Get Adobe Flash player

หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ (๑) โดย พระเล็ก

Font Size:

                หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ท่านได้รับการถ่ายทอดพุทธาคม วิชาไสยเวทย์ต่างๆ จากหลวงปู่ทิม อิสริโก อย่างหมดสิ้น และยังได้ร่วมนั่งปรกปลุกเสกกับหลวงปู่ทิมอยู่หลายครั้ง บางครั้งหลวงปู่ทิมได้มอบหมายให้หลวงพ่อสาครนั่งปรกแทนท่านอยู่หลายครั้งอย่างไว้วางใจ ลูกศิษย์ได้ถามหลวงปู่ทิมว่า

                "หากสิ้นหลวงปู่แล้วพวกกระผมจะพึ่งพิงพระองค์ใดได้บ้างครับ"

                หลวงปู่ทิมได้กล่าวไว้ว่า "โน่น ท่านสาคร เขาเรียนของนี่ไว้เยอะ" (หลวงปู่ทิมท่านใช้สรรพนามแทนตัวท่านว่า "นี่")

                และแล้วกาลเวลาได้พิสูจน์คำพูดของหลวงปู่ทิมว่า "เป็นจริงแท้" วัตถุมงคลหลายรูปแบบ ที่หลวงพ่อสาครสร้างและปลุกเสกนั้น ใช้แทนของหลวงปู่ทิมผู้เป็นอาจารย์ได้จริงๆ ตอนนี้วัตถุมงคลของหลวงปู่ทิม ที่ท่านทันปลุกเสก ถ้าใครหามาบูชาได้ในราคาต่ำกว่า ๕ พันบาท ก็นับว่ายอด โดยเฉพาะวัตถุมงคลที่ออกจากวัดละหารไร่โดยตรงนั้น หลักหมื่นบาท ไปจนถึงหลักหลายล้านบาทเลยทีเดียว

                พระครูมนูญธรรมวัตร หรือ หลวงพ่อสาคร ศิษย์เอกผู้สืบทอดพุทธาคมจากหลวงปู่ทิม อิสริโก ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ในด้านเวทย์มนต์คาถาอาคม และวิชาแพทย์แผนโบราณมาตั้งแต่เด็กๆ นามเดิมว่า สาคร ไพสาลี เกิดในตระกูลชาวไร่-ชาวนา เมื่อวันอังคาร แรม ๙ ค่ำ เดือน ๓ ตรงกับวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ ซึ่งตรงตามคติโบราณที่ว่า บุคคลนั้นจะมีความพิเศษอยู่ในตัว หากถือปฏิบัติก็จะพบกับความสำเร็จเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป หากร้ายก็จะร้ายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และบุคคลที่เกิดในราศีนี้จิตจะฝักใฝ่ด้านไสยศาสตร์เวทย์มนต์คาถา

                โยมบิดาท่านชื่อ นายกุ โยมมารดาชื่อ นางนิด หลวงพ่อสาครเกิดที่บ้านท้ายทุ่ง หมู่ ๒ ต.หนองกรับ อ.บ้านค่าย (บ้านท้ายทุ่งแห่งนี้เป็นสถานที่เดียวกับบ้านเกิดของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่) หลวงพ่อสาคร มีพี่น้องทั้งหมด ๒ คนคือ.นางอยู่ ไพสาลี.หลวงพ่อสาคร

                ท่านได้เข้าศึกษาเบื้องต้นในชั้นประถมปีที่ ๑ เมื่ออายุได้ ๕ ปีที่โรงเรียนวัดหนองกรับ จนจบชั้นประถมปีที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้ออกมาช่วยโยมบิดา-มารดาประกอบอาชีพทำนา และเมื่อมีเวลาว่างก็จะออกเดินทางไปบ้านละหารไร่ เพื่อศึกษาวิชาไสยศาสตร์กับโยมหล่อ และโยมทัต ซึ่งทั้งสองถือว่าเป็นผู้เรืองวิชาอาคมในสมัยนั้น และเข้าปฏิบัติหลวงปู่ทิมอยู่เป็นนิจ ซึ่งนับว่าเป็นศิษย์รุ่นเยาว์ที่หลวงปู่ให้ความเมตตาเรียกใช้อยู่เสมอ ด้วยนิสัย และความสนใจด้านไสยศาสตร์มาแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นจึงเป็นคนหนุ่มที่มีวิชาอาคมติดตัว แต่ก็ไม่ได้ใช้วิชาที่ได้ร่ำเรียนมาไปทำร้ายใคร กลับมีแต่ช่วยเหลือเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันมาตลอด

                เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี โยมมารดา และญาติพี่น้องจึงได้ร่วมกันจัดพิธีอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุที่วัดหนองกรับ เมื่อวันพุธที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๐๑ โดยมี พระครูจันทโรทัย (หลวงพ่อดิ่ง) เป็นพระอุปัชฌายะ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอธิการเคียง วัดไผ่ล้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "มนุญโญ เมื่ออุปสมบทแล้วได้เดินทางไปจำพรรษาที่วัดละหารไร่ และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่ทิม เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และพุทธาคมจากหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ อย่างจริงจัง จึงได้รับ การถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงปู่ทิมจนหมดสิ้น โดยมิได้ปิดบังแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเรียนได้กระจ่างชัดรู้จริง สามารถปฏิบัติได้

                เมื่อมีความเชี่ยวชาญในพระคาถาต่างๆ ที่เรียนแล้วด้วยใจรักในด้านนี้ จึงได้เสาะแสวงหาศึกษาวิชาอาคมจาก หลวงพ่อเพ่ง สาสโน วัดละหารใหญ่ ซึ่งหลวงพ่อเพ่งรูปนี้เดิมเป็นมหาดเล็กในเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ฯ จึงได้ศึกษาวิชาอาคมจาก หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า มีวิชาด้านคงกระพันเป็นเยี่ยม เขียนอักขระลงบนแผ่นตะกั่วเพียงตัวเดียวให้คนทดลองยิงก็ยิงไม่ออก เมื่อหลวงพ่อสาคร ได้ศึกษาวิชาอาคมจากหลวงพ่อเพ่งเป็นอย่างดีแล้ว ก็ได้รับคำแนะนำจากหลวงปู่ทิมให้ไปศึกษาวิชาจาก หลวงปู่หิน วัดหนองสนม ซึ่งหลวงพ่อสาครก็ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่หินถ่ายทอดวิชาให้เป็นอย่างดี หลังจากศึกษาวิชาอาคมจากหลวงปู่หินแล้ว หลวงพ่อสาคร ก็เดินทางไปศึกษาวิชากับ หลวงปู่โสม วัดบ้านช่อง อ.พานทอง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพระที่มีวิชาอาคมแก่กล้าอีกองค์หนึ่งของภาคตะวันออก หลวงพ่อสาคร ก็ได้ศึกษาจนกระทั่งจบวิชาความรู้ต่างๆ ด้วยนิสัยใฝ่รู้หมั่นศึกษา

                หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากบรรดาเกจิอาจารย์ต่างๆอีกหลายองค์ อาทิ

                พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้เดินทางไปศึกษากับ อาจารย์เชียงคำ ที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า

                พ.ศ. ๒๕๐๖  ศึกษากับ อาจารย์สิน วัดนาวัง อ.บางละมุง ชลบุรี

                พ.ศ. ๒๕๑๘  เดินทางไปศึกษากับ อาจารย์สุพจน์ ที่ประเทศเขมร

                พ.ศ. ๒๕๒๓ ศึกษากับ พระอาจารย์สุมล คำเสียง ที่จังหวัดศรีษะเกษ

                พ.ศ. ๒๕๒๕ ศึกษากับ หลวงพ่อบุญเย็น วัดแจ้งนอก จ.นครราชสีมา

                พ.ศ. ๒๕๒๖ ศึกษากับ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

                พ.ศ. ๒๕๒๗ ศึกษากับ หลวงพ่ออาคม วัดดาวนิมิตร จ.เพชรบูรณ์

                พ.ศ. ๒๕๒๘ ศึกษากับ หลวงพ่อบึม วัดปราสาททอง จ.ปราจีนบุรี

                ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ พระครูเกลี้ยง ธรรมถีโย เจ้าอาวาส ลำดับที่ ๙ วัดหนองกรับ ได้มรณภาพลง ทายกทายิกา ชาวบ้านหนองกรับ ได้เดินทางไปหาหลวงปู่ทิม ที่วัดละหารไร่ เพื่ออาราธนาหลวงพ่อสาคร มนุญโญ ให้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองกรับ หลวงปู่ทิมได้อนุญาต หลวงพ่อสาคร จึงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองกรับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ถึงแม้ว่า หลวงพ่อสาครท่านจะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองกรับ ก็มิได้ทอดทิ้งหลวงปู่ทิม ผู้เป็นอาจารย์ ยังคงเดินทางไปกราบนมัสการดูแลหลวงปู่อยู่เสมอจนกระทั่งหลวงปู่ทิมได้มรณภาพ ลงในปี ๒๕๑๘ หลวงพ่อสาคร ก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการจัดบำเพ็ญกุศลศพหลวงปู่ทิมอย่างเต็มที่ สมกับที่เป็นศิษย์ก้นกุฏิอย่างแท้จริง จนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาอื่นๆ ของหลวงปู่ทิมกล่าวยกย่องชมเชยหลวงพ่อสาครกันทั่ว หลวงพ่อสาครนอกจากจะสนใจศึกษาวิชาอาคมต่างๆ แล้ว ท่านก็มิได้ทอดทิ้งในด้านการศึกษาพระธรรมวินัย และเมื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองกรับ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า ๒๐๐ ปี และเคยถูกไฟไหม้เผากุฏิเสนาสนะสงฆ์จนวอดวาย ท่านก็มิได้ดูดาย เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสก็ได้บูรณะ และสร้างเสนาสนะใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชนได้ใช้ปฏิบัติศาสนกิจต่อไปอีกด้วย

                ความสามารถพิเศษของหลวงพ่ออีกอย่างหนึ่ง คือ มีความชำนาญในด้านปฏิมากรรม และวิจิตรศิลป์ การแกะสลัก การปั้นลวดลาย และวาดภาพฝาผนัง ตลอดจนการลงรักปิดทอง ท่านจึงได้ลงมือบูรณะ และก่อสร้างเสนาสนะถาวรวัตถุต่างๆ ด้วยตัวท่านเอง  

                หลวงพ่อสาคร ได้สร้างพระเครื่อง วัตถุมงคล และเครื่องรางของขลังขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มีด้วยกันสองพิมพ์ พิมพ์แรกเป็นสมเด็จรัศมีมีเนื้อผงใบลานเก่าสีดำ หลวงพ่อได้นำใส่บาตรแล้วเผาไฟ ทำให้มีเนื้อแกร่ง และอีกพิมพ์หนึ่งเป็นรูปปั้นหลวงปู่ทิม เนื้อผงใบลานสีดำเนื้อเดียวกับสมเด็จพิมพ์รัศมีหลวงพ่อสาคร ได้นำออกมาแจกแก่ญาติโยมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ในงานทอดผ้าป่า พระชุดนี้ได้ก่ออภินิหารอย่างมากมาย ช่วยคุ้มครองชีวิตแก่ผู้นำติดตัวมาแล้วหลายราย

                ต่อมาใน ปี ๒๕๒๔ หลวงพ่อสาคร ได้นำผงปัถมัง, ผงอิทธิเจ ที่ท่านเขียนเลขยันต์อักขระต่างๆ  ผงของของหลวงปู่ทิม, ผงอิทธิเจหลวงพ่อเพ่ง วัดละหารใหญ่, ผงปัดตลอดอาจารย์ภูเมือง, ผงพุทธคุณหลวงพ่อสิม วัดถ้ำผาปล่อง, ผงพุทธคุณครูบาคำหล้า จ.เชียงใหม่, ผงพุทธคุณอาจารย์มั่น, ผงวิเศษหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก และผงของเกจิอาจารย์ต่างๆ ที่หลวงพ่อได้ไปศึกษามา หลวงพ่อสาคร ได้นำผงเหล่านี้มาสร้างเป็น สมเด็จพุทธนิมิต ซึ่งเป็นพระประธานในอุโบสถวัดหนองกรับ หลังจากสร้างออกมาแล้วก็เป็นที่ฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทหารนาวิกโยธินนายหนึ่ง ได้เหยียบกับระเบิดจนตัวลอยละลิ่ว เมื่อเพื่อนๆ วิ่งไปดูทหารคนนั้น กลับไม่เป็นอะไรเลย ในคอคล้องสมเด็จพุทธนิมิตองค์เดียวเท่านั้น จึงยกโขยงมาขอสมเด็จพุทธนิมิตจากหลวงพ่อสาครไปเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นหลวงพ่อได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นอีกหลายพิมพ์ ซึ่งก็ล้วนมีประสบการณ์ทั้งสิ้น จนทำให้วัตถุมงคลเหล่านี้หมดไปจากวัดอย่างรวดเร็ว

                ในปี ๒๕๒๔ หลวงพ่อสาคร ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท ในราชทินนาม "พระครูมนูญธรรมวัตร" ท่านได้สร้าง เหรียญปิดตา รุ่นฉลองสมณศักดิ์ ขึ้น ด้านหลังเป็นยันต์ห้า เหรียญรุ่นนี้เป็นที่โจษขานกันมาอีกรุ่นหนึ่ง ในบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในจังหวัดระยอง เพราะทำให้มีฐานะดีขึ้นมาทุกวันนี้ เพราะเหรียญปิดตาหลวงพ่อสาครนี่แหละ หลวงพ่อสาครนับว่าเป็นที่เจริญรอย ตามคณาจารย์โดยแท้ด้วยศีลลาจารวัตรที่งดงามอีกรูปหนึ่ง ท่านเป็นพระที่สมถะ มากด้วยพระธรรมวินัย และมีอาคมอันแก่กล้านับว่าท่านเป็นเพชรน้ำเอกอีกรูปหนึ่ง ที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ ท่านเป็นพระผู้สืบสานอาคมจากหลวงปู่ทิมผู้เป็นอาจารย์อย่างมิขาดตกบกพร่อง

                หลวงพ่อสาคร ท่านถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๐๐.๔๕ น. ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กรุงเทพมหานคร ด้วยโรคถุงลมโป่งพอง สิริอายุได้ ๗๕ ปี ๕๕ พรรษา ยังความตกตะลึงอย่างไม่คาดคิด และเศร้าโศกเสียใจแก่บรรดาศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก ครั้งสุดท้ายที่ท่านเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ปีเดียวกัน นับได้เพียง ๑๔ วันเท่านั้น

                ทางวัดได้จัดให้มีพิธีรดน้ำศพโดย พระราชสิทธินายก เจ้าคณะจังหวัดระยอง ได้ดินทางมาเป็นประธานในพิธี และได้มีการสวดอภิธรรม ตั้งแต่วันที่ ๑๘ - ๒๖ ก.ย. รวมทั้งหมด ๙ คืน โดยได้บรรจุเก็บศพไว้ที่วัดหนองกรับเป็นเวลา ๑๐๐ วัน เพื่อให้ญาติโยม และลูกศิษย์เข้ามากราบไหว้สรีระของหลวงพ่อสาคร     

                เมื่อครบกำหนด ๑๐๐ วัน ทางวัดได้ทำการเปิดโลงบรรจุศพ ก็พบสิ่งมหัศจรรย์ คือ ร่างของหลวงพ่อสาคร ไม่เน่าไม่เปื่อย สภาพคล้ายตอนยังมีชีวิตอยู่ คณะกรรมการวัดจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกัน และมีมติที่จะเก็บรักษาร่างของท่านไว้ในโลงแก้ว เพื่อให้สาธุชนได้เดินทางมากราบไหว้ต่อไป