Get Adobe Flash player

ครูบาเจ้าศรีวิชัย (๒๘) โดย อ.เล็ก พลูโต

Font Size:

หลวงพ่อครูบาชัยวงศา บอกว่าพระธุดงค์ในสมัยก่อน ต้องผจญอุปสรรค และปัญหาต่างๆ มากมาย จึงต้องเคี่ยวจิตใจ และกำลังใจให้เข้มแข็ง และแกร่งอยู่เสมอ ดังนั้นพระธุดงค์รุ่นเก่าจึงเก่ง และได้เปรียบกว่าพระสงฆ์ในปัจจุบัน ทั้งในด้านจิตใจ และการปฏิบัติบำเพ็ญภาวนา แต่เสียเปรียบกว่าพระสงฆ์ในยุคนี้ ในด้านการใฝ่หาความรู้ทางด้านปริยัติ เพราะในสมัยนี้ ความเจริญทำให้ไปไหนมาไหนได้สะดวกและเร็วขึ้น พระสงฆ์ในรุ่นเก่าที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง จึงต้องบังคับจิตใจ บำเพ็ญเพียรปฏิบัติภาวนาให้เกิดปัญญา และธรรมะขึ้นในจิตในใจ เพื่อนำมาพิจารณา และปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน

 

 

 

                ธุดงค์น้ำแข็ง

                บ่อยครั้งท่านได้ธุดงค์จาริกผ่านไปที่กิ่งอำเภออมก๋อยในฤดูหนาว  บริเวณภูเขาของกิ่งอำเภออมก๋อย จะมี เหมยค้าง ปกคลุมไปทั่ว (เหมยค้างนี้ ภาษาภาคเหนือ หมายถึง น้ำค้างที่กลายเป็นน้ำแข็ง) ในบริเวณนี้มีต้นสนขนาดต่างๆ ขึ้นเต็มไปหมด  ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย  เวลาย่ำเดินไปบนพื้นน้ำแข็ง  ขาจะจมลึกลงไปในน้ำแข็งนั้น  ทำให้เกิดความหนาวเย็นเป็นอันมาก  เพราะท่านมีแต่ผ้าที่ครองอยู่เพียงชั้นเดียวเท่านั้น  โดยเฉพาะเมื่อมีลมพัดผ่านมา  ท่านต้องสั่นสะท้านทุกครั้ง

                ท่านได้เล่าว่า ความแห้งแล้งของอากาศ และความหนาวเย็นของน้ำแข็ง  ทำให้ผิวหนังของท่านแตกปริเป็นแผลไปทั้งตัว  ต้องได้รับทุกขเวทนามาก  สมัยนั้นในภาคเหนือ จะหากลดมาสักอันหนึ่งก็ยากมาก  การธุดงค์ของท่านก็มีแต่อัฏฐบริขารเท่านั้น ที่ติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง  ช้อนก็ทำจากกะลามะพร้าว  ถ้วยน้ำก็ทำจากกระบอกไม้ไผ่  ผ้าจีวรที่ครองอยู่ก็ต้องปะแล้วปะอีก

                ท่านได้เมตตาเล่าว่า แต่การปฏิบัติภาวนาบนภูเขาที่มีน้ำแข็งปกคลุมมากเช่นนี้  ทำให้การปฏิบัติสมถะ และวิปัสสนากรรมฐานนั้นกลับแจ่มชัด และรวดเร็วดียิ่งกว่าในเวลาปกติธรรมดา  เพราะทำให้ได้เห็นเรื่องของไตรลักษณ์ได้ชัดเจนดี  และการพิจารณาขันธ์ ๕ อันเป็น ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา  ก็สามารถเห็นอย่างแจ่มชัด  ทำให้ในขณะภาวนาทำสมาธิอยู่นั้น จิตสงบดีมาก  ไม่พะวงกับสิ่งภายนอกเลย

                ในบางครั้งขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั้น  ไฟที่ก่อไว้ได้ลุกไหม้จีวรของท่านไปตั้งครึ่งค่อนตัว  ท่านยังไม่รู้สึกตัวเลย  เมื่อจิตออกจากสมาธิแล้ว  ท่านต้องรีบดับไฟที่ลุกไหม้อยู่นั้นอย่างรีบด่วน  ทำให้ต้องครองผ้าจีวรขาดนั้นไปจนกว่าจะเดินทางไปพบหมู่บ้าน  ท่านก็จะนำผ้าที่ชาวบ้านถวายให้มาต่อกับจีวรผืนเก่าที่เหลืออยู่นั้น  ในบางครั้งท่านจะนำผ้าบังสุกุลที่พบในระหว่างทาง  มาเย็บต่อจีวรที่ขาดอยู่นั้นตามแบบอย่างที่ครูบาอาจารย์ในยุคก่อนๆปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล

                หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์ผู้ถ่อมตน  และไม่เคยโออวดเป็นนิสัย  เมื่อมีผู้สงสัยว่า ท่านคงเข้าสมาธิจนสูงถึงขึ้นจิตไม่จับกับ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้ว  จึงไม่รู้ว่าไฟไหม้  ตัวท่านมักตอบเลี่ยงไปด้วยใบหน้าเมตตาว่า " คงจะอากาศหนาวมากหลวงพ่อจึงไม่รู้ว่าไฟไหม้จีวร "

                ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ

                เมื่อท่านได้ ๒๘ ปี  ขณะนั้นท่านได้จาริกธุดงค์สั่งสอนชาวป่าชาวเขาดอยต่างๆ  ท่านได้ทราบข่าวการมรณภาพของครูบาศรีวิชัย  จึงได้เดินทางลงจากเขาเพื่อไปนมัสการพระศพ  และช่วยจัดทำพิธีศพของครูบาศรีวิชัย  ร่วมกับครูบาขาวปี และคณะศิษย์ของครูบาศรีวิชัย ที่วัดบ้านปาง  เมื่อเสร็จจากพิธีบรรจุศพครูบาศรีวิชัยแล้ว  กรมทางได้นิมนต์ให้ท่านไปช่วยสร้างเส้นทาง บ้านห้วยกาน - บ้านห้วยหละ  ซึ่งในตอนนั้นท่านก็ยังห่มผ้าสีขาวอยู่  เมื่อการสร้างทางได้สำเร็จลงแล้ว  ชาวบ้านห้วยหละจึงได้มานิมนต์ท่านไปจำพรรษา  และอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทที่สำนักสงฆ์ห้วยหละ อำเภอบ้านโฮ่ง  จังหวัดลำพูน

                ห่มเหลืองอีกครั้ง

                ขณะนั้นหลวงพ่ออายุได้ ๒๘ ปี  ได้รับนิมนต์ไปอยู่ช่วยบูรณะวัดป่าพลู  และในปีนี้ท่านได้มีโอกาสห่มเหลืองเช่นพระสงฆ์ทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง โดยมีครูบาบุญมา วัดบ้านโฮ่ง  เป็นพระอุปัชฌาย์  และได้รับฉายาใหม่ว่า " จันทวังโส "

                ในการห่มเหลืองในครั้งนี้  คณะสงฆ์ได้ออกญัตติให้ท่านต้องจำพรรษาที่วัดป่าพลูเป็นเวลา ๕ พรรษา  เมื่อออกพรรษาในแต่ละปี ท่านจะเดินทางไปธุดงค์ และจาริกสั่งสอนธรรมะให้กับชาวป่าชาวเขาในที่ต่างๆ เสมอเหมือนที่ท่านเคยปฏิบัติมาในอดีต  และบ่อยครั้งท่านจะไปช่วยครูบาขาวปีบูรณะวัดพระพุทธบาทตะเมาะ อำเภอฮอด  จังหวัดเชียงใหม่

                ตรงตามคำทำนาย

                เมื่อท่านอยู่วัดป่าพลูครบ ๕ พรรษาตามบัญญัติของสงฆ์แล้ว  ในขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๓๔ ปี  นายอำเภอลี้ และคณะสงฆ์ในอำเภอลี้  ได้ให้ศรัทธาญาติโยมวัดนาเลี่ยง มานิมนต์ครูบาขาวปี หรือท่านองค์ใดองค์หนึ่ง  เพื่อไปอยู่เมตตาบูรณะวัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม  แต่ครูบาขาวปีไม่ยอมไป  และบอกว่า "ไม่ใช่หน้าที่ของกู" ครูบาศรีวิชัย เคยพูดไว้ว่า "วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้มนั้น  มันเป็นหน้าที่ของครูบาวงศ์องค์เดียว"

                ด้วยเหตุนี้ ครูบาขาวปีจึงขอให้ท่านไปอยู่โปรดเมตตาสร้าง วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม  ซึ่งต่อมาในภายหลังจากที่ท่านได้ไปอยู่ที่วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้มแล้ว  ท่านได้เปลี่ยนชื่อให้สั้นลงเป็น "วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม"

                ในขณะที่ท่านอยู่ที่เมืองตื๋นนั้น  ชาวบ้าน และชาวเขาต่างเรียกท่านว่า "น้อย" เมื่อท่านมาอยู่ที่วัดพระบาทห้วยต้ม  ชาวบ้านทั้งหลายจึงเชื่อกันว่า ท่านคงเป็น "พระน้อยเมืองตื๋น" ตามคำโบราณที่ได้จารึกไว้ ณ วัดพระพุทธบาทห้วย ( ข้าว ) ต้ม  เหตุการณ์นี้ก็ตรงตามคำพูดของครูบาชัยลังก๋า และครูบา ศรีวิชัย  ดังที่กล่าวมาข้างต้น  เมื่อท่านย้ายมาประจำที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม  ท่านก็ยังออกจาริกไปสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้าน และชาวเขาในที่ต่างๆ อยู่เสมอๆ เหมือนที่ท่านเคยปฏิบัติมา

                ผู้เฒ่าผู้รู้เหตุการณ์

                ในระยะแรกที่หลวงพ่อมาที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม  ผู้เฒ่าคนหนึ่งในหมู่บ้านนาเลี่ยงได้พูดกับชาวบ้านในละแวกนั้นว่า " ต่อไปบริเวณเด่นยางมูล (คือหมู่บ้านห้วยต้มในปัจจุบัน) จะมีชาวกะเหรี่ยงอพยพติดตามครูบาวงศ์มาอยู่ที่นี่  จนเป็นหมู่บ้านใหญ่ในอนาคต  ในครั้งนี้จะใหญ่กว่าหมู่บ้านกะเหรี่ยง ๔ ยุค ที่เคยอพยพมาอยู่ที่นี่ในสมัยก่อนหน้านี้" คำพูดอันนี้ในสมัยนั้นชาวบ้านนาเลี่ยงฟังแล้วไม่ค่อยเชื่อถือกันนัก  แต่ในเวลาต่อมาไม่นาน  คำพูดอันนี้ก็เป็นความจริงทุกประการ

                หลวงพ่อได้เล่าให้คณะศิษย์ฟังเพิ่มเติมว่า คนเฒ่าผู้นี้เป็นผู้รู้เหตุการณ์ในอนาคต  และมักจะพูดได้ถูกต้องเสมอ  มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากที่ท่านได้สร้างวิหารที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มเป็นรูปร่างขึ้นแล้ว  ผู้เฒ่าคนนี้ในสมัยก่อนเคยเห็นคำทำนายโบราณของวัดพระพุทธบาทห้วยต้มมาก่อน  ได้มาพูดกับท่านว่า " ท่านครูบาจะสร้างให้ใหญ่เท่าไหร่ก็สร้างได้  แต่จะสร้างใหญ่จริงอย่างไรก็ไม่สำเร็จ  ต่อไปจะมีคนๆหนึ่งมาช่วย  ถ้าคนนี้มาแล้วจะสำเร็จได้ "

                ชาวเขาอพยพตามมา

                เมื่อท่านอยู่ที่วัดห้วยต้มได้ไม่นาน  คำพูดของผู้เฒ่าคนนี้ก็เป็นความจริง  เพราะชาวเขาจากที่ต่างๆ ที่ท่านได้อบรมสั่งสอนมา  ได้อพยพย้ายถิ่นฐานติดตามมาอยู่กับท่านเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน  เพื่อมาขอพึ่งใบบุญ และปฏิบัติธรรมะกับท่าน

                ในระยะแรกๆ นั้น ท่านได้ตั้งกฎให้กับพวกกะเหรี่ยงที่มาอยู่กับท่านว่า พวกเขาจะต้องนำมีดไม้ที่เคยฆ่าสัตว์มาถวายวัด  และให้สาบานกับท่านว่า จะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และจะกินมังสวิรัติตลอดไป ท่านได้เมตตาให้เหตุผลว่า ท่านต้องการให้เขาเป็นคนดี ลดการเบียดเบียน มีศีลธรรม  หมู่บ้านห้วยต้มจะได้มีแต่ความสงบสุขทั้งทางโลก และทางธรรม  และจะได้ไม่เป็นปัญหาของประเทศชาติต่อไป  ดังที่เราจะเห็นได้จากการที่ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านห้วยต้มนี้ มีความเป็นอยู่ที่เป็นระเบียบ และมีความสงบสุข  ตามที่ท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอนมา  ทั้งที่ในหมู่บ้านนี้มีกะเหรี่ยงอยู่หลายพันคน

                แต่ในสมัยนี้ กฎและระเบียบที่ชาวกะเหรี่ยงที่จะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านห้วยต้ม ที่จะต้องนำมีดไม้ที่เคยฆ่าสัตว์มาสาบานกับหลวงพ่อนั้น ได้ยกเลิกไปโดยปริยาย  เพราะหลวงพ่อเห็นว่า ทางราชการได้ส่งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาจัดการดูแลช่วยเหลือ  และให้การศึกษาแก่พวกเขา  คงจะช่วยพวกเขาให้มีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น  และมีความสงบสุขเป็นระเบียบเหมือนที่ท่านเคยอบรมสั่งสอนมา

                สมณศักดิ์

                ๔ เมษายน ๒๕๑๔  เป็นพระครูใบฎีกาชัยยะวงศาพัฒนา ๕ เมษายน ๒๕๓๐  เป็นพระครูพัฒนากิจจานุรักษ์ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๓  เป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ๕ ธันวาคม ๒๕๔๐  เป็นพระครูพัฒนกิจจานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท

                เกียรติคุณ

                ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๐  ได้รับแต่งตั้งเป็น กรรมการพัฒนาท้องถิ่นในเขตอำเภอลี้  โดยเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ได้รับรางวัล " ครูบาศรีวิชัย " ในฐานะที่ท่านเป็นบุคคลที่มีผลงานการส่งเสริมพัฒนาพระพุทธศาสนา  กิจการสาธารณะ  มีความวิริยะ  เสียสละเพื่อสังคม  และเป็นแบบอย่างที่ดี  มีปฏิปทาเดินตามรอยเยี่ยง ครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญนักพัฒนาแห่งล้านนาไทย ๓ เมษายน ๒๕๓๙  ได้รับโล่เชิดชูเกียรติคุณในฐานะ "คนดีศรีทุ่งหัวช้าง" จาก อ.ทุ่งหัวช้าง  จังหวัดลำพูน

                ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒  ได้รับโล่เชิดชูเกียรติในฐานะเป็น ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านศิลปินดีเด่น จังหวัดลำพูน  สาขาศิลปะ  สถาปัตยกรรม  จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

                ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๒  ได้รับรางวัล เสมาธรรมจักร  ในฐานะ " บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา  สาขาส่งเสริมการพัฒนาชุมชน "

               

ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่าน ที่รักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์บูรพมหากษัตราธิราช โดยเฉพาะองค์ ๓ มหาราช ผู้กอบกู้ชาติ รักษาชาติ ให้พ้นจากการตกเป็นทาสของพม่า อังกฤษ และฝรั่งเศส อย่าพลาดโอกาสการเข้าร่วม พิธีบวงสรวงสมโภช ๓ มหาราช ณ วัดพุทธิชิโนฮิลส์ ในวันอาทิตย์ที่ ๒๗ มกราคม ที่จะถึงนี้ โดยพิธีจะเริ่มในเวลา ๐๙.๕๐ น. ตรง ควรแต่งชุดขาว หรือใส่เสื้อขาว มาก่อนพิธีเริ่มอย่างน้อย ๒๐ นาที แล้วพบกันนะครับ

 

บรรยายภาพ 

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา รับเสด็จ ในหลวงฯ