไรแซงพวกเขาขึ้นมาตอนไหน เพราะทางแถวนั้นเป็นป่าทั้งหมดมีทางเดินเพียงทางเดียว

                เสกปูนให้จืดทุกครั้งที่ก่อนจะเข้าพิธี หลวงปู่จะขอปูนแดงที่กินกับหมาก ก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือมาทำการเสกให้จืดเสียก่อน เพื่อเป็นเคล็ดในด้านแคล้วคลาดปลอดภัย เคยมีผู้ทดลองชิมปูนแดงที่หลวงปู่เสกแล้วปรากฏว่าจืดสนิท

                หายตัวได้ พระอาจารย์หวาน หลวงพี่จันทร์ พระทั้งสองซึ่งจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่คำมี ที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์เล่าให้ฟังว่า ได้มีญาติโยมหลวงปู่ และพระในวัดไปฉันเพลที่บ้านดงน้อย ทางไปบ้านดงน้อยนั้นต้องอาศัยเพียงการเดินเท้าไป เพราะทางเดินเป็นป่า และทุ่งนา ขากลับจากฉันเพลผ่านสระน้ำ อากาศวันนั้นร้อนมาก หลวงปู่ได้บอกกับพระทั้งสองว่า ท่านขอสรงน้ำสักครู่ ขอให้ท่านทั้งสองรออยู่ก่อน ในขณะที่ท่านสรงน้ำนั้นปรากฏว่า พระทั้งสองรูปไม่สามารถมองเห็นหลวงปู่ จึงเที่ยวตามหาในบริเวณนั้น เป็นเวลานานแต่ก็ไม่พบ พระทั้งสองรูปจึงปรึกษากันว่า หลวงปู่คงไปจากที่นั้นเสียแล้ว จึงได้ชวนกันกลับวัด เมื่อพระทั้งสองรูปมาถึงที่วัดก็ถึงกับตกตะลึงเมื่อพบหลวงปู่นั่งอยู่ก่อนแล้ว หลวงปู่บอกพระทั้งสองรูปว่าเห็นพระทั้งสองตามหาท่าน ทั้งที่ท่านก็ไม่ได้ไปไหน

                พระอาจารย์หวาน เป็นศิษย์สืบทอดวิชาท่านหนึ่งของหลวงปู่ ปัจจุบันมรณภาพแล้ว ส่วนหลวงพี่จันทร์ได้กลับไปจำพรรษาที่บ้านเกิดของท่านคือ วัดศรีพิมล ต.บ้านโต้น อ.พระยืน จ.ขอนแก่น

                ขโมยของไม่ได้จ่าสำราญ (ขอสงวนนามสกุล) ท่านเป็นทหารปืนใหญ่อยู่ในจังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังตอนไปทำบุญที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์ เพื่อสมทบทุนสร้างพระอุโบสถ จ่าสำราญแกได้รับแจกเหรียญหลวงปู่คำมีมาเหรียญหนึ่ง เมื่อกลับถึงบ้านได้วางเหรียญของหลวงปู่ไว้บนหลังโทรทัศน์ และลืมสนิทเนื่องจากแกไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องเครื่องรางของขลังใดๆ เวลาต่อมาหลายวันหลังจากนั้น ได้มีขโมยได้งัดบ้านแกเข้าไปขโมยของภายในบ้าน ขโมยคนนั้นได้เข้าไปพยายามยกโทรทัศน์แต่ยกไม่ขึ้น โดยช่วยกันยกทั้งสองคนแต่ก็ยกไม่ขึ้น จ่าสำราญแกรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเห็นขโมยทั้งสองกำลังพยายามยกโทรทัศน์กันเป็นสามารถแต่ยกไม่ขึ้น ทั้งที่ความจริงโทรทัศน์เครื่องนั้นไม่ได้หนักมากแต่อย่างใด ลำพังคนเดียวก็สามารถยกขึ้นได้ และเมื่อขโมยเห็นเจ้าของบ้านตื่นขึ้นมาจึงชักปืนยิงจ่าสำราญ โดยยิงเท่าไรก็ไม่ออก เสียงดัง แชะ แชะ อยู่อย่างนั้น จ่าสำราญได้สติจึงชาร์จเข้าไปหวังจะจัดการเจ้าขโมยสองคนนั้น ขโมยทั้งสองคนเห็นว่าจ่าสำราญยิงไม่ออกจึงขวัญหนีโกยแน่บ โดยไม่ได้อะไรไปแม้แต่ชิ้นเดียว  ถ้าถามว่าจ่าแกมีอะไรดีปืนถึงยิงไม่ออก ก็ขอบอกว่าทั้งเนื้อทั้งตัวแกนอกจากเสื้อผ้าแล้วไม่มีอะไรเลย นอกจากเหรียญหลวงปู่คำมีที่วางอยู่บนหลังโทรทัศน์ ที่เจ้าขโมยสองคนนั้นพยายามยกอยู่เท่านั้น

                เชือกคาดเอวเรื่องนี้เกิดกับตัวจ่าวิทย์ บ้านอยู่ดงจำปา สังกัด ร.พัน ๖ จังหวัดลพบุรี จ่าวิทย์นับถือหลวงปู่คำมีเป็นอย่างมาก แกนำเชือกคาดที่หลวงปู่คำมีมอบให้กับมือใช้คาดเอวอยู่ตลอด ตัวจ่าวิทย์แกมีมอเตอร์ไซค์คู่ชีพอยู่คันหนึ่ง แกบิดไปทำงานทุกเช้า-เย็น วันหนึ่งแกบิดเจ้าพาหนะคู่ชีพไปทำงานตามปกติ ได้มีรถยนต์มาอัดก็อปปี้อย่างแรง ตัวจ่าวิทย์ ไม่มีส่วนใดของร่างกายบาดเจ็บแม้แต่น้อย ส่วนเจ้ามอเตอร์ไซค์คู่ชีพพังยับเยินใช้การไม่ได้อีกต่อไป เป็นปรากฏการณ์เนื้อแข็งกว่าเหล็กที่เกิดจากพระพุทธานุภาพ และบารมีของหลวงปู่อย่างแท้จริง

                อีกเรื่องหนึ่งเกิดกับเจ้าคำหิง ท่านอยู่ที่นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ได้ย้ายมาอยู่ประเทศไทยแถวปากช่อง ท่านได้มากราบนมัสการหลวงปู่คำมี หลวงปู่ท่านได้มอบเชือกคาดให้หนึ่งเส้น ท่านเจ้าคำหิงได้ใช้ติดตัวตลอดมา อยู่มาวันหนึ่งเจ้าคำหิงไปทำธุระที่โคราชพร้อมกับญาติๆ ขากลับมาจากโคราชยางรถเกิดระเบิดรถเสียหลักตกไปกลิ้งโค่โร่ในเหวข้างถนน ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องตายหมดทุกคน เนื่องจากพบกับเหตุการณ์นี้บ่อยๆ ในถนนเส้นนี้ ถ้าหากมีอุบัติเหตุในถนนสายนี้ แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่า คนทั้งรถไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่คนเดียว  ทั้งรถมีเชือกคาดเอวหลวงปู่คำมีที่เจ้าคำหิงใช้ติดตัวอยู่เพียงเส้นเดียว

                เรื่องเชือกคาดของท่านอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้จ่าสมบัติประสบมาด้วยตนเอง โดยแกเล่าว่าเมื่อสมัยที่แกยังหนุ่ม มีปลัดอำเภอเมืองลพบุรี (ขอสงวนนาม) ทราบกิตติศัพท์ของหลวงปู่ได้มาพาพวกของตนมาบูชาเชือกคาดของหลวงปู่มาลองยิง โดยแขวนไว้ที่ต้นมะพร้าว แล้วชักปืนออกมายิงเสียงดัง แชะ แชะ ไม่ยักดังโป้ง เมื่อหลวงปู่ทราบเรื่องจึงให้เด็กวัดไปบอกปลัดฯ ท่านนั้นว่า ขืนยิงต่อไปอีกหากเป็นอะไรไปจะไม่รับผิดชอบ ลูกน้องปลัดฯ และปลัดท่านนั้นต้องมากราบขอขมาต่อหน้าหลวงปู่

                สีผึ้งยังยิงไม่ออก รายนี้ไม่เข้าใจอุปเท่ห์ของเครื่องรางหรืออย่างไร ก็เหลือที่จะคาดเดา ท่านขอสงวนนาม อยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นำสีผึ้งสีปากของหลวงปู่ที่ท่านมอบไปให้ไว้บูชา มาทดลองยิงโดยใช้ปืนขนาด .๓๘ ยิงจนหมดโม่ ปรากฏว่ายิงไม่ออกแม้แต่นัดเดียว พอหันกระบอกปืนออกไปทางอื่นกลับยิงออกทุกนัด

                แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่บารมีแห่งความเมตตาของท่านยังอยู่ สตรีท่านหนึ่ง (ขอสงวนนาม) สามีเธอเป็นข้าราชการทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตอาวุธ (กสย.) จ.ลพบุรี ได้ไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลลพบุรี บุตรเกิดเอาเท้าออกไม่กลับหัวลง และมีอาการช็อค แพทย์ลงความเห็นว่า ผู้หญิงคนนี้คงรอดยาก จึงได้นำตัวส่งเข้าห้องไอ.ซี.ยู ผู้หญิงคนที่คลอดบุตรได้เล่าให้ฟังว่า ในขณะที่กำลังชุลมุนกันอยู่นั้น ได้เห็นภาพพระแก่ๆ มาเป่าท้องให้ ตอนแรกหมอจะผ่าท้องเอาเด็กออก โดยไม่แน่ใจว่าเด็กจะรอด หรือแม่จะรอด เพราะดูในฟิล์มเอ็กซเรย์แล้ว เด็กไม่ยอมกลับตัวจะเอาขาออก กลับคลอดออกมาปลอดภัยแบบปาฏิหาริย์ เมื่อคนแม่ฟื้นขึ้นมา สร้างความประหลาดใจให้กับคณะแพทย์ และพยาบาล เมื่อสตรีผู้นั้นได้กลับมาพักฟื้นได้ถามชาวบ้านละแวกนั้นว่า มีพระแก่ๆ ที่อายุมากๆ ที่มรณภาพไปแล้วบ้างไหม พร้อมทั้งได้ให้สามีช่วยสืบข่าวตามหา

                เผอิญได้เข้ามาในวัดกับสามี และได้มากราบศพท่าน เหลือบไปเห็นภาพหลวงปู่คำมี จึงได้บอกกับสามีว่า นี่แหละหลวงปู่องค์นี้ไปเป่าท้องให้จึงคลอดบุตรออกมาได้อย่างปลอดภัย ทั้งสองสามีจึงเคารพท่านมาก เนื่องจากไม่เคยเห็น หรือรู้จักมาก่อน แต่ท่านได้มาช่วยครอบครัวนี้ให้พ้นจากภัยอันตราย