Get Adobe Flash player

ครูบาเจ้าศรีวิชัย (๓๑) โดย อ.เล็ก พลูโต

Font Size:

ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี สันป่าตอง เชียงใหม่ หลวงปู่ครูบาดวงดี สุภทโท ถือกำเนิดที่บ้านท่าจำปี ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นคนพื้นเพบ้านท่าจำปีมาแต่กำเนิด บิดามารดา เป็นชาวไร่ชาวนา โยมบิดาชื่อ พ่ออูบ โยมมารดาชื่อ แม่จั๋นติ๊บ (สมัยนั้นยังไม่มีการใช้นามสกุล) หลวงปู่ถือกำเนิดในแผ่นดินรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ตรงกับสมัยพ่อเจ้าอินทวิชยานนท์ (เจ้ามหาชีวิต) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๖ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๙ หลวงปู่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๘ คน เป็นชาย ๔ คน เป็นหญิง ๔ คน หลวงปู่เป็นลำดับที่ ๗ และมีน้องสุดท้องชื่อแม่นิน เริ่มต้นชีวิตในผ้ากาสาวพัตร เมื่อหลวงปู่อายุได้ ๑๑ ปี ได้ติดตามพ่อแม่ไปทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งขณะนั้นท่านครูบาถูกทางการจังหวัดลำพูน นำตัวมากักขังบริเวณที่วัดพระธาตุเจ้าหริภุญชัย (วัดหลวงลำพูน) ในข้อหาเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน ไม่มีหนังสืออนุญาตบวชพระ เมื่อท่านครูบาเจ้าฯ ได้เห็นเด็กชายดวงดี ท่านก็มีเมตตาอย่างสูงเรียกเข้าไปหา พร้อมกับบอกพ่อแม่ว่า "กลับไปให้เอาไปเข้าวัดเข้าวา ต่อไปภายหน้าจะได้พึ่งพาไหว้สามัน" นับเป็นพรอันประเสริฐยิ่งในการที่ท่านครูบาเจ้าฯได้พยากรณ์พร้อมกับประสาทพรให้หลวงปู่ตั้งแต่ยังเด็ก

 

 

                หลังจากที่เดินทางกลับถึงบ้าน ไม่กี่วันต่อมา บิดาก็นำขันข้าวตอกดอกไม้ พร้อมกับนำตัวเด็กชายดวงดีไปถวายฝากตัวเป็นศิษย์ (ขะโยม)ในท่านครูบาโปธิมา ซึ่งเป็นอธิการวัดท่าจำปี ใกล้ๆ บ้านนั่นเอง ครูบาโปธิมาก็ได้พร่ำสอนหนังสือของทางการบ้านเมืองสมัยนั้น หลังจากสั่งสอนเด็กชายดวงดีจนพออ่านออกเขียนได้ ท่านครูบาโปธิมาก็ย้ายจากวัดท่าจำปีไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง ห่างจากวัดท่าจำปีไปเล็กน้อย ท่าครูบาสิงหะ เจ้าอาวาสท่านต่อมาได้ให้เด็กชายดวงดีศึกษาเป็นขะโยม (เด็กในวัด) อยู่กับคณูบาสิงหะได้ไม่นาน ครูบาสิงหะก็มรณภาพ คงเหลือสามเณรสิงห์แก้ว ดูวัดท่าจำปีแทน และทำหน้าที่สั่งสอนลูกศิษย์ไปด้วย หลังจากทำบุญประชุมเพลิงครูบาสิงหะแล้ว สามเณรสิงห์แก้วก็ลาสิกขาจึงทำให้วัดท่าจำปีร้างรกไม่มีเจ้าอาวาสติดต่อกันถึง ๓ ปี ในขณะที่วัดร้างรานั้น หลวงปู่ หรือเด็กชายดวงดีขณะนั้นก็ทำหน้าที่ดูแลวัดอย่างที่เคยปฏิบัติมา เช่น ปัดกวาดกุฏิวิหาร  จัดขันดอกไม้บูชาพระ ตักน้ำคนโท (น้ำต้น) ถวายพระพุทธรูปตลอดเวลา

                ต่อมาคณะศรัทธาวัดท่าจำปี ได้อาราธนานิมนต์ท่านครูบาโสภา มาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าจำปี ท่านเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ จึงได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลทุ่งสะโตกอีกตำแหน่งด้วย ทำให้วัดท่าจำปีเกิดความสำคัญขึ้นมาอย่างยิ่ง เพราะนอกจากท่านครูบาโสภณจะเป็นเจ้าคณะตำบลแล้ว ท่านยังเป็นพระสหธรรมมิกที่มีอายุพรรษารุ่นราวคราวเดียวกันกับท่านครูบาศีลธรรมศรีวิชัย มีผู้คนเคารพนับถือมากมาย ถึงกับขนานนามท่านว่า "ตุ๊เจ้าตนบุญตนวิเศษแห่งล้านนา" จริงๆ เพราะท่านมีบุญญาอภินิหารปรากฏแก่สายตาคนทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่ร่ำลือถึงเหตุการณ์ต่างๆอย่างไม่ลดละ ตราบจนทุกวันนี้

                หลังจากเด็กชายดวงดีศึกษาภาษาพื้นเมืองได้คล่องแคล่ว อายุได้ ๑๓ ปี พอดีท่านครูบาโสภาจึงนำเด็กชายดวงดีไปปรึกษากับท่านครูบาศรีวิชัย ซึ่งขณะนั้นท่านได้ขึ้นมาบูรณะปฏิสังขรณ์ทางเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๖๒ ท่านครูบาศรีวิชัยมีความพอใจเด็กชายดวงดีมาก ท่านครูบาโสภาก็เล่าเรื่องการบวชเณรให้ท่านครูบาศรีวิชัยฟัง ท่านก็บอกกับครูบาโสภณว่า "ถ้าบวชพระแล้วก็หื้อขึ้นมาจำพรรษาอยู่วัดพระสิงห์นี่แหละ จะได้เป็นเพื่อนกับนายสิงห์ดำ"(ซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ของท่านครูบาศรีวิชัย) ซึ่งมีหน้าที่ปลงเกศาให้กับท่านครูบาศรีวิชัย

                ครั้นหลวงปู่ดวงดีบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว โดยมีท่านครูบาโสภาเป็นพระอุปัชฌายะ บรรพชา ได้ไม่กี่วันก็ส่งตัวเข้ามาในเมืองเชียงใหม่ อยู่จำพรรษา และช่วยเหลือท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย คอยปฏิบัติพัดวีตามอาจาริยวัตรที่ครูบาอาจารย์ในยุคสมัยนั้นสั่งสอน ไหว้พระสวดมนต์ นั่งกรรมฐาน บูชาขันดอกไม้ และช่วยเหลืองานก่อสร้างต่างๆ ซึ่งในขณะนั้นท่านครูบาเจ้าศริวิชัย ต้องเดินทางไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อสร้างสรรค์บูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ วัดวาอารามต่างๆ ทุกจังหวัดในภาคเหนือ เมื่อหลวงปู่ดวงดีอายุครบ ๒๑ ปี จึงได้กลับไปนมัสการพระอาจารย์ท่านครูบาโสภาที่วัดท่าจำปี เพื่อปรึกษาเรื่องอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จากนั้นท่านครูบาโสภาจึงได้เดินทางไปขออนุญาตกับครูบาเจ้าศรีวิชัย เรื่องส่งมาจำพรรษาอยู่กับท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยเหมือนเดิม

                ลุ วันอาทิตย์ เดือน ๖ เหนือ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีเมืองเหม้า (ปีเถาะ) ตรงกับวันที่ ๑๒ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๗๐ สามเณรดวงดีจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ โดยมีท่านครูบาโสภาเป็นพระอุปัชฌายะ ท่านครูบาธัมมะเสน วัดดอนบิน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และท่านพระครูปัญญา วัดมะกับตองหลวง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ พระอุโบสถวัดสารภี ตำบลทุ่งรวงทอง กิ่งอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้นามฉายาว่า "สุภทโท" หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงปู่ดวงดีก็เดินทางไปอยู่จำพรรษากับท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยเช่นเดิม โดยเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติอุปัฐากบำรุง ช่วงของการปฏิสังขรณ์วัดท่าจำปีในเวลาของหลวงปู่

                ในขณะที่หลวงปู่อยู่จำพรรษากับท่าครูบาเจ้าศรีวิชัย นับตั้งแต่เป็นสามเณรใหม่ๆ นั้น และเดินทางปฏิบัติเล่าเรียนอยู่กับท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยนั้น ท่านอายุได้ ๒๘ ปี เป็นช่วงที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ข้อกล่าวหาต่างๆนาๆ เช่น การบุกรุกป่าสงวน ซ่องสุมผู้คน ตั้งตนเป็นผีบุญ จนถึงกับถูกจับส่งตัวไปตัดสินความที่กรุงเทพฯ เนื่องจากถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่โต เมื่อคณะสงฆ์ในเขตปกครองแขวงบ้านแมง (อ.สันป่าตอง) ขอลาออกจากการปกครองเมืองเชียงใหม่ถึง ๖๐ วัด ท่านครูบาโสภาวัดท่าจำปี ท่านครูบาปัญญา วัดท่ากิ่งแลหลวง ก็ถูกไต่สวนจนต้องนำคณะศิษย์หนีไปแสวงบุญก่องสร้างวิหานพระพุทธบาทฮังฮุ้ง ในเขตประเทศพม่า จนไม่ยอมกลับมาอีกเลย บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านครูบาศรีวิชัย ต้องแยกย้ายกันไปแสวงบุญคนละทิศละทาง คงค้างแต่ท่านครูบาขาวปีทำหน้าที่ดูแลวัดสิงห์  และเป็นหัวแรงในการก่อสร้างวัดวาอารามที่ค้างไว้

                ลุ พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๑ ท่านครูบาศรีวิชัย ถูกชำระความพ้นผิดเดินทางกลับเมืองลำพูน อยู่ได้ไม่นาน ก็ถึงแก่มรณภาพที่วัดจามเทวี เมื่ออายุได้ ๖๑ ปี ๕ เดือน กับ ๒๑ วัน ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่ดวงดีอายุได้ ๓๒ ปี หลวงปู่ได้เดินทางไปก่อสร้างวัดวาอารามเจริญรอยตามท่านครูบาศรีวิชัยผู้เป็นพระอาจารย์ หลังจากนั้นก็ติดตามครูบาเจ้าอภิชัยผ้าขาวปี มาสร้างวิหารวัดท่าจำปี

                ลุ พ.ศ.๒๔๘๔ ขณะหลวงปู่อายุได้ ๓๕ ปี หลังจากถวายพระเพลิงปลงศพท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยเสร็จแล้วนั้น ท่านครูบาเจ้าอภิชัยผ้าขาว ได้เชิญอัฐิธาตุของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยส่วนที่เป็นกระโหลกเท่าหัวแม่มือ ส่วนหนึ่งหลวงปู่นำมาเก็บรักษาสักการะบูชาจนถึงทุกวันนี้ หลวงปู่ได้อยู่ช่วยครูบาอภิชัยผ้าขาว สร้างอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิธาติของท่าครูบาเจ้าศรีวิชัย ทั้งที่วัดสวนดอก และวัดหมื่นสารแล้ว ก็รับขันดอกนิมนต์จากคณะศรัทธาป่าเมี้ยงป๋างมะกล้วย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ไปสร้างวัดป่าเมี้ยงป๋างมะกล้วย เนื่องจากอารามอยู่ในป่าดง เหมาะที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งถูกกับจริตวิสัยของหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง หลวงปู่อยู่ปฏิบัติกรรมฐานที่วัดนี้นานถึง ๗ ปี ท่านครูบาโสภาก็ขอให้หลวงปู่ลงมาก่อสร้างวัดท่าจำปีต่อจากท่าน เนื่องจากวัดท่าจำปีมีศรัทธาญาติโยมน้อยเพียง ๒๐ หลังคาเรือนเท่านั้น

                หลวงปู่เดินทางกลับมาก่อสร้างวัดท่าจำปี ขณะนั้นอายุได้ ๔๒ ปีได้รับตำแหน่งเจ้าคณะตำบลทุ่งสะโตกจากท่านครูบาโสภาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ว่าหลวงปู่จะมีตำแหน่งหน้าที่ทางการคณะสงฆ์ก็ตาม ท่านก็มิได้ละเลยข้อวัตรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งท่านมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ในระหว่างที่มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อจากท่านครูบาโสภา หลวงปู่ก็มิได้สร้างแต่เฉพาะวัดท่าจำปีเท่านั้น ทุกวัดในละแวกเดียวกัน หลวงปู่ก็ช่วยเหลือเป็นแรงสำคัญไม่ว่าถนนหนทาง อุโบสถ วิหาร เจดีย์ สะพาน หรือแม้แต่โรงเรียน โรงพยาบาล หลวงปู่ก็ให้ความอุปถัมภ์บำรุง แม้กระทั่งวัดในเขตอำเภอสันป่าตอง หรือต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัด จนไม่สามารถนำมาบรรยายได้ทั้งหมด

                หลวงปู่ครูบาดวงดี นับว่าเป็นพระเกจิอาจารย์สายครูบาศรีวิชัย ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ "กุมารทองดวงดี" ที่สร้างชื่อเสียงให้หลวงปู่มานานมากกว่า ๔๐ ปี นอกจากนั้นยังมีวัตถุมงคลอื่นๆ ในนามของท่านอีกมากมาย แพร่หลายอยู่ในวงการพระเครื่อง ซึ่งวัตถุมงคลของท่านส่วนมากจะดีเด่นทางด้านเมตตา โชคลาภ ดังเช่นประสบการณ์ของผู้บูชากุมารทองดวงดี รายหนึ่งได้บันทึกไว้ดังนี้

                เมื่อประมาณปี 2533 ข้าพเจ้าได้เช่ากุมารทองขนาดหน้าตักประมาณ 5 นิ้ว ของหลวงปู่ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี จ.เชียงใหม่ มา 1 คู่ องค์นึงมีลักษณะท่าท่างแบบเทพพนม ส่วนอีกองค์นึงลักษณะท่าทางแบบนางกวักแต่กวักทั้งสองมือ เช่ามาในราคาสมัยนั้น คู่ละ 600  บาท เมื่อได้นำมาที่บ้าน ได้ขึ้นหิ้งบูชาไว้ในห้องนอนของข้าพเจ้าและได้ถวายน้ำถวายพวงมาลัยมิได้ขาด

                ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้น หลวงปู่...บอกว่าไม่ต้องก็ได้ เพราะว่าอิ่มทิพย์แล้ว หลวงปู่...บอกว่าได้ปลุกเสก เรียกจิตเรียกนามกุมารที่เป็นเทพ และบอกว่าเมื่อเวลาเรากินอาหารอะไร ก็ให้เรียกน้องกุมารทองมากินด้วยกันกับเราก็ได้ หลังจากนำมาบูชาได้ประมาณ 2 อาทิตย์ หลังจากข้าพเจ้าได้สวดมนต์ประจำวันแล้ว และได้เล่นเกมส์กดอันเล็กๆ เพื่อคลายเครียดก่อนนอน และได้เอ่ย...(คำพูด)...เล่นๆกับน้องกุมารทองว่า... เขาเล่าลือกันว่า กุมารทองนี้ให้โชคให้ลาภกันใช่มั้ย ถ้าแน่จริงนะ...เกมส์กดที่เล่น
อยู่พอเล่นจน game over แล้ว จะเอาคะแนนที่จบเกมส์เลขท้าย 3 ตัว ไปแทงหวย ขอให้
ถูกด้วย จำได้ว่าเลข 312 ผลปรากฏว่าหวยงวดนั้นรางวัลที่ 1 สามตัวท้ายออก 312 ถูกเต็มๆ แต่ซื้อไม่เยอะเพราะว่าข้าพเจ้าไม่ใช่คนเล่นหวยอาชีพ ได้เงินมาประมาณหมื่นกว่าบาท

                หลังจากนั้นมาหลายปี...เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าได้ไปปฏิบัติธรรม...(ณ.ที่...)ได้พบกับคนที่มีร่างทรงกุมารทอง เขาทักว่ากุมารทองที่มาด้วย 2 องค์นั้นชื่อว่าอะไรเหรอ ของเขามีชื่อว่า ลูกเมฆ และ อิทธิฤทธิ์ ข้าพเจ้าได้ตอบไปว่าไม่มีชื่อหรอกครับ...ไม่ได้ตั้งไว้ เขาก็สื่อคุยกันอย่างสนุกสนาน และบอกว่าอยากมีชื่อบ้าง ขอให้ตั้งชื่อให้เขาเถอะ ข้าพเจ้าก็เลยตั้งชื่อให้เดี๋ยวนั้นเลยว่า “ลูกเทพพนม” และลูก ”เทพประทาน ตามลักษณะท่าทางของรูปปั้นบูชาของกุมารทอง เขาก็สื่อคุยกันกับร่างทรงที่มีองค์กุมารทองนั้น และได้บอกว่าชอบชื่อนี้มาก และได้บอกว่า...เวลาข้าพเจ้าไปทำบุญ และปฏิบัติธรรม เขาก็จะ
เกาะเอว...ทั้งซ้าย...ขวาไปด้วยเสมอ หลังจากนั้นมาข้าพเจ้า...ก็มีโชค และลาภอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งทำธุรกิจเป็นนายหน้าขายบ้านและที่ดิน ก็จะบนลูกกุมารทองให้สำเร็จ... ก็จะประสบผลสำเร็จ และได้ค่านายหน้าเป็นแสนๆ บาท ในครั้งนั้น...และได้ซื้อสร้อยคอทองคำให้ใส่องค์ละเส้นมาจนถึงทุกวันนี้.

                และยังมีเรื่องเกี่ยวกับกุมารทอง...อีกมากมายไว้ค่อยมาเล่าต่อ...ในภายหลัง... เรื่องนี้ขอยกความดีให้กับ...หลวงปู่ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี ขอกราบแทบเท้าหลวงปู่ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี และร่วมไว้อาลัย...หลวงปู่ด้วยครับ

                เรื่องเล่า...จากประสบการณ์จริง...ของธรรมะรักโข