Get Adobe Flash player

ท้าวเวสสุวรรณ หลวงพ่อคล้อย วัดภูเขาทอง โดย พระเล็ก

Font Size:

 

                ท้าวเวสสุวรรณ ท่านเป็นหนึ่งในสี่ท้าวจตุมหาราชิกา หรือ สวรรค์ชั้นที่ ๑ ประจำทิศอุดร (ทิศเหนือ) เป็นราชาแห่งผู้คุมวิญญาณร้าย กันคุณไสย อัปมงคล อัปรีย์ เข้าใกล้ไม่ได้  ถอยห่างเป็นพันโยชน์ ท่านเป็นราชาแห่งทรัพย์สินสมบัติด้วย โบราณยกย่องให้ท่านเป็นราชาแห่งเงินตรา หรือเทพเรียกเงิน ใครอยากร่ำรวยให้บูชาท้าวเวสสุวรรณไว้อย่างสม่ำเสมอ  อีกเคล็ดลับหนึ่งของการบูชาท้าวเวสสุวรรณคือ ท่านยังเป็นผู้เกื้อหนุนค้ำดวงชะตาได้เป็นอย่างดี  ท้าวเวสสุวรรณของหลวงพ่อจึงอุดมฤทธิ์เดชมีพลานุภาพ ดังพุทธคุณที่ได้แสดงมาทุกประการ โบราณให้ค่าท้าวเวสสุวรรณว่า ทองเท่าโกฏิ  หมายความว่า ทองเท่าภูเขาหิมาลัย บูชาแล้วมั่งมีร่ำรวยเงินทองท่วมเท่าภูเขา  เร่งลาภ เรียกทรัพย์

                พระครูพิพิธวรกิจ (คล้อย อโนโม) เกิดเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๒ เดิมชื่อ คล้อย ทองโอ่ บิดาชื่อ นายแสง ทองโอ่ มารดาชื่อ นางเอียด ทองโอ่ เกิดที่ ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง จบการศึกษาชั้นประถม ๔ จากโรงเรียนวัดไทรงาม ตำบลนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อถึงวัยบวชเรียนท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ วัดดอนศาลา ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง พระอุปัชฌาย์ คือ พระครูสิทธิยารัตน์ (พระอาจารย์เอียด) และ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อขึ้นปีขาล วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ วัดควนปันตาราม ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยมีพระครูรัตนาภิรัต เป็นอุปัชฌาย์ พระมหาเจิม ฐิตเปโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูกาชาด วัดดอนศาลา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังบวชเรียนแล้วได้ศึกษาจนสอบได้เป็นนักธรรมเอก จากสำนักเรียนวัดดอนศาลา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ต่อมาได้เป็นครูสอนนักธรรมตรี แผนกธรรมที่สำนักเรียนวัดดอนศาลา และวัดภูเขาทอง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดภูเขาทองตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ จวบจนกระทั่งละสังขาร เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๗ สิริอายุ ๘๕ ปี ๖๔ พรรษา (ไม่นับรวมพรรษาที่บวชเณรอีก ๓ พรรษา)

                - ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ

                - ปี พ.ศ. ๒๕๒๒  ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูพิพิธวรกิจ

                - ปี พ.ศ. ๒๕๔๒  ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอควนขนุน

                - ปี พ.ศ. ๒๕๔๖  ดำรงสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะอำเภอควนขนุน(ชั้นเอก)

                ตลอดเวลากว่า ๕๖ ปี ที่หลวงพ่อคล้อยได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดภูเขาทอง ท่านได้พัฒนาวัดมาอย่างต่อเนื่องไม่เคยว่างเว้น เสนาสนะแทบทุกอย่างภายในวัดภูเขาทอง อาทิ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ เมรุ กุฏิสงฆ์ กำแพงแก้ว หอระฆัง ฯลฯ ล้วนเกิดจากความมีวิริยะ อุตสาหะของท่านทั้งสิ้น แต่กาลเวลาเนิ่นนานย่อมทำให้เสนาสนะ และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในวัดเกิดการเสื่อมสภาพ ต้องได้รับการฟื้นฟูบูรณะให้มีสภาพดีคงเดิม อุโบสถของวัดภูเขาทองหลังนี้ก็เช่นกัน หลวงพ่อคล้อยสร้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ ปัจจุบันยังเสร็จไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์  ท่านจึงมีดำริที่จะทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ให้มีความงดงาม สามารถใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างสมบูรณ์ โดยจะให้มีการผูกพัทธสีมา และฝังลูกนิมิต เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มีความยั่งยืนต่อไป

                แม้ว่าหลวงพ่อคล้อยจะได้รับการยอมรับจากชาวไทย และชาวต่างประเทศว่า ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์สายใต้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้า เข้มขลัง มีอาวุโสสูงรูปหนึ่งในสายเขาอ้อ (ตักศิลาทางไสยเวทของเมืองไทย) แต่ด้านการสอนสั่งในพระพุทธศาสนา ท่านก็ถือยึดแนวตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ สอนให้พุทธศาสนิกชนทุกคนจงใช้สติ ระลึกได้ก่อนกระทำ พูด คิด และมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวขณะทำ พูดและคิด มีเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย

                ปฏิปทาของท่านในสมัยที่ยังดำรงขันธ์ หากไม่มีกิจนิมนต์ที่ต้องเดินทางไกล ผู้มีโอกาสไปวัดภูเขาทองจะเห็นภาพของพระเกจิร่างเล็กผู้เรืองเวท กวาดใบไม้ลานวัดหน้ากุฏิอยู่เสมอๆ ท่านบอกว่าอยากให้วัดมีความสะอาด มีความเป็นระเบียบ ใครมาวัดก็จะได้ดูร่มรื่นสบายใจ และถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย ท่านเป็นพระเกจิที่มีสุขภาพจิตดี และมีอารมณ์ขันมากๆ เวลาท่านมีบรรดาญาติโยมไปกราบนมัสการ ท่านก็มีเมตตาออกรับแขกทุกคนโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ จะมีเรื่องเก่าๆ เล่าให้ฟังแฝงด้วยคติคำสอนตลอดเวลา ก่อนญาติโยมจะลากลับท่านก็จะเรียกลูกศิษย์ที่คอยดูแลปรนนิบัติให้เข้าไปในกุฏิ เพื่อหยิบเอาวัตถุมงคลของท่านมาแจกให้ทุกครั้งคนละหนึ่งองค์ แล้วก็จะกล่าวกำชับเชิงหยอกล้อว่า "รูปของเรา ของแท้ๆจงเก็บรักษาไว้ให้ดีนะ อย่าให้ใครมาหลอกเอาไปอีกล่ะ" แล้วก็มีเสียงหัวเราะตามมาทั้งผู้รับและผู้ให้...

                หลวงพ่อคล้อย อโนโม ได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ เมื่อเวลา ๑๖.๑๙ น. วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๗ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑) ณ กุฏิภายในวัดภูเขาทอง สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่บรรดาศิษย์ฯ และพุทธศาสนิกชนชาวไทย และเทศ เป็นอย่างยิ่ง คงเหลือไว้แต่คุณงามความดี และวัตถุมงคลของท่านที่ปลุกเสกไว้หลายรุ่น หลายแบบ มากมายหลายร้อยรายการให้ศิษย์ไว้บูชาสืบไป ซึ่งวัตถุมงคลของท่านนั้น นับวันก็จะหมด หรือร่อยหรอลงไปทุกที เพราะทุกคนที่ได้รับไปแล้วพกพาติดตัว จะทราบถึงพระพุทธคุณที่เปี่ยมล้นไปในทุกด้านเป็นอย่างดี

                ปัจจุบันสังขารของท่าน ไม่เน่าเปื่อย ยังคงสภาพเดิมเหมือนคนนอนหลับ ทางวัดได้บรรจุร่างของท่านไว้ในโลงแก้ว ประดิษฐานไว้ในมณฑป ที่สร้างขึ้นใหม่ จากเงินที่ได้จากการให้บูชาท้าวเวสสุวรรณ รุ่นแรก และถือเป็นรุ่นเดียวของท่าน

                รูปหล่อท้าวเวสสุวรรณ รุ่นแรก และรุ่นเดียวของท่าน สร้างในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ตอนต้นปี โดยคณะศิษย์ที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาในองค์หลวงพ่อ ร่วมทุนกันจัดสร้างขึ้น เพื่อหาเงินรายได้ทั้งหมดสร้างมณฑปประดิษฐานรูปหล่อขนาดเท่าองค์จริงของท่าน สมทบทุนสร้างหอระฆัง หอกลอง ให้แล้วเสร็จ

                มีการจัดสร้างด้วยกัน ๔ เนื้อ คือ เนื้อทองคำ จำนวน ๙ องค์, เนื้อเงิน จำนวน ๗๔ องค์, เนื้อเปียกทอง (แท้) จำนวน ๓๓๑ องค์ และเนื้อทองสตางค์ จำนวน ๓,๐๕๒ องค์ เมื่อรวมทุกเนื้อแล้ว จะเห็นว่าจัดสร้างน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการของสานุศิษย์ของท่าน ทั้งชาวไทย-เทศ ที่มีเป็นจำนวนมาก (ท่านโด่งดังมากในเรื่องของการสร้างหุ่นพยนต์ ซึ่งมีด้วยกันหลายรุ่น)

                ท้าวเวสสุวรรณของท่านนี้ ท่านได้ตั้งใจปลุกเสกเป็นอย่างดียิ่งทุกค่ำเช้า เป็นระยะเวลาติดต่อกันนานถึง ๔-๕ เดือน จึงออกให้เช่าบูชา โดยไม่มีการสั่งจองล่วงหน้า และรอคอยเหมือนวัตถุมงคลรุ่นอื่นๆ ของท่าน ดังนั้น จึงหมดไปจากวัดอย่างรวดเร็ว

                ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่ศรัทธาในเทพองค์นี้มาก คงเป็นเพราะกลัวผีจนขึ้นสมองมาแต่เล็กแต่น้อย เนื่องจากเป็นเด็กวัด อยู่กับวัดมาตลอด แต่ละอาทิตย์มักจะมีศพมาตั้งที่ศาลา วิ่งเล่นกันไปวิ่งเล่นกันมา นึกสนุกก็เลยแกล้งทำผีหลอกกัน หลอกกันไปหลอกกันมาจนเจอดี เจอของจริง มีผีจริงมาเล่นหลอกผีด้วย วิ่งหางจุกตูดกันก็หลายครั้ง ดังนั้น เพื่อป้องกันไว้ดีกว่าแก้ จึงพกพระเครื่องติดตัวมาแต่เล็กแต่น้อย และพอมารู้เรื่องว่า "ผีทั้งหลาย กลัวท่านท้าวเวสสุวรรณ" ก็เลยเกิดศรัทธาที่จะแสวงหามาบูชาติดตัวอยู่เสมอ ยิ่งตอนทำงานขับรถส่งเอกสารตอนกลางคืนด้วยแล้ว ไม่เคยขาดที่คอสักคืนเดียว (บางทีผ่านป่าช้าฝรั่ง ผีฝรั่ง ดุกว่าผีไทยเยอะ และไม่กลัวพระ แต่กลัวท่านท้าวเวสสุวรรณครับ คงเห็นว่าท่านมีกระบองอันใหญ่เอาไว้ตีหัวพวกมันกระมัง)

                พระเกจิที่สร้างรูปท้าวเวสสุวรรณได้ขึ้นชื่อ และมีสนนราคาอยู่ในหลักแสน ก็คือ ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) วัดสุทัศน์ ท่านสร้างไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ นอกนั้นก็มีพระเกจิที่สร้างได้เข้มขลังอีกหลายท่าน เช่น หลวงพ่อวัดเกตุมฯ, สมุทรสาคร, หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี สมุทรสงคราม (ปัจจุบันศิษย์ของท่าน คือ พระอาจารย์อิฏฐ์ ก็สร้างได้เข้มขลังไม่แพ้กัน) หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย อยุธยา ท้าวเวสสุวรรณของท่าน แบบหล่อลอยองค์ ปัจจุบันเล่นหากันร่วมสองหมื่นบาท ส่วนเนื้อผง อยู่ในราว ๕-๖ พันบาท ทั้งที่มีอายุการสร้างเพียง ๒๐ กว่าปีเท่านั้น

                สำหรับหลวงพ่อคล้อยนั้น ท่านเป็นพระเกจิสายเขาอ้อ เป็นศิษย์รุ่นน้องของขุนพันธ์ฯ ท่านชำนาญในด้านไสยศาสตร์ทุกแขนง โดยเฉพาะการทำ "หุ่นพยนต์" ไว้เฝ้าบ้าน เฝ้าร้าน เฝ้ารถ และคุ้มครองป้องกันภัยให้กับผู้พกพา ท่านโด่งดังมากทีเดียว สร้างไว้หลายรุ่น คราวหน้าจะนำมาเสนอให้อ่านกัน

                สำหรับท้าวเวสสุวรรณ รุ่นแรก และรุ่นเดียวของท่าน ผู้เขียนได้เก็บสะสมไว้เพียง ๕ องค์ นำมาให้บริการแก่แฟนคอลัมน์ ในอัตราค่าทำบุญ องค์ละ ๕๙ เหรียญ (รวมตลับ และ ค่าส่ง) รีบหน่อยครับ หมดแล้วก็หมดกัน นับวันคงหาไม่ได้อีกแล้ว สนใจ ติดต่อสอบถามเพื่อสั่งจองก่อน ที่ พระอาจารย์เล็ก โทร. (323) 736-6860 จากนั้นจึงค่อยส่งเช็คมาที่ Boonsom Corhiran 2948 Chino Hills Pkwy., Chino Hills, CA. 91709

                สำหรับพระคาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ มีดังนี้

                ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วว่า

                อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ มะระณัง สุขัง อะระหัง สุคะโต นะโมพุทธายะ สังสิมิมะ สัพพัญญิโก โลมามิ พระยายมราชา ธัมมาจุติ มะอะอุกาโร ท้าวเวสสุวัณโณ พุทโธ กันติ

                สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิลาโภ ชะโยนิจจัง พระพุทธัง รักษา พระธัมมัง รักษา พระสังฆัง รักษา บิดารักษา มารดารักษา ครูบาอาจารย์รักษา ศัตรูมีมา วินาสสันติ อายุวัณโณ สุขัง พะลัง

                ถ้าต้องการจะบูชาอย่างเป็นทางการ ก็ให้จุดธูป ๙ ดอก พร้อมดอกไม้ธูปเทียน หมั่นบูชาทุกท่าน ท่านว่า จะเจริญด้วยโภคทรัพย์ เงินทองไหลมาเทมา ร่ำรวยเป็นเศรษฐี นอกเหนือไปจากการปกป้องคุ้มครองภัยจากสิ่งอัปมงคล และภูตผีปีศาจ คุณไสยทุกชนิด

                หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไม? ท้าวเวสสุวรรณ ท่านเป็นยักษ์ จึงใช้สรรพนามเรียกท่านว่า "องค์" ไม่ใช้คำว่า "ตน" ก็ขอเรียนให้ท่านทราบว่า เพราะท่านสำเร็จโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคล ๑ ใน ๔ ในทางพระพุทธศาสนา ดังนั้น ต้องเรียกท่านว่า "องค์" ถึงจะถูกต้องครับ