Get Adobe Flash player

ครูบาเจ้าศรีวิชัย (๓๐) โดย อ.เล็ก พลูโต

Font Size:

ถ้าพวกเราสังเกต จะพบว่าศิษย์สายครูบาเจ้าศรีวิชัย มักจะพบวิบากกรรมเฉกเช่น ครูบาอาจารย์ของท่านหลายองค์ เช่น ท่านครูบาอภิชัยปี ถูกบังคับจับสึก แต่ใจท่านไม่ยอมสึกตามไปด้วยยังคงถือวัตรปฏิบัติ เช่นเดียวกับพระภิกษุสงฆ์ เพียงแต่นุ่งขาวห่มขาว เกิดเป็นศัพท์ใหม่ที่ชาวบ้านเรียกกันเองว่า “ผ้าขาว”

 

 

 

                หลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ ก็เช่นเดียวกัน ถูกบังคับจับสึก ต้องเป็นผ้าขาววงศ์ฯ อยู่ถึง ๔ ปี อธิกรณ์ที่ตั้งก็ตั้งกันไป โดยกลุ่มของเสือเหลืองที่เรืองอำนาจอยู่ในพุทธจักรสมัยนั้น ซึ่งดูเหมือนจะพากเพียรเหลือเกินในอันที่จะสึกพระที่เป็นพระแท้ พระปฏิบัติ พระพัฒนา ให้จงได้

                อธิกรณ์ส่วนใหญ่มักจะกล่าวหาเหมือนๆ กันอยู่ข้อหนึ่งก็คือ “ซ่องสุม” ผู้คน ถ้าเป็นสมัยนี้หลวงพ่อฯ คงแย่เลยครับ เพราะซ่องสุมผู้คนเป็นแสนๆ ป่านนี้ต้องคอยแก้อธิกรณ์กันอย่างเดียวให้กลุ้มไป ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว (อธิกรณ์นั้นก็เหมือนกับข้อกล่าวหา ซึ่งจะต้องมีการบรรยาย เหมือนกับการบรรยายคำฟ้องคดีต่อศาลนั่นแหละครับ)

                แต่ถ้าลองไปอ่านข้อความที่เขาบรรยายในอธิกรณ์ที่ตั้งฟ้องครูบาเจ้าศรีวิชัยดู เราจะรู้สึกว่าเป็นตลกร้ายทีเดียวแหละครับ คำบรรยายฟ้องนั้นเหมือนกับคนร่างฟ้องนั้น ฟ้องตนเอง ว่าไม่มีคุณสมบัติที่ดีวิเศษ เฉกเช่นครูบาเจ้าศรีวิชัย จึงอิจฉาริษยาจนเนื้อตัวสั่นต้องเอามาฟ้อง เช่น ฟ้องว่าครูบาเจ้าทำตัวเป็นผู้วิเศษ เวลาเดินทางไม่ใช้เท้าเดินไปเช่นเดียวกับที่ผู้อื่นกระทำ แต่ได้ใช้วิธีเหินไป (เหิน เป็นอาการเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งซึ่งใกล้เคียงกับเหาะ แต่เป็นการเหาะแบบเรี่ยๆ พื้นดินนั่นเอง)

                เราลองมาพิจารณาศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวเหนือ ที่กระทำกันให้เราท่านเห็นอยู่เนืองๆ ก็คือ ถ้าพระภิกษุองค์ไหนที่เขาเชื่อถือศรัทธาผ่านมา ชายก็จะทอดกายลงนอนบนทาง หญิงก็จะสยายมวยผมสลัดออกปูบนทาง รองบาทพระคุณเจ้าผู้คนเป็นหมื่นๆ ทำเช่นนี้ไม่ว่าครูบาเจ้าจะไปทางไหน

                ทีนี้หลังคนนั้นมันไม่เรียบ การเดินย่ำไปนั้นดีไม่ดีคนเดินนั่นแหละ ไม่เกินห้าก้าวสิบก้าว ไม่ปากก็หัวแตก ซึ่งเป็นการลำบากไม่สะดวก และท่านก็คงไม่อยากที่จะเหยียบย่ำลงไปจริงๆ แต่เพื่อเป็นการ ฉลองศรัทธา และเมื่อท่านสามารถเหินได้ ท่านก็เลยเหินเรี่ยๆ พื้นพอให้พ้น ไม่ได้ตั้งใจจะโชว์หรอกครับ แต่พวกขี้อิจฉาดันไปเห็นเองก็เลยคาบมาฟ้อง

                การพิจารณาอธิกรณ์นั้นก็ไม่ได้ถกเถียงกันว่า เหินได้จริงหรือไม่จริง แต่รับกันว่าได้เหินจริง และเหินได้จริง เพียงแต่จะผิดพระวินัย หรือไม่เท่านั้น และในที่สุดท่านก็ให้ยกอธิกรณ์นั้นเสีย สาธุ ... ยังโชคดีที่พระผู้ใหญ่ท่านไม่เชื่อเปรตสอพลอ

                ย้อนมาเรื่องหลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ มีศิษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นผู้บังคับหมวด ตชด. อยู่ที่ ก.ก.พ.ต.ท. เขต ๕ ค่ายดารารัศมี (พ.ต.ท.เขต ๕ คือ พลเรือน ทหาร ตำรวจ) เล่าว่า มีเพื่อนตำรวจคนหนึ่งได้รับรายงานว่าพบพระสงฆ์องค์หนึ่ง สงสัยว่าน่าจะเป็นบุคคลต่างชาติอำพรางตนเป็นพระ ซ่องสุมพวกกะเหรี่ยงจำนวนมากอยู่ที่ อ.ลี้ มีการปลุกระดมกันทุกคืน สร้างหอประชุมไว้ใหญ่โตมาก หอประชุมก็สงสัยว่าน่าจะเป็นไม้เถื่อน ให้ส่ง ตชด.ไปสืบสวน ถ้าพบการกระทำผิดให้จับกุมคุมขัง และให้ดำเนินคดีโดยเฉียบขาด

                พระองค์นี้ก็คือ หลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ นั่นเอง

                จากนั้นนายตำรวจคนดังกล่าว ได้มาขอคำแนะนำจากศิษย์ที่เป็นนายตำรวจ จึงได้แนะนำให้เพื่อนตำรวจคนนั้น ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน ไปดูเหตุการณ์ โดยแนะนำว่า เอ็งอย่าได้ทำอะไรให้มันบุ่มบ่ามเดี๋ยวจะพลาดลงนรกศิษย์นายตำรวจเล่าว่า พอเพื่อนคนนั้นกลับมา มันก็ด่าพ่อล่อแม่คนสั่งเสียลั่นค่าย ใส่ไม่ทันนับคะแนนให้ไปเลยครับ มันเล่าว่าพอตกค่ำพระองค์นั้นก็นำ กะเหรี่ยงทั้งหมู่บ้านนับได้เป็นพันๆ คน ล้นห้องประชุม สวดมนต์ทำวัตรเย็น แล้วก็เทศน์เป็นภาษากะเหรี่ยง (ที่รู้เพราะได้นำกะเหรี่ยงแหล่งข่าวติดตามไปด้วย) เทศน์จบแล้วก็สอนกรรมฐาน กะเหรี่ยงนั่งหลับตาภาวนานับลูกประคำกันเป็นทิวแถว

                เพื่อนตำรวจ มันโวยวายว่า ไอ้ เห้..เอ๊ย...หาว่าพระท่านซ่องสุมผู้คนก่อการร้าย กูไม่เคยพบเคยเห็น ผู้คนมากมายศรัทธาในพระศาสนาออกอย่างนี้ ห้องประชุมที่มันรายงานมา ที่แท้เป็นศาลาฟังธรรมว่ะ ยาวตั้ง ๑๐๐ เมตร อย่างนั้นยังไม่พอบรรจุ ผู้คนล้นออกไปนอกศาลา มากกว่าที่ได้อยู่ข้างในเสียอีกบานเบอะ ไอ้ฉิบหา.. เกือบทำกูลงนรกไปแล้ว ไม้ถ่งไม้เถื่อนกูไม่สนใจแล้ว ท่านไม่ได้ตัดเองนี่หว่า ซื้อบ้าง กะเหรี่ยงตัดมาถวายบ้าง กูไปอยู่ ๗ วันแทบลงแดงตาย มันแดกผักกันทั้งบ้านทั้งเมือง ขี้งี้เขียวปี๋เลยกู ถ้าท่านจะสร้างเพิ่มเติมอีก คราวนี้กูจะไปตัดให้เอง มึงคอยดู

                ศิษย์ที่เป็นนายตำรวจคนนั้นเล่าอีกว่า ไอ้เพื่อนผมคนนี้ปกติมันไม่ค่อยจะเข้าวัดเข้าวาหรอกครับ ก็เหมือนกับผมในสมัยนั้น ส่วนใหญ่ก็จะไปแค่ใกล้ๆ กำแพงก็พอแล้ว ไม่เว้นวันพระวันโกน แต่ไม่ใช่กำแพงวัดครับ เป็นกำแพงดิน (สำนักบริการ ... อยู่ที่ จ.เชียงใหม่) ระยำจริงๆ พวกผมนี่...

                เป็นอันว่าหลวงปู่ครูบาวงศ์ฯนั้น ก็รอดจากการถูกจับสึกเป็นครั้งที่สอง ส่วนเพื่อนของผมเองนั้น ก็รอดจากนรกไป เส้นยาแดงผ่าแปด

                นายตำรวจท่านนั้นเล่าอีกว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คณะของเราไปแจกสิ่งของ และเครื่องราง ของขลัง เพื่อเป็นกำลังใจให้กับนักรบชายแดน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจทหาร หรือพลเรือน ขากลับเราแวะรับหลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ เดินทางมาโดยรถบัสคันเดียวกัน

                หลวงปู่ฯ ท่านรื่นเริงมาก เดี๋ยวก็เดินไปนั่งคุยกับคนนั้นคนโน้นไม่ได้หยุด ผมนั้นกำลังเคร่งขรึม เพราะพอใกล้จะถึงบ้านก็เหมือนใกล้ถึงนรก ซึ่งที่จริงแล้วนรกมันอยู่ในใจของผมนั่นเอง ผมกำลังคิดจะเปลี่ยนภริยาใหม่ครับ เป็นผู้หญิงคนใหม่ที่สวยสด การศึกษาดี มีทรัพย์สมบัติ และยินยอมพร้อมใจกับผมทุกอย่าง กำลังรอคอยคำตอบจากผม ขอเพียงให้ผมตอบเธอว่าตกลงเท่านั้น ผมก็จะพ้นจากนรกขุมเก่าทันที (ไปลงนรกขุมใหม่)

                หลวงปู่ฯ ท่านได้เดินมานั่งข้างๆ ผม ถามว่า คืนนี้จะค้างที่บ้านสายลมหรือเปล่า

                ผมตอบปฏิเสธ ท่านมองหน้าผมแล้วก็พูดขึ้นมาดังๆ ท่ามกลางคนหมู่มากที่กำลังสนใจอยู่ว่า รู้จัก “วัวหำคด” ไหม ?

                ผมส่ายหน้าว่าไม่รู้จัก ท่านก็อธิบายทันทีว่า วัวหนุ่มกำลังคึกคะนอง แต่โชคร้าย มันเกิดมาหำคด จึงทับตัวเมียไม่สำเร็จ ทำให้มันคลุ้มคลั่งเป็นบ้าเป็นบอไป

                ผมนึกในใจ เอ๊ะ ! นี่ท่านกำลังด่าผมอยู่หรือเปล่านะเนี่ย

                หลวงปู่ฯ ซึ่งกำลังจ้องหน้าผมอย่างเอาจริงเอาจัง พยักหน้ารับ แต่ไม่ได้พูด เป็นอันรู้กันสองคนว่าท่านกำลังว่าผม ท่านว่าอีกว่า วัวมันโง่ไม่มีความคิด ไม่รู้จักแก้ไข เราเป็นคนใช้หัวสมองแก้ไขได้ คืนนี้อยู่นวดให้หลวงปู่ฯ หลวงพ่อฯ ที่บ้านสายลมจะดีกว่านะ ผมก้มหน้านิ่งอึ้งไป ในที่สุดก็ตอบท่านไปว่า ไม่หรอกครับ ที่หลวงปู่ฯ เตือนนั้นผมเข้าใจ ผมคิดได้แล้ว และจะรีบไปแก้ไขปัญหาด้วยหัวสมอง

                หลวงปู่ฯ ท่านเอามือจับศีรษะผมแล้วภาวนาให้ศีลให้พรยาวเหยียด ขนาดผมที่นั่งฟังยังเหนื่อยแทน เสร็จแล้วท่านก็เป่าพรวดบอกว่า เอ้า! ดีแล้ว ไปได้ ไปสู้กับเขาได้แล้วทีนี้ และผมก็สามารถรอดพ้นจากบ่วงกรรมไปได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะไอ้วัวหำคดตัวนั้นนั่นเอง

                หลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ นับเป็นพระสุปฏิปันโนที่อ่อนอาวุโสในเรื่องวัยวุฒิที่สุด เท่าที่พวกเราได้พบมา แต่แปลกนะครับเราเรียกหลวงปู่ฯ ว่าหลวงปู่ฯ แต่กลับเรียกหลวงพ่อฯ ซึ่งวัยวุฒิสูงกว่าว่าหลวงพ่อฯ

                หลวงปู่ฯ กับหลวงปู่ฯ ทืมฯ นับว่าเป็นพระที่สนิมสนมกันมาก เมื่อหลวงปู่ทืมฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปลัดฯ ในท่านเจ้าคุณราช เจ้าอาวาสวัดจามเทวี ได้ขอตำแหน่งพระครูใบฎีกา ให้กับหลวงปู่วงศ์ฯ ด้วย ไปไหนก็มักจะไปด้วยกัน ทำอะไรก็มักจะคิดร่วมกัน ทำร่วมกันมาโดยตลอด ส่วนใหญ่หลวงปู่ทืมฯ คิด แต่ให้หลวงปู่วงศ์ฯ ทำ เพราะหลวงปู่ทืมฯ ไม่แข็งแรง ส่วนหลวงปู่วงศ์ฯ โน่น! พบกันคราวใดมักจะเห็นอยู่บนนั่งร้าน หรือไม่ก็บนหลังคา ไม่ศาลาก็โบสถ์ ลงมือสร้างเอง มุงเองเสร็จ

                ถาวรวัตถุในพระศาสนา หลวงพ่อของพวกเรา (หมายถึง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ - ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ มักจะเป็นศิษย์ของหลวงพ่อวงศ์, หลวงปู่บุดดา, หลวงปู่สี, หลวงปู่ดู่ ฯลฯ แทบทุกคน) ก็ไม่เบานะครับ สมัยก่อนโน้นที่ท่านเล่าว่าติดตามหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ไปสร้างถาวรวัตถุในพระศาสนาตามที่ต่างๆ สมัยโบราณท่านลงไม้ลงมือไสไม้เทปูนมุงหลังคาเป็นช่างไปในตัว ลงมือเองครับไม่ใช่เพียงแค่คุมช่าง หรือสั่งการ

                สมัยที่ผมยังบวช และปฏิบัติอยู่กับหลวงพ่อฤาษี ท่านก็จะลงมาคุมการก่อสร้างทุกวันไม่เคยขาด ถ้าไม่มีกิจสำคัญอย่างอื่น ท่านคุมไปสั่งงานการก่อสร้างไปแล้วก็เล่าเรื่องเก่าๆ ขำๆ เกี่ยวกับการก่อสร้าง และการก่อสร้าง หรือตระเตรียมการงานต่างๆ กว่าจะได้แค่คืบ แค่ศอกก็แทบจะหืดขึ้นคอ ปัจจัยกว่าจะได้สักบาทสักสลึงไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ ต้องตะลอนๆ ไปตามที่ต่างๆ อย่างเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด และการสร้างของหลวงพ่อฯ นั้น จะยึดหลักดังนี้

                ๑. ราคาถูกที่สุด

                ๒.คุณภาพดีที่สุด (ไม่เฉพาะเรื่องความมั่นคงแข็งแรงเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงความสวยงาม และความเป็นระเบียบถูกแบบแผนด้วย)

                ๓. รวดเร็วที่สุด (และต้องทันเวลาด้วย)

                ๔. จ่ายเงินตามเวลาที่นัดไว้

                ๕. มีของแถม

                เฉพาะ ๔ ข้อแรกก็ต้องนับว่ายอดเยี่ยมทำได้ยากแล้ว แต่ข้อ ๕ นี่ซีครับจึงจะนับว่า น่าทึ่ง ในความสามารถของหลวงพ่อฯ เป็นที่สุด

                ในสมัยที่ผมได้อยู่ใกล้ชิด และมีโอกาสติดตามหลวงพ่อฯ มักจะได้ยินได้ฟังการพูดคุย และเจรจาระหว่างนายช่างผู้รับเหมากับหลวงพ่อฯ เสมอๆ ซึ่งทุกครั้งดูเหมือนหลวงพ่อฯ จะต้องกลายเป็นผู้คอยแนะนำและชี้ช่อง หรือวิธีการในการก่อสร้างที่จะให้บังเกิดผล ตามที่ได้กล่าวเอาไว้ใน ๓ ข้อแรกเสมอๆ และเทคนิคที่หลวงพ่อฯ แนะนำให้กับผู้รับเหมา มักจะเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน บางเรื่องเหมือนเส้นผมบังภูเขา ซึ่งเมื่อเขาได้ไตร่ตรองดูแล้วก็มักจะพบว่าถ้าทำตามหลวงพ่อฯ แล้วงานของเขาจะง่ายเข้า เร็วขึ้นแถมต้นทุนก็จะลดลง ทำให้เขามีกำไรมากกว่าเท่าที่เคยประมาณการมา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะต้องเสนอการก่อสร้างเพิ่มขึ้นให้ฟรีๆ เป็นของแถมให้กับหลวงพ่อฯ เสมอๆ นี่แหละผมถึงว่า มีของแถม

บรรยายภาพ  หลวงพ่อฤาษีลิงดำ กับ ครูบาวงศ์