Get Adobe Flash player

ครูบาเจ้าศรีวิชัย (๓๒) โดย อ.เล็ก พลูโต

Font Size:

พระครูวิเศษสารคุณ (ครูบาคำอ้าย) อดีตเจ้าอาวาสวัดบุญเรือง สถานะเดิม ชื่อ คำอ้าย นามสกุล สะเภาคำ เป็นบุตรนายทิพย์ นางคำป้อ สะเภาคำ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗ เมษายน ๒๔๕๒ ตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ เหนือ ปีระกา ที่บ้านสันป่างิ้ว ดอกคำใต้ ตำบลสันช้างหิน อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย (บ้านสันป่างิ้ว ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านดอกป๊าวหรือดอกพร้าว และเป็นบ้านบุญเรืองในปัจจุบัน) เป็นบุตรคนเดียวของนายทิพย์ กับนางคำป้อ เมื่อเกิดอายุได้ ๓ เดือน นางคำป้อก็ได้เสียชีวิตลง นายทิพย์จึงได้พาเด็กชายคำอ้าย มาอยู่กินกับนางดำ คำอ้ายได้นางดำเป็นแม่นมเลี้ยงดู และได้มีพี่น้องร่วมบิดาอีก ๓ คน คือ นายคำ นายหมาย และนางช้อย

 

 

               เมื่อเด็กชายคำอ้าย อายุได้ ๑๓ ปี ก็ได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียนที่วัดบุญเรืองกับหลวงพ่อปัญญา ได้ศึกษาหนังสือพื้นเมือง จนได้รู้พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ ๑ ปี ก็บวชเป็นสามเณร แล้วขอลาจากหลวงพ่อปัญญาออกไปปฏิบัติวิปัสสนาธรรมกับ ครูบาศรีวิชัย อยู่ที่วัดพระเจ้าตนหลวง ตำบลเวียง อำเภอพะเยา จนอายุได้ ๒๑ ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดพระเจ้าตนหลวง เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๓ เวลา ๗ นาฬิกา ๑๐ นาที โดยมีพระศรีวิไชย (ครูบาศรีวิชัย) เป็นพระอุปัชฌาย์  พระครูบาลี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูบาจุ้มเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “พระคำอ้าย อินทวํโส”

               ขณะนั้น วัดพระเจ้าตนหลวง กำลังก่อสร้างโบสถ์ และพระวิหารอยู่ พระคำอ้าย อินทวํโส ก็ได้ช่วยก่อสร้างอยู่ด้วยตลอดมา จากนั้นพระคำอ้ายก็ได้ติดตาม พระครูบาแก้ว กนฺทวํโส มาทำการก่อสร้างวัดลีนานถึง ๒ ปี แล้วติดตามครูบาแก้ว กนฺทวํโส ไปช่วยพระครูบาศรีวิชัย สร้างวัดสวนดอก ที่เชียงใหม่ ได้อีก ๑ ปีก็แล้วเสร็จ เมื่อจัดงานฉลองเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ติดตามพระครูบาศรีวิชัยไปก่อสร้างวิหารวัดศรีโสดา ต่อจากนั้นก็ได้ทำการสร้างถนนขึ้นไปสู่พระธาตุดอยสุเทพ ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตรเศษ ได้ ๑ ปี ก็เสร็จเรียบร้อย

               หลังจากที่พระครูคำอ้าย ได้ติดตามพระครูบาศรีวิชัยข้างต้นแล้ว ก็กลับมาพักที่วัดพระเจ้าตนหลวง อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ได้เวลา ๕ เดือน ก็ได้ย้ายมาที่วัดบุญเรือง (บ้านดอกพร้าว ดอกคำใต้) ได้ ๑ พรรษา คณะศรัทธาวัดแม่อิง สันป่างิ้ว มาขอนิมนต์ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดแม่อิง สันป่างิ้ว เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๘๗ อยู่บ้านแม่อิงได้ ๔ ปี ก็ได้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ สำนักตำบลดงเจน และตำบลห้วยลาน จากนั้นก็ได้กลับมาอยู่ที่วัดบ้านเกิดถิ่นเดิมคือ วัดบุญเรือง ตำบลดอกคำใต้ อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย

               ใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ พระครูพินิจธรรมประพาส ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอ ได้แต่งตั้งให้พระคำอ้าย  อินทวํโส เป็นเจ้าอาวาสวัดบุญเรือง จากนั้นก็ได้อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ และคณะศรัทธา ได้ทำการต่อเติมกุฏิ และสร้างศาลาขึ้นจนสำเร็จเรียบร้อย และทำการฉลองใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๓  ต่อจากนั้นก็ได้ปรึกษาหารือกับมัคนายก และคณะกรรมการวัด เพื่อร้องขอไปยังกรมศาสนา ขออนุญาตให้วัดบุญเรืองรับพระราชทานวิสุงคามสีมา แล้วก็ได้รับอนุญาตใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จึงทำการผูกพัทธสีมาขึ้นในปีเดียวกันนั้น ต่อจากนั้นได้เรียกมัคนายก คณะกรรมการวัด และคณะศรัทธา เข้ามาประชุมปรึกษาหารือกันอย่างพร้อมเพรียง โดยท่านได้เป็นประธานดำเนินงานก่อสร้างโรงเรียนประชาบาล ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ โดยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือใดๆ จากที่ไหนเลย ท่านได้พาคณะศิษยานุศิษย์ และคณะศรัทธาเสียสละทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ ไปตัดลากไม้จากป่ามาทำการก่อสร้างจนเสร็จ จนลูกหลานของคณะศรัทธาได้เข้าไปศึกษาเล่าเรียน และทางราชการก็ได้ส่งครูเข้ามาสอน และได้ตั้งชื่อโรงเรียนตามฉายาของท่านว่า “โรงเรียน บ้านบุญเรือง (อินทะวงศานุเคราะห์)"

               ต่อจากนั้น ท่านได้นำคณะศรัทธา มีผู้ใหญ่บ้าน ๒ หมู่บ้าน มัคนายก อาจารย์ กรรมการวัดทุกๆ คนได้ติดตามหลวงพ่อไปสร้างถนน ต่อจากบ้านทุ่งหลวงไปถึงบ้านปาง ระยะทาง ๖ กิโลเมตร จนเสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๔๙๘  จากนั้นได้นำคณะศรัทธา นักศีล นักบุญ และศิษยานุศิษย์ ขึ้นไปสร้างถังเก็บน้ำฝนที่บนดอยพระธาตุแจ้โหว้ ใน ปี พ.ศ.๒๕๐๐ จนสำเร็จเรียบร้อย ยกขึ้นถวายทานเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาสืบไป

               ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูชั้นประทวน เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ขณะนั้นท่านอายุได้ ๕๓ ปี พรรษา ๓๒ เป็นพระครูคำอ้าย อินทวํโส วัดบุญเรือง ตำบลดอกคำใต้ อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ต่อมาอีก ๑๒ พรรษา ท่านก็ได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น “พระครูวิเศษสารคุณ” สมณศักดิ์พัดยศชั้นตรี ใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๗

               ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ท่านได้เรียกผู้ใหญ่บ้าน มัคนายก อาจารย์ กรรมการวัด และคณะศรัทธาวัดบุญเรืองทุกๆ คน มาประชุมกัน ตกลงรื้อพระวิหารหลังเก่าเพื่อที่จะทำการจัดสร้างใหม่ มาจนถึงแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ ก็ได้ทำการวางศิลาฤกษ์พระวิหารหลังใหม่ขึ้นมา ด้วยอำนาจบุญบารมีของหลวงพ่อวิเศษสารคุณ ได้มีคณะศรัทธา นักศีลนักบุญหลายฝ่ายช่วยกันทำนุบำรุงจนสร้างเสร็จเรียบร้อยใน ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ทำบุญยกช่อฟ้า เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๖

               ในปี พ.ศ.๒๕๒๙ ในช่วงที่สร้างวิหารหลังใหม่อยู่นั้น หลวงพ่อพระครูวิเศษสารคุณ ได้เลื่อนสมณศักดิ์พัดยศเป็นชั้นโท เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๙ ได้ไปรับพัดยศที่วัดพระบาทมิ่งเมือง จังหวัดแพร่ คณะศรัทธา และศิษยานุศิษย์ได้จัดงานเฉลิมฉลองขึ้น เมื่อวันที่  ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๐ ถัดไปจากนี้อีก ๗ พรรษา หลวงพ่อก็ได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นสูงไปอีกจากชั้นโทเป็นชั้นเอก ในปี พ.ศ.๒๕๓๗ ถือได้ว่าครูบาคำอ้าย ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นเอก มีเพียงรูปเดียวในจังหวัดพะเยา

               หลวงพ่อพระครูวิเศษสารคุณ ได้มีโรคประจำตัวคือ ริดสีดวงทวาร ได้รักษาทั้งแผนไทยโบราณและแผนปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้หายขาดเพียงแต่ทุเลาลงเท่านั้น จึงทำให้ท่านต้องทนทรมานสังขารในการนั่งเป็นเวลานานๆ และต้องงดอาหารที่แสลงต่อโรค ต่อมาระยะหลังๆ คณะศิษยานุศิษย์จึงขอให้ท่านงดรับกิจนิมนต์ที่จะต้องไปนั่งเป็นเวลานานๆ แต่ก็มีศรัทธาญาติโยมมาหาที่วัดมิได้ขาด จนต้องขึ้นป้ายประกาศขอให้เป็นเวลาพักผ่อนของท่านตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ น. เป็นต้นไป

               เมื่อเช้าวันอังคารที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๓ ตรงกับวันพระ มีโยมอุปัฏฐาก คือ พ่อหนานจันทร์ คำมาบุตร ได้นอนเฝ้าปรนนิบัติหลวงพ่ออยู่ ซึ่งปรกติหลวงพ่อจะตื่นนอนตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ น. ทำกิจวัตรส่วนตัวเสร็จแล้วจะสวดมนต์ภาวนา พ่อหนานจันทร์เห็นผิดปกติ จึงเปิดประตูห้องเข้าไปดู เห็นหลวงพ่อลงมานอนขดอยู่ที่พื้น จึงอุ้มหลวงพ่อออกมา และเรียกศรัทธาญาติโยมที่มานอนถือศีลอยู่ในโบสถ์มาช่วยกัน ท่านมีอาการปวดศีรษะวิงเวียน และอ่อนเพลีย จึงได้พากันไปส่งที่โรงพยาบาลพะเยา เมื่อเวลา ๐๗.๐๐ น.  ได้เข้าอยู่ที่ห้อง ๒๐๕ ตึกสิริกิตต์ ตกตอนกลางคืนท่านมีอาการเพ้อละเมอ หมอมาตรวจพบว่าท่านมีอาการความดันสูงมากถึง ๒๔๐ หมอให้ยาลดความดัน ท่านก็หลับไปประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง ท่านก็ตื่นนอน หมอวัดความดันอีกครั้งก็ยังไม่ลดลง จึงให้ท่านทานยาลดเพิ่มอีก

               เมื่อเช้าวันอังคารที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๓ ตรงกับวันพระ มีโยมอุปัฏฐาก คือ พ่อหนานจันทร์ คำมาบุตร ได้นอนเฝ้าปรนนิบัติหลวงพ่ออยู่ ซึ่งปรกติหลวงพ่อจะตื่นนอนตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ น. ทำกิจวัตรส่วนตัวเสร็จแล้วจะสวดมนต์ภาวนา พ่อหนานจันทร์เห็นผิดปกติ จึงเปิดประตูห้องเข้าไปดู เห็นหลวงพ่อลงมานอนขดอยู่ที่พื้น จึงอุ้มหลวงพ่อออกมา และเรียกศรัทธาญาติโยมที่มานอนถือศีลอยู่ในโบสถ์มาช่วยกัน ท่านมีอาการปวดศีรษะวิงเวียน และอ่อนเพลีย จึงได้พากันไปส่งที่โรงพยาบาลพะเยา เมื่อเวลา ๐๗.๐๐ น.  ได้เข้าอยู่ที่ห้อง ๒๐๕ ตึกสิริกิตต์ ตกตอนกลางคืนท่านมีอาการเพ้อละเมอ หมอมาตรวจพบว่าท่านมีอาการความดันสูงมากถึง ๒๔๐ หมอให้ยาลดความดัน ท่านก็หลับไปประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง ท่านก็ตื่นนอน หมอวัดความดันอีกครั้งก็ยังไม่ลดลง จึงให้ท่านทานยาลดเพิ่มอีก

               จนกระทั่งเช้าวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ เวลาประมาณ ๐๘๐๐-๐๙.๐๐ น. ท่านก็ฉันอาหารที่ทางโรงพยาบาลจัดให้ เวลาเพลท่านก็ฉันอาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ และฉันก๋วยเตี๋ยวที่โยมยุวรี นำมาถวายจนหมด แต่สังเกตุดูท่านเหมือนเป็นคนโรคประสาท คณะศรัทธาญาติโยมที่เฝ้าปรนนิบัติจึงปรึกษากับ นายแพทย์อนันต์ มาลัยรุ่งสกุล ขอย้ายไปที่อื่น เวลา ๑๕ นาฬิกาเศษ จึงได้ย้ายไปยังโรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊ค เชียงราย ถึงเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา ปรากฏว่าไม่มีห้องพิเศษ ต้องไปอยู่ห้องรวมโดยใช้ผ้ากั้น หมอตรวจดูว่าท่านมีอาการอ่อนเพลียต้องให้ยา และน้ำเกลือ และให้พักผ่อน

               จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ท่านมีอาการเพ้อคลั่ง หมอมาตรวจอาการก็ให้พยาบาลเอาไปอยู่ห้องพักฟื้น วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๓  เวลา ๐๗.๐๐ น. หมอได้เอาไปเอ๊กชเรย์คอมพิวเตอร์ บอกว่า ท่านมีน้ำคั่งในสมอง จำเป็นต้องเจาะเอาน้ำออก รุ่งขึ้นเช้าวันที่ ๑๓  สิงหาคม ๒๕๔๓ หมอก็เอาไปเอ๊กชเรย์อีก คณะศรัทธาบางคนก็เห็นว่าไม่สมควรเจาะ เพราะท่านอายุมากแล้วไม่มีกำลังพอ หลายคนก็บอกว่าอยู่ในดุลยพินิจของหมอ เขาเห็นว่าเจาะได้จึงเจาะ ตกลงจึงเซ็นอนุญาตให้เจาะ ต้องเย็บถึง ๓๔ เข็ม หลังจากเจาะแล้วท่านก็ไม่รู้สึกตัว คงมีแต่ลมหายใจ และการตอบรับทางสัมผัสมือบ้างเท่านั้น

         เช้าวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๓ หมอมาตรวจดูการหายใจว่าใช้สายยางช่วยไม่พอ ต้องเจาะที่คอเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น วันที่ ๑๕ - ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๓ หมอก็บอกว่าต้องรอพักฟื้น ต้องใช้เวลาหน่อย เวลาผ่านไป วันที่ ๑๗ - ๑๘ - ๑๙ - ๒๐ - ๒๒ -๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๓ อาการก็มีแต่ทรงกับทรุดไม่ดีขึ้นมาเลย บรรดาศรัทธาญาติโยมทั้งใกล้ไกลต่างพากันไม่เยี่ยมไม่ขาดสาย ในแต่ละวันบรรดาศิษยานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดได้ปรึกษากันว่า ท่านมีอาการอ่อนเพลียลงไปมาก จะย้ายไปที่อื่นอีกก็คงจะลำบาก เพราะต้องกระทบกระเทือนหนัก เห็นควรจะเอากลับมาที่วัด

               วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ทางโรงพยาบาลก็จัดรถพร้อมอุปกรณ์ และพยาบาล นำท่านกลับมายังวัดบุญเรือง เมื่อเวลา ๑๑.๓๐ น. นำท่านขึ้นบนเตียงที่ทางวัดจัดเตรียมรอไว้ เมื่อพยาบาลถอดเครื่องช่วยหายใจออก ชีพจรของท่านก็เริ่มอ่อนลงๆ และหมดไปเมื่อเวลา ๑๓.๓๙น. ด้วยอายุ ๙๑ ปี ๖๙ พรรษา เหลือไว้เพียงเรือนร่างอันไร้วิญญาณ และคุณงามความดีของท่านเท่านั้น ขอให้ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของท่าน จงไปสู่สุคติ ในสัมปรายภพบนสรวงสวรรค์ อันมีพระนิพพานเป็นที่สุดด้วยเทอญ