Get Adobe Flash player

ครูบาเจ้าศรีวิชัย (๓๓) โดย อ.เล็ก พลูโต

Font Size:

หลวงปู่ครูบาอินทร์ อินโท วัดฟ้าหลั่ง เชียงใหม่ “พระครูวรวุฒิคุณ” หรือ “หลวงปู่ครูบาอิน อินโท” หรือ “ครูบาฟ้าหลั่ง-ฟ้าลั่น” อมตะ มหาเถราจารย์แห่งนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ผู้สูงยิ่งด้วยศีล จริยาวัตร และพุทธาคม เชี่ยวชาญสรรพวิชาตามตำราโบราณล้านนา จนเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป ดังคำกล่าวของบรรดาพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ว่า

 

               ขอเธอจงไปกราบครูบาอินที่เชียงใหม่ และขอศึกษาวิชาจากท่านให้ดีๆ เถิด ท่านเป็นพระผู้เก่งกล้าสามารถมากจริงๆ เป็นคำกล่าวของ หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร วัดโฆสิตาราม บ้านบ้านเเค ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท หลวงปู่คือพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่ง ที่หลวงพ่อกวย สั่งให้ อ.ตั้วไปเรียนวิชาให้ได้คือ

               1.หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน

               2.ครูบาอิน วัดฟ้าหลั่ง

               ดีอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว พระของครูบาอิน ไม่ต้องเสกอะไรอีกแล้ว เป็นคำกล่าวของ หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

               “จิตของครูบาอิน ประภัสสรยิ่งแล้ว” เป็นคำกล่าวของหลวงพ่อชม วัดโป่ง จังหวัดชลบุรี

               “ครูบาอิน ท่านมีจิตมีจิตบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งเลยทีเดียว” เป็นคำกล่าวของครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา (ครูบาวงศ์) วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

               “หลวงปู่ครูบาอิน วัดฟ้าหลั่งนั้น ดีที่หนึ่งเลย” เป็นคำกล่าวของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง ตำบลบ้านถ้ำ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

               ครูบาอินท่านเป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบนะ เป็นคำกล่าวของ หลวงพ่อดาบส สุมโน อาศรมไผ่มรกต บ้านลูกกลอน ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ฯลฯ

               ประสบการณ์แคล้วคลาด กองทัพอากาศกองบิน 41 เหยียบกับระเบิดแล้วไม่ระเบิด และอีกมากมาย ในสมัยตอนที่ท่านยังดำรงธาตุขันธ์ งานที่วัดฟ้าหลั่ง กองบิน 41 เชียงใหม่ จะนำเฮลิคอปเตอร์ โปรยดอกไม้ เพื่อบูชาท่านจากบนฟากฟ้า ซึ่งชาวเชียงใหม่ ต่างทราบกันดี ครับ

               ประสบการณ์เฉียดตาย หลวงปู่ช่วยชีวิตจากเหตุ โรงงานระเบิดที่สันป่าตอง เมื่อประมาณปี ๒๕๔๓ มีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นข่าวครึกโครมตามหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นก็คือเหตุการณ์โรงงานอบลำไยระเบิด ทำให้คนงานที่กำลังทำงานอยู่ในโรงงานเกือบ ๕๐ คน ซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติเกือบทั้งหมดเสียชีวิตในทันที และในสภาพที่เรียกว่าอวัยวะฉีกขาดไปคนละทิศละทาง แรงระเบิดยังสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนในละแวกนั้นเสียหายในรัศมีเกือบ ๑กิโลเมตร บ้านเรือนบางหลังพังทลายลง บางแห่งฝาบ้านหลุดปลิวไปตามแรงระเบิด ต้นไม้ล้มระเนระนาด สร้างความเสียหายอย่างไม่อาจที่จะประเมินได้

               เหตุการณ์แก๊สอบลำไยระเบิด ที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลวงปู่ครูบาอิน เพราะในวันที่เกิดเหตุนี้เอง คุณจตุชัย มหาวงศนันท์ ซึ่งมีบ้านอยู่ที่ในตัวเมืองเชียงใหม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปกราบหลวงปู่ครูบาอินที่วัดฟ้าหลั่ง ซึ่งอยู่เลยอำเภอสันป่าตองไปหลายกิโลเมตร โดยภายหลังที่ได้ทำบุญไหว้สาท่านครูบาเป็นอันที่เรียบร้อย และเตรียมตัวจะลากลับแล้วนั้น หลวงปู่ครูบาอินก็สั่งเสียงเข้มมาทีเดียวว่า

               ยังไม่ต้องกลับ... อยู่ที่นี่ก่อน !?!”

               ก็ลองครูบาอาจารย์มีบัญชาออกมาดังนี้ ใครเลยจะกล้าขัดได้ คุณจตุชัยก็เลยมีอันต้องลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ตรงที่เก่าอย่างงงๆ ด้วยไม่เข้าใจความนัยในคำสั่งนั้น แต่สักครู่พลันก็เกิดเหตุการณ์ผิดปกติธรรมดาบังเกิดขึ้นในทันที

               “บึ๊ม........” !!!! “เช้ง.......” !!!! “เปรี๊ยะ........”

               โดยไม่ทันตั้งตัว เสียงกระจกหน้าต่างกุฏิของหลวงปู่ครูบาอินก็ลั่นเปรี๊ยะจนจวนเจียนจะตกอยู่กราวใหญ่ ต่างคนที่อยู่ ณ ที่นั้นก็ต่างตะลึงไปทั่ว สักครูหลวงปู่ครูบาฟ้าหลั่งก็บอกกับคุณจตุชัยว่า

               “เอาละ.... กลับได้แล้ว”

               เมื่อได้ฟัง คุณจตุชัยก็ลากลับออกมาจากวัดอย่างงงๆ ต่อเมื่อขี่รถมอเตอร์ไซค์มาถึงอำเภอสันป่าตอง จึงได้เข้าใจ ในรัศมีกว้างไกลนับเป็นกิโลเมตร รวมทั้งบริเวณถนนสายเชียงใหม่-ฮอด สู่วัดหลวงปู่ครูบาอินนั้น แทบราบเรียบพนาสูรด้วยแรงระเบิดอย่างมหาศาลจากแก๊สอบลำไย จนแทบไม่เหลือชิ้นดี แม้กระทั่งพระประธานในวัดแสงสว่าง ที่อยู่ห่างจากบริเวณโรงงานประมาณ ๒๐๐ เมตร พระวิหารถึงกับพังพินาศ พระพุทธรูปบางองค์ถึงกับพระเศียรขาดหายไป ด้วยแรงระเบิดที่รุนแรงที่สุด อย่างน่าสลดใจ และสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง

               ก็ขนาดวัดฟ้าหลั่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุกว่า ๑๐ กิโลเมตร ก็ยังสะเทือนเปรี๊ยะไปทีเดียว และถ้าหลวงปู่ครูบาอินท่านไม่ยับยั้งให้คุณจตุชัยไม่ให้รีบกลับแล้ว เชื่อแน่ได้ว่า คุณจตุชัยอาจจะขับรถเข้ามา อยูในรัศมีทำลายล้างประลัยโลกที่อำเภอสันป่าตองในคราวนั้นอย่างพอดีเป็นแน่นอน เรียกว่า ถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต หรือหาซากไม่เจออย่างไม่ต้องสงสัย

               เหตุการณ์ที่คุณจตุชัย มหาวงศนันท์ ได้สัมผัสด้วยตนเองครั้งนี้ อาจจะเป็นเพียงแค่ ความบังเอิญ” ที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้ หรือออาจจะเป็นญาณทัศนะ และบุญพระอริยเจ้าอันประเสริฐสุดแห่งองค์หลวงปู่ครูบาอิน อินฺโท ที่ได้คุ้มเกล้า คุ้มกระหม่อมลูกศิษย์ลูกหาของท่าน จะด้วยเหตุผลใดคงไม่มีใครบอกได้ เหลือทิ้งไว้เพียงข้อคิดเตือนใจว่า ชีวิตของคนเรานั้น ยามจะหลับตาลาขันธ์ไป มันช่างเกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก ลูกศิษย์ลูกหาทุกคนจงหมั่นสร้างกุศลผลบุญไว้ เพื่อความดีนั้นจะได้ปกปักรักษา และเมื่อถึงวันที่ต้อง หลับตาลาจากโลกนี้ไป” บุญกุศลจะได้นำท่านไปสู่ภพภูมิที่ดีต่อไป

               หลวงปู่ครูบาอิน อินฺโท ถือเป็นพระเถระสำคัญผู้เจริญด้วยพรรษาสูงแห่งเชียงใหม่ อีกทั้งยังเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและเมตตาธรรม ที่มีให้แก่ผู้เคารพนับถือตราบวาระสุดท้ายของชีวิต อันเป็นเหตุให้สมควรนำเถรประวัติและคำสอนของท่านมาเผยแพร่ แม้ท่านจะไม่ได้เป็นศิษย์สายตรงของครูบาเจ้าศรีวิชัย แต่ท่านก็ให้ความเคารพนับถือท่านครูบาศรีวิชัยประดุจหนึ่งอาจารย์ และมีส่วนร่วมในการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพอีกด้วย

               พระครูวรวุฒิคุณ หรือ หลวงปู่ครูบาอิน อินโท (ครูบาฟ้าหลั่ง) มีชื่อเดิมว่า อิน วุฒิเจริญ เป็นบุตรของพ่อหนุ่ม แม่คำป้อ เขียวคำสุข ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๖ (ตรงกับวันเสาร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๓ เหนือ ปีเถาะ) ณ บ้านทุ่งปุย ตำบลยางคาม อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (ปีที่ครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓) โดยเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในขณะนั้นคือ เจ้าอินทรวโรรสสุริยวงษ์ (ครองเมืองเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๕๒)

               พระครูวรวุฒิคุณ หรือ หลวงปู่ครูบาอินได้เล่าชีวประวัติของท่านว่า ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คนด้วยกัน คือ

               ๑. นายแก้ว  เขียวคำสุข  ๒. พระครูวรวุฒิคุณ (อิน วุฒิเจริญ) ๓. นางกาบ  ใจสิทธิ์ ๔. พ่อหนานตัน เขียวคำสุข  ๕. นางหนิ้ว ธัญญาชัย

               พระครูวรวุฒิคุณอธิบายถึงเรื่องที่ท่านใช้นามสกุลต่างไปจากบิดามารดา และพี่น้องว่า เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีการใช้นามสกุล เมื่อมาเริ่มใช้ในสมัยหลัง (รัชกาลที่ ๖) ต่างคนต่างก็ตั้งนามสกุลกันเอง ตัวท่านบวชอยู่ ท่านก็แต่งนามสกุลเองว่า “วุฒิเจริญ” เพื่อให้เป็นความหมายมงคลในความเจริญในพระพุทธศาสนา

               ท่านเล่าว่า ท่านเติบโตมาในครอบครัวชาวนา ชีวิตในวัยเด็กก็เรียบง่ายไม่ต่างไปจากเด็กสมัยนั้นโดยทั่วไป คือช่วยเหลือครอบครัวทำงาน พออายุได้ ๑๑-๑๒ ปี ก็ไปอยู่วัดเพื่อเรียนหนังสือ ท่านว่าสมัยก่อนเด็กอายุเท่านี้ก็ยังดูเป็นเด็กอยู่ ตัวไม่ใหญ่โต เนื่องจากสมัยก่อนเด็กกินนมแม่ ไม่ได้บำรุงด้วยนมวัวเช่นในปัจจุบัน เมื่อมีลูกศิษย์ถามถึงอุปนิสัยในวัยเด็กของท่านว่ามีแววอย่างไรบ้าง ถึงทำให้ท่านบวชอยู่ในพระพุทธศาสนานานจนถึงทุกวันนี้ ท่านตอบแต่เพียงว่าท่านก็มีความเมตตาเอ็นดูสัตว์ ไม่เคยทรมานสัตว์

               ท่านกำพร้าพ่อก่อนที่จะเข้าไปอยู่ในวัดทุ่งปุย พ่อของท่านเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่มอยู่ ท่านว่าอายุประมาณ ๕๐ ปี โยมแม่จึงต้องรับพาระในการเลี้ยงดูบุตรธิดา โดยมีพี่ชายคนโตของท่านเป็นหลักช่วยครอบครัว ส่วนท่านเอง หลังจากเข้ามาเป็น “เด็กวัด” ที่วัดทุ่งปุย (วัดคันธาวาส) ตำบลยางคาม ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้าน แล้วท่านก็อยู่ในบวรพุทธศาสนามาโดยตลอด

               ชีวิตการเป็นเด็กวัดสมัยก่อน คือ การอยู่วัด นอนวัด ช่วยทำงานในวัด อุปัฏฐากครูบาอาจารย์ไปพร้อมๆ กับการศึกษาเล่าเรียน การเรียนเบื้องต้นจะเรียนตัวเมือง (ภาษาล้านนา) และเรียนสวดมนต์บทต่างๆ โดยมีพระภิกษุเป็นผู้สอน

               กิจวัตรประจำวันของเด็กวัดอย่างท่าน ตามที่ท่านได้เล่าให้ฟังก็คือ เช้าไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้วก็ไปทวนหนังสือที่ศาลา สมัยก่อนเรียนด้วยกระดานดำ ครูเขียนให้ท่อง เมื่อจำได้แล้วก็ลบเพื่อต่อเรื่องใหม่ ทุกครั้งที่ต่อเรื่องใหม่ ครูผู้สอนจะให้ท่องของเก่าก่อน ถ้าท่องได้ถึงจะต่ออันใหม่ให้

               ที่จริงแล้วการเรียนภาษาล้านนา และบทสวดมนต์ต่างๆ ของเด็กวัด ก็คือพื้นฐานของการบวชเณร ธรรมเนียมปฏิบัติของคนล้านนาในอดีต นิยมบวชเณรมากกว่าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ คนที่จะบวชเณรได้จะต้องเป็นเด็กวัดก่อนสักหนึ่งหรือสองปี เพื่อศึกษาเตรียมตัว หลวงปู่ครูบาอินท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๔ ปี เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๐ โดยมีเจ้าอธิการยศ (ครูบามหายศ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่วัดทุ่งปุยและอยู่ร่วมกับพระเณรรูปอื่นๆ ซึ่งในสมัยนั้น เณรจะมีมากกว่าพระ ซึ่งที่วัดทุ่งปุยมีเณรประมาณ ๑๐-๒๐ รูป

               ตอนที่เป็นเณร นอกจากเรียนภาษาล้านนาต่อแล้ว ท่านก็หัดสวดมนต์ ๑๕ วาร สวดแผ่เมตตาและอีกหลายๆ อย่าง ครูจะเขียนใส่กระดานให้ท่อง พอท่องได้ก็ลบต่อใหม่ การเรียนที่วัดช่วงค่ำ ค่อนข้างลำบาก เพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องใช้น้ำมันจุดตะเกียงดูหนังสือ เด็กวัด และพระเณรแต่ละคนแต่ละรูปต้องหมั่นท่องจำบทสวดมนต์ต่างๆ ให้ขึ้นใจ ซึ่งวิธีการที่ครูบาอาจารย์จะตรวจสอบดูว่าเณรองค์ใดขยันหมั่นเพียรในการเรียนก็คือ อาจารย์จะจัดเวรให้เณรผลัดเปลี่ยนกันนำสวดมนต์ องค์ใดสวดช้า ติดขัด ครูอาจารย์จะฟาดหลังด้วยไม้เรียว เณรน้อยยังเป็นเด็ก ก็อดที่จะกลัวฤทธิ์ไม้เรียวไม่ได้ ฉะนั้นเวลาครองผ้า เณรบางองค์จะแอบเอาอาสนะรองนั่งซุกไว้ทางด้านหลัง เอาจีวรครองทับแล้วรัดอกแน่นๆ เผื่อโดนฟาดจะได้ไม่เจ็บนัก แต่ครูบาอินท่านไม่เคยทำ ท่านเล่าว่าเวลาฟาดจะมีเสียงดัง ครูบาอาจารย์ท่านก็ทราบแต่ก็ยิ้มเสีย ไม่ว่าอะไร ครูบาอินเองท่านก็เคยโดยฟาดอยู่ครั้งหนึ่งเหมือนกัน