Get Adobe Flash player

แมว เทพเจ้าแห่งลาภผล (๔)

Font Size:

แมวกวัก ญี่ปุ่น - เทวรูปแมว เทพีบาสเซ็ท อียิปต์

คนญี่ปุ่น กับ ความเชื่อในเรื่องแมวนำโชค

                มีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อThe Cat Who Went to Heaven ผลงานของ อลิซาเบธ โคทสเวิธ (Elizabeth Coatsworth) ได้รับรางวัลนิวเบอร์รี่สำหรับ หนังสือเด็กที่แต่งดี ประเภทคลาสสิก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔  หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ถึง ๒๔ ครั้งแล้ว เป็นเรื่องแสดงพุทธานุภาพ ซึ่งเด็กอ่านได้อย่างไม่น่าเบื่อ   เนื้อเรื่องมีดังนี้

                พระพุทธเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์โปรดแมวโชคดี

                มีจิตรกรชาวญี่ปุ่นผู้ยากจน วันหนึ่งหญิงคนใช้ได้นำแมวลักษณะดี (เข้าใจว่าเป็นแมวไทย) เข้ามาในบ้านเพื่อเลี้ยงไว้   เมื่อแรกจิตรกรโกรธมาก เพราะความยากจนทำให้ใจแคบ แต่เมื่อเห็นแมวมีลักษณะดีก็ลืมความโกรธ และความหิวโหยอย่างสิ้นเชิง เต็มใจเลี้ยงแมวไว้ให้ชื่อว่า "โชคดี"   และโชคดีก็ได้นำโชคมาให้เพราะว่า วันต่อมาได้มีพระมาว่าจ้างจิตรกรให้เขียนภาพพระพุทธเจ้าขณะปรินิพพาน เพื่อนำไปประดับไว้ในโบสถ์   จิตรกรได้ใช้เวลาครุ่นคิดถึงประวัติของพระพุทธองค์ และสัตว์ต่างๆ ที่เคยทรงเกี่ยวข้องด้วย

                เมื่อจิตรกรเริ่มเขียนภาพสัตว์ต่างๆ ที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในวาระสุดท้ายนั้น  แมวโชคดี ได้นั่งมองภาพที่นายของมันวาดอย่างตั้งใจ ด้วยหวังว่า ภาพของแมวจะปรากฏรวมอยู่กับสัตว์อื่นๆ ด้วย   แต่ด้วยความสำนึกที่ว่า แมวเป็นสัตว์ที่ไม่ยอมรับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จิตรกรจึงลังเลใจที่จะเขียนภาพแมวลงไปด้วย

                แต่ในที่สุด ด้วยความเอ็นดูแมวโชคดี จึงตัดสินใจเขียนภาพแมวให้เป็นสัตว์สุดท้ายที่เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ในวันปรินิพพาน   แมวโชคดี มองดูภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มใจ แล้วล้มลงขาดใจตายไปสู่สวรรค์ในทันใด

                แต่เมื่อพระผู้จ้างให้เขียนภาพไม่พอใจ จิตรกรก็สัญญาว่าจะทำลายภาพนั้นในวันรุ่งขึ้น เพราะ "ใครทำกรรมใดไว้ กรรมนั้นจักสนอง"   แต่กลับปรากฏว่า ชาวเมืองพอใจภาพนั้นมาก จิตรกรได้รีบรุดไปดูที่โบสถ์ เขาได้พบสิ่งมหัศจรรย์เหมือนปาฏิหาริย์ เพราะภาพแมวที่เขาเขียนไว้ให้เป็นสัตว์อยู่ท้ายสุดของกระบวนสัตว์ทั้งหลายนั้น   บัดนี้ แมวกลับเข้ามาอยู่ใกล้พระพุทธองค์มากที่สุด และยังได้ทรงยื่นพระหัตถ์มาโปรดด้วยเมตตาธรรม

                แมวกวัก ของญี่ปุ่น

                นับตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้วที่คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า แมวเป็นสัตว์นำโชค มะเนะกิเนะโกะ หรือ แมวกวัก คือ รูปปั้นแมวตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่า จะนำโชคลาภเงินทองมาให้เจ้าของ สำหรับร้านค้าก็จะดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านเช่นเดียวกับนางกวักของไทย

                รูปร่างหน้าตาของ มะเนะกิเนะโกะ หรือแมวกวัก จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับแมวพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง ที่ไม่มีหาง ที่เรียกว่า เจแปนนิสบ๊อบเทล (Japanese Bobtail) ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่น หรือแม้แต่ในประเทศไทย จะพบเห็นแมวกวักอยู่ทั่วไป ซึ่งมีหลากหลายขนาด และสีสัน บางส่วนก็ทำกลไกให้มือซ้ายสามารถขยับในลักษณะกวักเข้าหาตัวได้ด้วย ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งก็ถือเหรียญไว้ เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าแมวที่เลี้ยงไว้ยกขาหน้าขึ้นเสมอหูข้างซ้ายแล้วจะมีคนมาหา ถ้าเป็นร้านค้าก็จะมีลูกค้าเข้าร้าน

                ตำนานแมวกวัก

                ในยุคเอะโดะ มีหญิงชราคนหนึ่งยากจนมาก แต่นางมีแมวเลี้ยงอยู่ตัวหนึ่ง และรักแมวมาก มีกินก็กินร่วมกับแมว อดก็อดพร้อมกับแมว จนในที่สุดก็ไม่สามารถเลี้ยงไหว จึงนำไปปล่อย คืนนั้นเอง นางก็นอนเสียใจร้องไห้ทั้งคืน กระทั่งฝันว่า แมว มาบอกกับนางว่า ให้ปั้นรูปแมวจากดินเหนียว แล้วนางจะโชคดี

                เช้าวันรุ่งขึ้น หญิงชราจึงตื่นขึ้นมาปั้นแมวจากดินเหนียว ไม่ทันไรก็มีคนแปลกหน้าเดินผ่านหน้าบ้านขอซื้อตุ๊กตาแมวตัวนั้นจากนางไป จากนั้นนางก็เพียรปั้นแมวขึ้นมาอีก ตัวแล้วตัวเล่า ตุ๊กตาแมวจากการปั้นของนางก็มีผู้มาขอซื้อไปตลอดเวลา นางจึงเริ่มมีเงินทองจากการขายตุ๊กตาแมว และสามารถนำแมวเลี้ยงสุดที่รักของนางกลับมาเลี้ยงได้อีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมา จึงเป็นที่ร่ำลือว่า แมว เป็น สัตว์นำโชค และมีการปั้น และวางแมวกวักไว้ตามที่ต่างๆ

                ความหมายตามลักษณะของแมวกวักญี่ปุ่น

                แมวที่ยกเท้าขวาขาหน้าขึ้นบน ช่วยเรียกเงินทอง และโชคลาภมาให้

                แมวที่ยกเท้าซ้ายขาหน้าขึ้นบน ช่วยเรียกแขกผู้มาเยือน

                แมวสีขาว ที่ยกเท้าซ้ายและขวาขาหน้าขึ้นบน เรียกโชคชะตา

                แมวสีดำ ที่ยกเท้าซ้ายขวาขาหน้าขึ้นบน ปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากโรคร้าย

                แมวสีทอง ที่ยกเท้าซ้ายขาหน้าขึ้นบน ทำให้ร่ำรวยมีเงินหมื่นเงินแสน

                แมวสีเงิน ที่ยกเท้าซ้ายขาหน้าขึ้นบน ช่วยให้มีอายุยืนยาว

                แมวสีแดง ที่ยกเท้าซ้ายขาหน้าขึ้นบน รักษาความเจ็บป่วยและโรคร้ายของเด็ก

                แมวสีชมพู ที่ยกเท้าซ้ายขาหน้าขึ้นบน เรียกความรักและคู่ครองที่ดี

                แมวสีเหลือง ที่ยกเท้าซ้ายขาหน้าขึ้นบน ทำให้คู่ครองอยู่กันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร

                แมวไม่มีสีไม่มีลาย ที่ยกเท้าซ้ายขาหน้าขึ้นบน ช่วยในเรื่องความฝันและความหวังให้เป็นจริง

                แมวสีน้ำเงินหรือสีฟ้า ที่ยกเท้าซ้ายขาหน้าขึ้นบน ช่วยเรื่องการเรียน

                แมวสีเขียว ที่ยกเท้าซ้ายขาหน้าขึ้นบน ช่วยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

                ความหมายอื่นๆ เพิ่มเติมของแมวกวักนำโชค

                กวักมือซ้าย = การงาน

                กวักมือขวา = โชคลาภ

                แมวถือลูกแก้ว , แมวพนมมือ = การขอพร

                เทวรูปแมว

                ไม่ได้เขียนเอามันนะ มีจริงๆ มีมานานแล้วด้วย ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ยุคฟาโรห์ปกครองประเทศน่ะแหละ ลองปั้นเทวรูปแมวไว้บูชาได้ล่ะก็ แมวต้องเป็นเทพเจ้าที่สูงสุดองค์หนึ่งในบรรดาเทพเจ้าของอียิปต์ในยุคนั้นเป็นแน่ ใครไม่เคยรู้มาก่อน ต้องอ่านนะ แหม เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็ทำให้นึกถึงตอนเป็นเด็กๆ เมื่อ ๔๐-๕๐ ปี มาแล้ว มีละครโทรทัศน์ เรื่อง "เทวรูปแมว" เป็นหนังผีที่น่ากลัวมากๆ ยังกลัวความอาถรรพณ์ของเทวรูปแมวมาจนทุกวันนี้เลยล่ะ

                ในยุคสมัยอาณาจักรอียิปต์โบราณ สัตว์แทบทุกชนิดล้วนมีความเกี่ยวพันกับเทพเจ้า หรือเทพี ในฐานะสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า มีการใช้สัตว์บวงสรวงเพื่อให้เทพเจ้าคุ้มครองมนุษย์จากภูตผีปีศาจ และสิ่งชั่วร้ายต่างๆ สัตว์บางชนิดได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังทางธรรมชาติ ในขณะที่สัตว์บางชนิดได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจที่ชั่วร้าย วิหารเทวีไอซิส ที่ ฟิเล นักบวชประจำวิหารได้เลี้ยงแมวไว้เป็นจำนวนมาก เพราะ แมว ถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของเทวีไอซิส (มเหสีของเทพเจ้าโอซิริส-เทพเจ้าที่ชาวอียิปต์ให้ความเคารพบูชามากที่สุด)

                เทพีของอียิปต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับแมวโดยตรง คือ เทพีบาสเซ็ท (BASTET) เทพประจำนครบูบาสติส เมืองเก่าแก่ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง ความปีติยินดี นอกจากนี้ยังเป็นเทพผู้พิทักษ์ของสตรี มารดา รวมถึงแมวอีกด้วย เทพีบาสเซ็ท มักปรากฏบนภาพเขียนฝาผนังเป็น รูปสตรีที่มีศีรษะเป็นหัวแมว มือข้างหนึ่งถือซีสทรัม เครื่องดนตรีโบราณชนิดหนึ่งของอียิปต์ที่ใช้ในการประกอบพิธี หรือ อาจปรากฏในรูปแมวเต็มตัวก็ได้ ความสำคัญของเทพีบาสเซ็ท ได้มาถึงจุดสูงสุดเมื่อราว ๙๔๕ ปี ก่อนคริสตกาล เมื่อนครบูบาสติสได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น เมืองหลวงของอาณาจักรอียิปต์ ทำให้เทพีบาสเซ็ท ซึ่งเป็นเทพประจำนครมาแต่เดิมมีสถานะกลายเป็นเทพสูงสุดของทั้งอาณาจักรไปด้วย

                งานฉลองเพื่อบูชาเทพีบาสเซ็ทในยุคนั้น จัดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ ถือเป็นงานฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดางานบูชาเทพเจ้า มีบันทึกกล่าวไว้ว่า ผู้คนต่างหลั่งไหลจากทั่วอียิปต์นับเจ็ดแสนคน เพื่อมาร่วมงานที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และจัดขึ้นอย่างฟุ่มเฟือย ความเลื่อมใสศรัทธาในเทพีบาสเซ็ทนี้ ได้แผ่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ผ่านยุคสมัยกรีก โรมัน ไปยังดินแดนหลายแห่งในยุโรป พิธีนี้เป็นที่นิยมอยู่ราวสองพันปี จนกระทั่งถูกห้าม อย่างเป็นทางการใน ค.ศ. ๓๙๐ ซึ่งเป็นช่วงที่พิธีได้เสื่อมความนิยมไปมากแล้ว ปัจจุบันอียิปต์ได้ประกาศให้วันที่ ๓๑ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันเฉลิมฉลองเทพีบาสเซ็ท

                วิหารของเทพีบาสเซ็ท ตั้งอยู่ที่ เมืองบูบาสติส ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า เทล-บาสตา ก่อสร้างด้วยหินแกรนิตสีแดงตั้งอยู่ภายในหุบเขา ปัจจุบันเหลือเพียงสภาพปรักหักพังเท่านั้น ในสมัยอียิปต์โบราณนั้นให้ความสำคัญกับแมวมากจนเรียกได้ว่า มีสถานะกึ่งเทพ เลยทีเดียว หากใครทำร้ายแมวไม่ว่าจงใจ หรือด้วยอุบัติเหตุ จะถูกลงโทษถึงตาย และหากบ้านใดมีแมวตาย สมาชิกทุกคนในบ้านจะต้องไว้ทุกข์ด้วยการโกนคิ้วของตัวเองออก นำซากของแมวไปทำมัมมี่ แล้วนำไปฝังไว้ในสุสานใกล้วิหารเทพีบาสเซ็ท ที่เมืองบูบาสติส การขุดค้นทางโบราณคดีพบว่า ที่นี่เป็นสุสานแมวที่ใหญ่ที่สุด มีกองกระดูกแมวทับถมเป็นภูเขา และกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ปะปนอยู่กับหน้ากากแมว ที่ใช้สำหรับตกแต่งมัมมี่เศษผ้าลินิน รวมถึงเทวรูปแมวที่ชำรุดจำนวนมาก

                ชาวอียิปต์โบราณนั้นเรียกแมวว่า "มิว" หรือ "เมียว" ซึ่งเลียนมาจากเสียงร้องของแมว ความนิยมในการเลี้ยงแมวอย่างแพร่หลายของชาวอียิปต์ น่าจะมาจากความสามารถในการกำจัดหนู และสัตว์รบกวนที่คอยทำลายพืชผลทางการเกษตร แมวช่วยควบคุมปริมาณหนู ช่วยลดการแพร่เชื้อกาฬโรค ซึ่งเป็นโรคระบาดสำคัญในยุคนั้น นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อียิปต์ สามารถแผ่ขยายอาณาจักรออกไปได้กว้างใหญ่นับเป็นเวลาหลายพันปี