Get Adobe Flash player

แมว เทพเจ้าแห่งลาภผล (๕) โดย พระเล็ก

Font Size:

               อ่านถึงตอนนี้ หลายคนที่รักแมว และเลี้ยงแมว ก็คงยิ้มกริ่มด้วยความภูมิใจ "บรรพบุรุษแมวของเรา มีความสามารถยิ่งใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ ช่วยให้อียิปต์ขยายอาณาจักรได้ด้วย ไม่เบาเลยแฮะ"

               หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างแมว ในฐานะสัตว์เลี้ยงของชาวอียิปต์ยุคโบราณ ปรากฏในภาพเขียน ภาพแกะสลักบนผนังกำแพงวิหาร รวมถึงภาพเขียนบนกระดาษปาปิรุส ในลักษณะภาพแมวที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้เลี้ยง หรือเจ้านาย ในลักษณะคอยรับใช้ บางภาพเป็นแมวที่กำลังคาบนกที่ถูกยิงด้วยธนู เห็นได้ว่าอาจมีการฝึกแมวเพื่อใช้งานในยุคสมัยนั้น และยังเชื่อกันว่า มีแมวบางชนิดสามารถจับงู ฆ่างูพิษอย่างงูเห่าได้อีกด้วย เพราะเหตุนี้ชาวอียิปต์โบราณซึ่งเห็นงูเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจ จึงถือว่าแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของ เทพเจ้ารา หรือ สุริยะเทพ (เทพผู้เป็นบิดาของมนุษย์ และสัตว์รวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลก)

               ในยุคอาณาจักรสมัยใหม่มีความเชื่อว่า แมวตัวผู้ เป็นร่างจำแลงของ เทพเจ้ารา ส่วน แมวตัวเมีย เป็น พระเนตรของพระองค์ มีตำนานหนึ่งเล่าว่า เทพเจ้ารา และเหล่าเทพเจ้าบริวารจะเดินทางข้ามขอบฟ้าในทุกค่ำคืน โดยเทพีบาสเซ็ทจะเก็บแสงอาทิตย์ไว้ในดวงตา เพื่อช่วยส่องทางให้ (สอดคล้องกับความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น ที่เชื่อว่าตาแมวเปลี่ยนสีไปตามการโคจรของดวงอาทิตย์ เมื่อแสงแดดจ้า ตาแมวจะสีคล้ายทองคำมากที่สุด พอตกกลางคืน ตาจะเปิดกว้างเป็นสีดำ) การเดินทางแต่ละครั้ง เทพเจ้ารา และบริวารต้องต่อสู้กับ งูยักษ์อะโปฟีส ที่มาขัดขวาง ครั้งหนึ่งทรงเนรมิตร่างเป็นแมวเพื่อปราบงูยักษ์อะโปฟีส จนราบคาบ การต่อสู้นั้น หากฝ่ายราชนะก็จะนำแสงสว่างมาสู้โลกในวันรุ่งขึ้น ส่วนอะโปฟีสจะบาดเจ็บ แต่ก็จะหายสนิท และกลับมาสู้กันอีกในราตรีถัดไป แต่หากอะโปฟีสเป็นฝ่ายชนะ วันรุ่งขึ้นจะไม่มีแสงสว่าง ซึ่งหมายถึง การเกิดสุริยะคราส นั่นเอง ผู้คนยุคนั้นจะส่งเสียงให้งูตกใจปล่อยเทพเจ้ารา และแสงอาทิตย์จะกลับมาส่องสว่างอีกครั้ง

               แมวเก้าชีวิต หมายความว่าอะไร?

               ตามพจนานุกรมฉบับมติชน "แมวเก้าชีวิต" หมายถึง ผู้ที่ประสบความหายนะซ้ำซ้อนหลายครั้งก็ยังกลับมามีฐานะหรือชื่อเสียงได้ดั่งเดิม หรือแปลไทยเป็นไทยตามภาษาชาวบ้านคือ คนที่ผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้งแล้วยังมีชีวิตรอดมาได้

               ทำไมถึง ๙ ชีวิต น่าจะเริ่มมาจากความเชื่อของอียิปต์โบราณ แมวเป็นสัตว์ที่ได้รับความเคารพตามความเชื่อของอียิปต์โบราณ ชาวอียิปต์ที่อาศัยอยู่ที่เมือง Heliopolis นั้น นับถือเทพ Atum-Ra เป็นเทพสูงสุด คือ สุริยะเทพ ผู้เป็นต้นตระกูลของเทพสำคัญๆ หลายองค์ ซึ่งเทพผู้ยิ่งใหญ่ ๙ องค์ของชาว Osirian ที่เรียกรวมกันว่า "Ennead" นั้นมีดังนี้ Atum , Shu , Tefnut , Geb , Nut , Osiris , Isis , Set , และ Nephthys โดยที่เวลา Atum-Ra นั้นเดินทางไปยังเมืองยมโลก (Underworld) จะไปในรูปของแมว โดยที่จะรวมชีวิตทั้ง ๙ ร่างไว้ในร่างของผู้สร้างร่างเดียว ( 9 in 1 ) นั่นเอง

               มีบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าบทหนึ่ง ๔๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ได้กล่าวไว้ว่า "O sacred cat! Your mouth is the mouth of the god Atum, the lord of life who has saved you from all taint." หรือแปลได้ว่า "โอ้ ท่านแมวศักดิ์สิทธิ์! ปากของท่าน คือ ปากของเทพ Atum เจ้าแห่งชีวิตผู้ซึ่งได้ช่วยท่านให้พ้นจากมลทินทั้งปวง"

               ความลับของแมว ที่คนเลี้ยงแมว รักแมว ควรรู้

               แมว เป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย และถูกเล่าต่อกันมาจนกลายเป็นความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ หรือนิสัยของแมวบางอย่างที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ หลายๆ คนอยากรู้ว่า สัตว์ที่ดูนิ่งเงียบ ลักษณะท่วงท่าการเดินที่สง่างามเหล่านี้ มีความลับอะไรที่เจ้าของอย่างเราๆ ยังไม่รู้อีกหรือไม่ วันนี้เราก็เลยนำความลับของแมวมาเปิดเผยกัน

               ๑. เชื่อว่าแมวจะขโมยลมหายใจของทารก

               จริงๆ แล้วแมวไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ กับทารกของคุณหรอก เพียงแต่ว่าพวกมันชอบหาที่อบอุ่น และสบายๆ นอน ซึ่งลมหายใจของทารกเป็นอุณหภูมิที่แมวต้องการพอดี ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้แมวชอบเข้าไปคลุกคลีกับทารกบ่อยๆ เท่านั้นเอง แต่ทั้งนี้คุณก็ไม่ควรให้แมวเข้าใกล้ทารกของคุณมากเกินไป เพราะเด็กอาจจะติดเชื้อโรค หรืออาจจะทำให้ทารกเกิดภูมิแพ้ได้

               ๒. เชื่อว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเลี้ยงแมว

               จริงๆ แล้วผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นไม่ควรสัมผัสตัวแมว หรือทำอะไรเกี่ยวกับแมวบ่อยนัก เพราะอาจจะมีโอกาสติดเชื้อ ท็อกโซพลาสโมซิส จากแมวได้ โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนแรก ซึ่งหากทารกติดเชื้อ อาจจะเกิดอาการสมองบวมน้ำ ประสาทตาอักเสบ หรืออารมณ์ผิดปกติ ฉะนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตัวแมว และของใช้ที่เกี่ยวกับแมวทั้งหมดดีกว่า

               ๓. เชื่อว่าแมวดำ คือ สัญลักษณ์ของความโชคร้าย

               จากผลการสำรวจผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ในปี ๒๐๐๐ พบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสแมวขนสีดำ หรือแมวขนสีเข้ม มากกว่าแมวขนสีอ่อนๆ ถึง ๔ เท่า นั่นเป็นเพราะว่าตามผิวหนัง และในน้ำลายของพวกแมวขนสีดำ หรือแมวขนสีเข้ม มีสารสำคัญในการก่อภูมิแพ้ที่เรียกว่า Fel.d1 สะสมอยู่มากกว่าแมวขนสีอ่อน ด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้หลายๆ คนเชื่อว่าแมวดำจะความโชคร้ายมาให้นั่นเอง

               ๔. เชื่อว่าแมวมี ๙ ชีวิต

               ความเชื่อที่ว่าแมว มี ๙ ชีวิตนั้นถูกเล่าขานเป็นตำนานกันออกไปต่างๆ นานาทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศแถบยุโรป เอเชีย อเมริกา หรือ แอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศอียิปต์ที่นับถือว่า แมวเป็นตัวแทนของเทพเจ้าเลยทีเดียว เหตุที่ทำให้ผู้คนต่างคิดว่าแมวมี ๙ ชีวิต อาจจะเนื่องมาจากว่า ลำตัวของแมวมีความยืดหยุ่นสูง จึงทำให้สามารถกระโดดจากที่สูงได้โดยไม่บาดเจ็บ และแมวก็สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยอยู่กับผู้คนเท่านั้นเอง

               ๕. เชื่อว่าแมวสามารถลงพื้นได้อย่างปลอดภัยทุกครั้ง

               ถึงแม้แมวจะมีร่างกายที่ยืดหยุ่นสูง แต่ก็ใช่ว่าพวกมันจะกระโดดลงจากที่สูงลงมาได้อย่างปลอดภัยเสมอไป เพราะแมวก็มีสิทธิ์พลาด และพลั้งเผลอตกลงมาได้เช่นกัน ดังนั้นในบางครั้งแมวก็มีโอกาสเกิดบาดแผล และเกิดอาการบาดเจ็บได้เช่นกัน

               ๖. เชื่อว่าเสียงครางหมายถึงแมวกำลังมีความสุข

               เสียงครางเป็นเสียงแรก ที่แมวสามารถทำได้ตั้งแต่อายุน้อย เพราะในขณะนั้นพวกมันไม่สามารถทำเสียงสูง หรือเสียงต่ำได้ จึงทำให้คุณได้ยินเสียงครางบ่อยๆ และเข้าใจว่าแมวกำลังมีความสุข ฉะนั้นเสียงครางจึงไม่ได้หมายความว่าพวกมันกำลังมีความสุขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะกำลังสื่อสารให้คุณรู้ว่า พวกมันกำลังป่วย หรือบาดเจ็บอยู่ก็เป็นได้

               ๗. เชื่อว่าแมวไม่ชอบน้ำ

               ก็ใช่ว่าแมวทุกตัวจะกลัว หรือไม่ชอบน้ำเสมอไปหรอกนะ เพราะแมวบางตัวก็ชอบเล่นน้ำเหมือนกัน อย่างเช่น แมวสายพันธุ์ เตอร์กิชแวน ที่รักการว่ายน้ำเป็นชีวิตจิตใจ จนได้รับฉายาว่า "Swimming cat" เลยทีเดียว แต่ที่เราเห็นว่าแมวเลี้ยงส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใกล้จุดที่มีแหล่งน้ำสักเท่าไหร่ ก็เพราะแมวคิดว่า มันไม่คุ้มกับการที่จะต้องหาเรื่องทำให้ตัวเองเปียก เพื่อแลกกับปลาตัวเล็กๆ ในสระ ทั้งๆ ที่มีอาหารจานใหญ่รออยู่ตรงหน้าแล้วนั่นเอง

               ๘. เชื่อว่าแมวเป็นสัตว์หากินกลางคืน

               นั่นเป็นเพราะสายตาของแมวสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ผ่านแสงสว่างน้อยๆ หรือความมืดในกลางคืนได้ดีกว่าแสงสว่างในตอนกลางวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาโพล้เพล้ หรือใกล้ค่ำ จะเป็นเวลาที่เหมาะกับการล่าเหยื่อมากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าแมวจะสามารถมองเห็นแม้ในที่มืดสนิทได้หรอกนะ

               ๙. เชื่อว่าแมวชอบความสันโดษ

               ถึงแม้แมวจะได้อยู่รวมกันเป็นฝูง เหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆ แต่พวกมันก็จะอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกัน หรือบริเวณใกล้ๆ กับแหล่งอาหารของพวกมันนั่นเอง โดยเฉพาะแมวเพศผู้ที่มีอายุประมาณ ๑๘ เดือนขึ้นไป ก็จะออกไปหากินตัวเดียวมากกว่าแมวเพศเมีย ดังนั้นหากคุณไม่อยากให้แมวที่คุณเลี้ยงหนีออกไปอยู่นอกบ้าน ก็ควรจะเลี้ยงแมว ตั้งแต่พวกมันอายุ ๘-๑๐ เดือน และควรเลี้ยงสองตัวขึ้นไป ก็จะทำให้พวกมันมีนิสัยอยู่ติดบ้านมากกว่าเลี้ยงแมวมีอายุ หรือเลี้ยงแมวแค่เพียงตัวเดียว 

               หลังจากที่เรานำคำตอบมาเฉลยกันแล้ว ก็อุ่นใจขึ้นได้แล้วใช่ไหมว่า แมวเป็นแค่สัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ ตาใสๆ เท่านั้นไม่ได้มีพิษสง หรือซ่อนความลึกลับอะไรเอาไว้เลย ต่อไปหากกำลังคิดจะเลี้ยงสัตว์กัน ก็น่าจะมีแมวน่ารักๆ เอาไว้ที่บ้านสักตัวนะ

               มีความเชื่อกันมาอย่างช้านาน และแพร่หลายกันมาอย่างกว้างขวางว่า "แมวนั้นมีเก้าชีวิต"มันจะตายแล้วฟื้นอยู่เช่นนี้ถึงเก้าครั้ง ก่อนที่จะสิ้นอายุขัยตายไปอย่างแท้จริง มีความคิด และเหตุผลมากมายที่จะอธิบายถึงที่มาว่า เหตุใดแมวถึงมีเก้าชีวิต และเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? แต่การที่ได้เห็นอย่างแน่ชัดก็คือ แมวจะมีความสามารถพิเศษ จากการรอดชีวิตเมื่อตกจากที่สูง และยังสามารถหนีรอดจากเหตุการณ์อันตรายต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายถึงแก่ชีวิตของมนุษย์ และสัตว์อื่นๆ แต่ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดอันตราย กับแมว เพราะทุกครั้งเมื่อมีภัย มันจะหนีรอดได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

               โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกอียิปต์โบราณ แมวเกี่ยวข้องกับ เทวีบาสเซ็ท (Bastet) ซึ่งเป็นพระราชธิดาของสุริยะเทพรา (Ra) เพราะในงานศิลปะอียิปต์โบราณนั้น มักมีการวาดภาพของเทวีบาสเซ็ทเป็นสตรีที่มีศีรษะเป็นแมว มีความเชื่อกันว่า พระนางเป็นสัญลักษณ์แห่งหมายเลข ๙ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการกำเนิดใหม่แห่งชีวิต ตามความเชื่อของชาวอียิปต์ นอกจากนี้ยังมีตำนานเกี่ยวกับแม่มดว่า จะสามารถจำแลงแปลงร่างเป็นแมวได้เพียงเก้าครั้ง และจะไม่มีวันทำได้อีก เพราะสิ้นสุดแห่งความอมตะของชีวิตแมวแล้ว

               ความเชื่ออื่นที่แตกต่าง:ในสุภาษิตเก่าแก่ของชาวอาหรับ และชาวตุรกี มีการพูดถึงชีวิตกำเนิดใหม่ของแมวเหมือนกัน แต่เชื่อว่าพวกมันจะมีชีวิตใหม่ได้เพียงเจ็ดชีวิต